ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฟุตบอลนัดตกค้างของพรีเมียร์ลีกอังกฤษของ “แชมป์เก่า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกไปเยือนลอนดอนทางตอนเหนือ อย่าง “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ส โดยทีมเยือนนำไปก่อน 1 – 0
ในช่วงเวลา 80 นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน เป็นกองหลังแชมป์เก่าจับบอลพลาด และเป็น “อดีตดาวซัลโว” 2 ปีที่แล้ว อย่าง ซน ฮึง-มิน ตัวรุกกัปตันทีมของเจ้าบ้าน กระชากบอลที่พลาดลากเข้าหาประตูเตรียมยิงสังหารให้เจ้าถิ่นตีเสมอ
วินาทีต่อเนื่อง ณ ห้วงเวลานั้น เหมือนการดวลปืนระหว่างผู้ทำประตูและผู้รักษาประตู ซนได้ตะบันลูกยิงเตรียมเสียบเข้าสู่มุมประตู แต่เดชะบุญของทีมเยือนที่ ออร์เตก้า โมเรโน่ ได้เหยียดยืนมือและขาขวาของเจ้าตัว ปฏิเสธลูกยิงของเจ้าถิ่นไว้ได้ รักษาโมเมนตัมไว้ให้ทีม
หลังจากความหวังที่หายห่างไปช่วงครู่ ปีกซ้ายตัวใหม่ของเรือใบกระชากหลอกจังหวะให้ ตัวรับทีมเหย้าสกัดพลาดเข้าเหลี่ยมขาเจ้าตัวในเขตโทษ เรียกจุดโทษให้ทีมแชมป์เก่ามาได้
และเป็นดาวยิงอย่าง “เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์” ซัดจุดโทษเป็นประตูขึ้นนำ 0 – 2 ช่วงนาทีสุดท้าย และปิดโอกาสความหวังของเจ้าถิ่นที่จะได้แต้มจากจังหวะก่อนหน้านั้น กลายเป็นแชมป์เก่าที่เก็บยึด 3 แต้มจากเมืองหลวงตอนเหนือมาได้ และส่งให้พวกเขาที่แข่งครบ 37 นัด แซงจ่าฝูงชั่วคราว อย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล และนำอยู่ 2 แต้ม จึงต้องวัดกันนัดสุดท้ายพร้อมกันในวันอาทิตย์นี้
อะไร!ก็พร้อมเกิดขึ้นได้! ด้วยแต้มห่างเพียง 2 คะแนน และทั้ง 2 ทีมหากต้องการคว้าแชมป์ไปครอง ต้องชนะเท่านั้นถึงจะมีโอกาสนั้นได้ เว้นแต่ว่าถ้าทั้งคู่ชนะเหมือนกันผู้ที่ได้แชมป์คงเป็นเจ้าเก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะได้โอกาสนั้นไป และสร้างสถิติป้องกันแชมป์ได้ถึง 4 ปีติดเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า “ปืนใหญ่” อาร์เซนอลจะไม่มีโอกาสในการคว้าแชมป์ หากพวกเขาชนะได้ในเกมสุดท้ายโดยที่ทีมเรือใบจบด้วยผลแพ้ในนัดสุดท้ายขึ้นมา โอกาสแม้จะเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นได้ว่าแชมป์จะโยกมาหาพวกเขาก็เป็นได้
ด้วยนัดสุดท้ายที่เดิมพันระหว่าง 2 ทีมที่เคยเบียดแย่งชิงกันมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน อาร์เซนอลเคยเป็นจ่าฝูงยาวนานถึง 248 วัน มากสุดที่มีโอกาสจะคว้าแชมป์ได้แต่พลาดท่าให้กับคู่ปรับเรือใบเคลื่อนแซงอันดับจ่าฝูงหัวตาราง และร่วงมาอยู่เป็นที่ 2 จนจบฤดูกาลไปอย่างน่าเจ็บใจ
มากกว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นกับปืนใหญ่ คือการที่เคยรู้มือรู้ใจกันมาก่อนของ 2 กุนซือที่กำลังพาทีมมาลุ้นแชมป์ อย่าง มิเกล อาร์เตต้า ของปืนใหญ่ และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ของเรือใบ ที่เคยร่วมงานกันตั้งแต่อยู่ แมนฯ ซิตี้ หรือมาจากบ้านที่เติบโตด้วยกันอย่างศูนย์ฝึก “ลา มาเซีย” ที่ทำให้พวกเขามีความผูกพัน แม้ว่าปัจจุบันพวกเขาจะเป็นผู้ไล่ล่าแชมป์ร่วมกันในเวลานี้
ความสัมพันธ์จากบาร์เซโลน่า
ทั้งเป๊ปและอาร์เตต้าอาจไม่ใช่นักเตะอาชีพที่เคยเล่นฟุตบอลร่วมกัน แต่ในสมัยที่ทั้งคู่ยังคงเป็นผู้เล่นก่อนจะมารับหน้าที่โค้ช เป๊ปเป็นกองกลางของสโมสรบาร์เซโลน่าในสเปน โดยในปี 1997 อาร์เตต้ายังคงเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสรเดียวกันในชื่อที่แฟนบอลรู้จักว่า “ลา มาเซีย” ที่ปลุกปั้นเป๊ปขึ้นมาก่อนจะเป็นผู้เล่นตัวหลักในตอนนั้น
โดยวัฒนธรรมของ ลา มาเซีย ที่ถูกสร้างขึ้นจากตำนาน “โยฮัน ครัฟฟ์” ที่ต้องการให้ที่แห่งนี้เป็นรากฐานของทีมบาร์เซโลน่า ทำให้นักเตะของชุดใหญ่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีดั่งพี่น้องกับรุ่นน้องระดับเยาวชนของทีม
และด้วยอาร์เตต้าที่เล่นในตำแหน่งกองกลางเหมือนกับรุ่นพี่อย่างเป๊ป ทำให้ทุกครั้งที่ทั้งสองคนเจอกัน มักจะสนทนาเกี่ยวกับวิธีการเล่นและการถ่ายทอดประสบการณ์จากเป๊ปในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ทั้งคู่มีความคลั่งไคล้ในฟุตบอลเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องการเล่นเพียงแค่อย่างเดียว มันรวมไปถึงรูปแบบและวิธีการเล่นเชิงลึกที่เอามาแลกเปลี่ยนหาแนวทางใหม่ ๆ ร่วมกันนับตั้งแต่ช่วงที่ยังอยู่ในทีมบาร์เซโลน่า
และเมื่ออาร์เตต้าขึ้นมาเป็นผู้เล่นได้แล้ว รุ่นพี่ของเขาอย่างเป๊ปก็ได้ย้ายไปอยู่ทีมอื่น เช่นเดียวกับตัวเขาที่ถูกไปอยู่ฝรั่งเศสร่วมทีม “ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง” นับตั้งแต่นั้นในฐานะผู้เล่นทั้งคู่ได้แยกออกไปมีประสบการณ์อาชีพ และอาจเป็นการเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นจุดสำคัญของการได้ร่วมงานกันอีกครั้ง
ความประทับใจในตัวรุ่นน้อง
หลังจากที่เป๊ปเข้ามารับหน้าที่เป็นเฮดโค้ช และสร้างปรากฏการณ์กับบาร์เซโลน่าจนได้รับฉายาว่า “ทีมต่างดาว” ในปี 2012 ที่เขาต้องเผชิญหน้ากับทีมลอนดอนอย่าง “เชลซี” เขาได้นึกถึงอาร์เตต้าที่เวลานั้นกำลังเล่นให้กับอาร์เซนอล ทีมร่วมเมืองหลวง เพื่อพูดคุยและปรึกษาหาวิธีรับมือกับทีมสิงโตน้ำเงินคราม
อาร์เตต้ายังคงเป็นเหมือนน้องชายที่บาร์เซโลน่า เขามอบรายละเอียดต่าง ๆ ให้กับเป๊ป จนรุ่นพี่อย่างเขาเกิดความประทับใจในตัวอาร์เตต้าเป็นอย่างมากในเวลานั้น และหลังจากที่เป๊ปออกจากบาร์เซโลน่าและย้ายไปคุมทีม “บาเยิร์น มิวนิค” ทุกครั้งที่เล่นบอลยุโรปและต้องเจอกับทีมจากอังกฤษ เขาจะเลือกมาคุยกับน้องรักของเขา จนมีสิ่งที่เขาได้บอกไว้กับอาร์เตต้าว่า
“ถ้าหากวันหนึ่งฉันได้มาที่อังกฤษ ฉันอยากเอาความเป็นบาร์เซโลน่ามาใช้ในพรีเมียร์ลีกด้วย หลาย ๆ คนบอกว่าลีกอังกฤษมันยาก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะชนะแบบขาดลอย แต่ฉันอยากทำมันให้ได้ และหวังว่าประสบการณ์ร่วมกับการสนับสนุนจากนายจะช่วยให้ฉันทำเป้าหมายได้”
การซื้อใจและความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นทำให้วันที่เป๊ปเข้ามารับงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอาร์เตต้าที่เพิ่งประกาศแขวนสตั๊ด หรือการเลิกเป็นนักฟุตบอลแล้ว เขาได้รับโอกาสจากอาร์เซนอลในการเป็นโค้ชเยาวชนของปืนใหญ่ เพียงแต่การถูกเชิญชวนจากรุ่นพี่ที่ตอนนั้นถูกยกย่องว่าเป็นโค้ชระดับโลก ทำให้อาร์เตต้าตัดสินใจจะเป็นผู้ช่วยของเป๊ปและเรียนรู้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว นำสิ่งเหล่านี้มาเพิ่มความสามารถให้เขาเก่งขึ้น ร่วมทั้งเป๊ปก็จะได้ร่วมงานกับอาร์เตต้าอย่างเป็นทางการครั้งแรก และพาให้พวกเขาสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นบนโลกของฟุตบอล
การแยกทางด้วยสัญญาใจ
นับตั้งแต่ได้ร่วมงานกันของสองพี่น้องคู่นี้ ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ภายใต้การคุมทีมของพวกเขา แต่แล้วประโยคสุดคลาสิคที่ว่า “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” เพราะอดีตสังกัดของอาร์เตต้าอย่างอาร์เซนอลที่เพิ่งปลด “อูไน เอมิรี่” ออกจากทีม ทำให้ปืนใหญ่ได้เสนอข้อตกลงกับทางอาร์เตต้าเพื่อมาเป็นกุนซือของทีมที่ว่างอยู่
อาร์เตต้าเป็นคนที่จงรักภักดีต่อสโมสรที่เติบโตเป็นอย่างมาก แม้เขาจะทำงานร่วมกับเป๊ปที่ทีมเรือใบ แต่ในเกมที่พวกเขาต้องพบกับปืนใหญ่แม้ว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะมาได้ แต่ทุกครั้งอาร์เตต้าจะเก็บความรู้สึกไว้ และไม่แสดงอารมณ์เหล่านั้นออกมา ด้วยความเคารพต่อสังกัดเก่าที่จากกันมา
เป๊ปเองก็รู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดีตลอดที่ได้ร่วมงานกันมา และเขาก็รู้ว่าหากอาร์เซนอลต้องการความช่วยเหลือจากอาร์เตต้า แม้ว่าตลอด 3 ปีที่พวกเขาได้อยู่แมนฯ ซิตี้ แต่อาร์เตต้าจะไม่ทอดทิ้งปืนใหญ่ไปได้ เมื่อพวกเขาต้องการแล้วจริง ๆ
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้อาร์เตต้าตัดสินใจแยกทางกับเป๊ป เพื่อไปคุมทีมอาร์เซนอลที่เขาได้จากมา โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้ผิดใจซึ่งกันและกัน แต่ต้องมาเป็นคู่แข่งในเวทีเดียวกันเพื่อให้ความสำเร็จต่อสโมสรที่ได้รับหน้าที่ในตำแหน่งที่พวกเขาได้รับ แม้ 2 ปีแรกของอาร์เตต้ากับอาร์เซนอลจะผ่านไปได้อย่างยากลำบาก แต่ปัจจุบันพวกเขาค่อย ๆ สร้างทีมที่ต่อกรกับรุ่นพี่ที่รักของเขาอย่างเป๊ปได้ แม้ว่าฤดูกาลที่แล้วจะเป็นบทเรียนที่ใกล้เคียงกับความสำเร็จแต่พวกเขาไปเสียให้กับทีมของเป๊ปไปได้
ถึงในปัจจุบัน ความได้เปรียบของเป๊ปกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่นำอยู่ 2 แต้มจากอาร์เซนอล ภายใต้การคุมทีมของน้องรักอาร์เตต้าในตอนนี้ โดยในเกมสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น
- แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเปิดบ้านพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยมีแต้มอยู่ 88 คะแนน
- อาร์เซนอล จะเปิดบ้านพบกับ เอฟเวอตัน โดยมีแต้มอยู่ 86 คะแนน
อะไรอะไรก็เกิดขึ้นได้ หากเป๊ปพลาดจะกลายเป็นอาร์เตต้าที่กลับมาพาอาร์เซนอลคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง หลังจากห่างหายจากความสำเร็จในลีกมานาน และแม้ว่าทั้งคู่ปัจจุบันจะไม่ได้ร่วมงานกันแล้ว แต่ความเป็นพี่น้องตลอดเวลาที่ได้ร่วมงานกัน ก็เป็นอีกหนึ่งในความประทับใจของวงการฟุตบอลที่มีสุดยอดกุนซือที่ยกระดับมาจากความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันบนเวทีพรีเมียร์ลีก
อ้างอิง
- https://www.facebook.com/photo/?fbid=306328232566604 &set=a.227271153805646
- https://www.facebook.com/photo/?fbid=306579259208168&set=a.227271153805646
- https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball/premierleague/2695698
- https://www.facebook.com/jingjungfootball/photos/a.1763433500538559/3258596597688901/?type=3
