วันนี้ (23 มิถุนายน 2568) ‘นางสาวแพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะทำงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 13 หน่วยงาน ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ว่าประเทศไทยยกระดับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และขออาสาเป็นเจ้าภาพผ่านการหาความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศในระดับนานาชาติให้ได้
ภายหลังจากระยะเวลาที่ผ่านมา มีข้อมูลจาก UN ระบุว่าประเทศกัมพูชา ถือเป็นแหล่งศูนย์รวมอาชญากรรมระดับโลก ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในอาชญากรรมนี้กว่า 6 แสนล้านบาทต่อปี ในขณะที่ข้อมูลอีกชุดจากนายกรัฐมนตรีระบุว่า หลังจากที่มีการปราบปรามอย่างจริงจัง ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากขบวนการคอลเซ็นเตอร์ลดลงเหลือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่มีตัวเลขของจำนวนผู้เสียหาย ซึ่งเมื่อเทียบเป็นจำนวนเงินต่อวัน มูลค่าความเสียหายของคนไทยต่ออาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้สูงถึงวันละ 80 ล้านบาทเลยทีเดียว
มาตรการหลักที่ใช้คือการคว่ำบาตรประเทศกัมพูชาผ่านหลากหลายข้อกำหนด และจากความร่วมมือของหลากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีมาตรการดังต่อไปนี้
– มาตรการด้านความมั่นคง : เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้า-ออก จุดผ่านแดน ทั้งการจำกัดเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดน 7 จังหวัด ห้ามรถยนต์ และบุคคลเข้า-ออก ยกเว้นในกรณีมีเหตุจำเป็นชัดเจน เช่น นักเรียน นักศึกษา และคนป่วย นอกจากนี้ ห้ามให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปเล่นการพนันในพื้นที่ชายแดน รวมถึงเข้มงวดการเดินทางโดยเครื่องบินไปยังเสียมราฐ เพื่อไปเล่นการพนัน
– มาตรการด้านเทคโนโลยี : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC จะดำเนินการตรวจสอบบัญชีม้า และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติอย่างเข้มงวด รวมถึงระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต และประตูอินเทอร์เน็ตใต้น้ำที่ไปยังหน่วยงานทางการทหารและความมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชาทั้งหมด
นอกจากนี้ จะต้องร่วมมือกับทาง ปปง. ในการสร้างมาตรการคว่ำบาตรผู้ที่เป็นอาชญากรข้ามชาติที่พบว่ามีการฟอกเงิน รวมถึงการยึด หรืออายัดทรัพย์สินที่โยกย้ายไปต่างประเทศด้วย
– มาตรการด้านการส่งออกไฟฟ้า น้ำมัน และสินค้าผ่านชายแดน : ต้องระงับการส่งออกสินค้าที่เกื้อหนุนต่อกิจกรรมของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิจารณาถึงความเหมาะสมในการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกัมพูชา ที่จะนำเอาไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
– มาตรการด้านการพาณิชย์ : กระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และ SME ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยขอความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการรับซื้อสินค้า
– มาตรการด้านการประสานความร่วมมือกับนานาชาติ : กระทรวงการต่างประเทศ จะประสานกับประเทศต่าง ๆ และองค์กรระหว่างประเทศ ในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยให้ไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการร่วมในภูมิภาค
‘นางสาวแพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเพิ่มเติมว่า มีการกำหนดให้ทุกภาคส่วนวางแผน Timeline การทำงาน และตั้ง KPI ในการดำเนินมาตรการอย่างชัดเจน โดยขอให้ภายใน 3 เดือนต่อจากนี้ สถิติการแจ้งความของคนไทย ความเสียหาย การยึดทรัพย์ และการดำเนินคดีเครือข่ายจะต้องเห็นผลลดลงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหานี้ที่จะต้องเร่งแก้ไขให้หมดไปโดยเร็ว และจะมีการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องในประเด็นดังกล่าวกับพี่น้องประชาชนต่อไป
