มนุษย์มีเครื่องมือการสื่อสารเพื่อคงไว้ซึ่งรูปแบบทางสังคม ดังนั้นการตั้งกลุ่มเพื่อพูดคุยจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาช้านาน และเมื่อสังคมหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งที่ผูกโยงกันไว้คือการแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ “การนินทา” อีกสังคมที่เหมือนหรือต่างจากเรา แล้วแต่กรณีไป เรื่องราวต่าง ๆ ของการนินทาในวงเล็ก ๆ ที่เหมือนเอาอรรถรสเรื่อยไป แต่กลับสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับ Community ต่าง ๆ รวมไปถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมในภาพใหญ่ได้เลยทีเดียว
ไม่ใช่แค่พูดลับหลัง แต่มันคือหลักทางสังคมวิทยา
คำว่า “นินทา” (Gossip) เราอาจจะมองว่าเป็นสิ่งสนุก เราทำมันอย่างเป็นธรรมชาติและอัตโนมัติ เพียงแค่คนใกล้ตัวเอ่ยคำว่า “มึง…” เราก็สามารถหูผึ่งและเริ่มตั้งเตาได้ทันที แต่ในทางมานุษยวิทยา การนินทาอร่อย ๆ ไม่ได้มีแค่ความหมายทางลบอย่างที่เราคิดกัน การนินทาสามารถใช้กันในชีวิตประจำวันจนเป็นเครื่องมือทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์เราเลือกใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในกลุ่มเล็ก ๆ เช่น ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือชุมชน
และเมื่อมันเป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อรวมกลุ่มตั้งวงนินทาในบทสนทนาเดียวกัน การนินทาจึงเป็นเหมือนการสร้างบรรทัดฐานด่านแรกให้กับสังคมเดียวกัน โดยยังไม่ต้องไปถึงการเป็นตัวบทกฎหมาย ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าการนินทาคือพลังเงียบเพื่อสร้างกลไกการคัดกรองกลุ่มคนให้เข้าหรือออกไปจากกลุ่มต่าง ๆ แม้จะไม่ใช่โดยตั้งใจ แต่เมื่อมีการนินทาเกิดขึ้น “กฎกลุ่ม” ก็ได้ถูกตั้งขึ้นผ่านการตกลงกันด้วยมาตรฐานบางอย่างไปเรียบร้อยแล้ว
ฟังก์ชันของการนินทาอร่อย ๆ ทำอะไรได้เยอะ
มาตรฐานของเรื่องต่าง ๆ ที่กลุ่มนั้น ๆ สร้างขึ้นมาแล้ว “ตั้งเตา” นินทาคนอื่น เริ่มแรกก็เพื่อวิพากษ์พฤติกรรมของคนที่ถูกเล็งเป้า หรือกลุ่มที่แตกต่างออกไป หัวข้อการนินทามักจะเริ่มจากถ้าใครหรืออะไรก็ตาม ที่ทำ “ผิดบรรทัดฐาน” ของกลุ่ม เช่น ขี้โกง ไม่รับผิดชอบ ไม่ให้เกียรติ การนินทาจะเริ่มขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่า “แบบนี้ไม่โอเค” และในทางกลับกัน กลุ่มคนที่กำลังนินทาก็จะเริ่มสร้างเอกภาพของความเป็นกลุ่มเดียวกันขึ้นมา คนที่นินทาร่วมกัน มักจะรู้สึกว่า “เราเข้าใจกัน” เหมือนการจับมือเงียบ ๆ ว่าเราอยู่ฝั่งเดียวกันกลาย ๆ
เมื่อคนที่ถูกนินทาถูกผลักออกจากวงไป จะสามารถเป็นได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ในเชิงบวก เมื่อมนุษย์ถูกผลักออกจากการยอมรับ ก็มักจะต้องสำรวจตัวเองเพื่อปรับตัวเพื่อไม่ให้ถูกเมินหรือถูกตัดออกจากกลุ่ม แต่ในทางลบ หากการนินทานั้นจับกลุ่มจนกลายเป็นขั้วอำนาจและบรรทัดฐานทางสังคมใหม่ คนที่ถูกผลักออกไปก็อาจจะกลายเป็นคนชายขอบของสังคมและถูกกดขี่จากการนินทาได้เช่นกัน
จากวงเล็ก สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม
หากขยับให้เห็นเป็นโครงสร้างทางสังคมที่ใหญ่ขึ้น กลุ่มสังคมที่มีระบบโครงสร้างแข็งแรง มีมาตรฐานศีลธรรมชัดเจน และมีกฎหรือระเบียบที่ใช้ร่วมกัน เช่น บริษัท วงการบันเทิง แวดวงข้าราชการ หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองต่าง ๆ การนินทาก็ทำหน้าที่คล้ายกันกับวงเล็ก ๆ แต่สามารถขยายผลได้มากขึ้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ได้
ยกตัวอย่างเช่น ในออฟฟิศ ถ้ามีพนักงานคนหนึ่ง “แอบโกงเวลา” แล้วเริ่มมีคนพูดต่อกันเรื่อย ๆ แม้ไม่ได้แจ้ง HR อย่างเป็นทางการ แต่ถ้ามากพอ มันจะทำให้คนนั้นรู้ตัวหรือถึงขั้น “ถูกตัดออกจากเครือข่าย” ไปทีละเล็กละน้อย และเมื่อถึงจุดที่ทำให้สภาวะการทำงานเป็นพิษ การหยิบเอาการนินทาจากวงเล็กมาสู่การประเมินในภาพใหญ่ก็จะเกิดขึ้นตามมา หรือในวงการบันเทิง ดาราบางคนอาจถูกแบนแบบเงียบ ๆ เพราะมีข่าวลือในหมู่ทีมงาน หรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งแม้จะไม่เคยเป็นข่าวใหญ่ แต่มันมีผลจริงต่อโอกาสของการทำงานในอนาคตได้เช่นกัน
เช่นเดียวกันกับในโครงสร้างทางการเมือง รูปแบบการปกครองที่ผิดปกติส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไปเรื่อย ๆ การตั้งวงถกเถียงนินทาอำนาจรัฐที่เริ่มจากในสภากาแฟเล็ก ๆ สามารถนำไปสู่การจัดตั้งสหภาพ กลุ่มการเมือง และนำไปสู่การเคลื่อนไหวขนานใหญ่ เพื่อเปลี่ยนแปลงความผิดปกติของสังคมและสร้างบรรทัดฐานใหม่ได้เลย
ดังนั้น การนินทาไม่ใช่แค่การพูดส่ง ๆ เพื่อเมาท์มอยเอาอรรถรสสนุกสนาน แต่การนินทาคือเครื่องมือที่มีพลังอำนาจมากทีเดียว หากการนินทาตั้งอยู่บนเจตนาที่ดี มันสามารถเป็นเครื่องมือ สร้างความเปลี่ยนแปลง ได้ เป็นการสร้างกระแสตระหนักทำให้ผู้คนระวังตัวมากขึ้นในการอยู่ร่วมกับระบบสังคม แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าการนินทาตั้งอยู่บนเจตนาร้าย ก็สามารถกลายเป็นอาวุธทางสังคม ทำลายชื่อเสียงคนอื่น หรือกีดกันคนที่คิดต่าง กดขี่คนชายขอบได้เช่นกัน
