ในปี 2023 มีถนนสายหนึ่งของกรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับโดย Time Out ให้เป็นย่านที่เจ๋งที่สุดในโลกอันดับที่ 39 จาก 40 ย่านทั่วโลก แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะนอกจากความเป็นย่านเก่าแก่กว่าร้อยปีแล้ว ยังเป็นย่านการค้าของหลาย ๆ ยุค ที่บันทึกพัฒนาการด้านการค้าขายทางน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะถนนเส้นนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาไม่กี่สิบก้าว และแต่เดิมล้วนเป็นพื้นที่แห่งบริษัทค้าส่งทางเรือ จนถึงตอนนี้ที่กลายเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่หลอมรวมวัฒนธรรมหลากหลายจากสไตล์การตกแต่ง และแนวทางร้านทั้งเก่าและใหม่ที่กระจายตัวอยู่ทั่วถนนจากต้นทางสู่ปลายทาง
ไม่ใช่แค่ทำเลที่ตั้งและเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ แต่ยังนับรวมถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ที่ต่างเป็นผู้ขับเคลื่อนย่านให้เดินหน้าไปได้ด้วยพลังจากผู้ประกอบการในพื้นที่ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ในนามของกลุ่ม ‘Made in Song Wat’ กลุ่มขับเคลื่อนเมืองย่านทรงวาด ที่เริ่มต้นตั้งไข่ในปี 2565 ก่อนจะมีสมาชิกกลุ่มหลายสิบคนที่มาช่วยทำให้ย่านแห่งนี้ไม่เคยหลับไหลอีกเลยนับจากนั้นมา
เราเดินทางไปร่วมงาน ‘Song Wat Week 2024’ เพราะอยากไปดูความเจริญหูเจริญตาของย่านในวันที่พวกเขาจัดงานนี้ขึ้นมา และทำให้เราได้พบกับ ‘อุ๊ย-เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ’ ประธานกลุ่ม Made in Song Wat ผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังการก่อร่างสร้างความเป็นย่านสร้างสรรค์ให้แข็งแรงได้จนถึงทุกวันนี้
ท่ามกลางเสียงดนตรีสดจากวงดนตรีที่กำลังบรรเลงบนเวทีหลักภายในงาน เราคว้าสมาร์ตโฟนออกมาพูดคุยกับเขาอย่างกระชับ เกี่ยวกับการจัดงานในครั้งนี้ และมุมมองการขับเคลื่อนย่านอย่างที่ Made in Song Wat ทำได้อย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากัน

จุดเริ่มต้นของการจัด Song Wat Week ในปีนี้เป็นอย่างไร
เราเริ่มแพลนงานในปีที่ 3 นี้มาประมาณ 6 เดือนที่แล้ว ว่าในปีนี้เราจะจัดงานเป็นรูปแบบไหนกัน เพราะใน 2 ปีที่ผ่านมาของ Song Wat Week เราก็โปรโมตแบบนี้แหละ คือเป็นสัปดาห์ของถนนทรงวาด แต่เราจัดกันในที่ของตัวเองเป็นส่วนใหญ่
พอมาปีนี้ทุกคนก็ลงความเห็นกันว่าปีนี้ทำไมเราไม่ลองออกมาจัดข้างนอกบ้าง ตอนนั้นคิดกันโดยที่ยังไม่มีสปอนเซอร์เลยนะ เรามี Budget ค่อนข้างจำกัดด้วยซ้ำ แต่ระหว่างทางที่เราคิดงานกันไปเรื่อย ๆ ก็มีสปอนเซอร์เข้ามาช่วยมากขึ้นจนเราเริ่มขยายสเกลงานให้ใหญ่ขึ้นเหมือนอย่างที่เห็นได้ ซึ่งโชคดีที่เราคิดอยากจะทำในระดับนั้นไว้ก่อนแล้วตั้งแต่แรก แล้วทุกอย่างก็ค่อย ๆ Up Level งานขึ้นได้ ก็เลยออกมาเป็นรูปแบบในปีนี้ที่เราจัดงานขึ้นมา


ที่มาที่ไปธีมงานหลักของปีนี้คืออะไร
นี่เลย (ชี้ให้ดูสัญลักษณ์ของงานที่อยู่รายล้อม) ‘Song Wat Cross’ คือถ้าเราได้ไปดูใน Instagram ของ @madeinsongwat จะมี motto ที่เราเขียนไว้ว่า “Where heritage meets creativity.” ก็คือเป็นย่านเก่าแก่สวยงามที่มาพบกับความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็คือพื้นที่ที่ความเก่าและความใหม่มาเจอกัน
ปีนี้เราเลยอยากตอกย้ำแนวคิดนี้เข้าไปอีกทีหนึ่งผ่านธีม ‘Song Wat Cross’ ที่หมายถึงการผูกโยงกันของธุรกิจเก่าแก่ และธุรกิจในโลกยุคใหม่ ซึ่งไม่ใช่การ Cross กันแบบนี้ (พูดพลางเอานิ้วชี้มาพาดกันเป็นตัว X) แต่เป็นการผูกมัดเข้าหากัน (เปลี่ยนเป็นการเอานิ้วมาทำท่าโอเค แล้วเอาส่วนที่เป็นวงกลมมาคล้องต่อกันทั้งสองมือ)
เรากำลังจะบอกว่าถนนทรงวาดตอนนี้ เวลาทุกคนมาเดิน มันไม่ได้มีแค่ธุรกิจใหม่ ๆ เราจะเห็นธุรกิจเก่า ๆ ด้วย ที่เขาอยู่กันมา 50 ปี 70 ปี บางธุรกิจก็เกือบจะ 100 ปี แต่พวกเราที่เป็นธุรกิจรุ่นใหม่บางแห่งยังเข้ามาได้แค่เพียง 3 ปี 5 ปี เท่านั้นเอง นี่แหละคือสิ่งที่เราจะเอามารวมกัน แล้วมันจะเป็นพลังที่เข้มแข็งอย่างน่าประหลาด ว่าคนที่อยู่กันคนละ Generation มาเชื่อมโยงกันแบบนี้ได้ยังไง


คิดว่าอะไรทำให้ผู้ประกอบการในย่านนี้อยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และโดดเด่นขึ้นมาจากย่านอื่น ๆ
ผมคิดว่ามันเป็นเพราะความร่วมแรงร่วมใจกันของกลุ่มคนในทรงวาด อาจจะขออนุญาตใช้คำว่ามันเริ่มต้นที่ตัวเราเองเลย ที่เราเป็นผู้กรุยทาง แล้วก็ลงมาทำอะไรแบบนี้ด้วยตัวเองตั้งแต่แรก แล้วผู้ประกอบทุกคนทั้งคนทำธุรกิจเก่าหรือใหม่ เขาก็ให้เกียรติเรา ไว้ใจเราให้เป็นผู้นำกลุ่ม Made in Song Wat แล้วมันโชคดีที่ว่าทีมงานของเราทุกคนล้วนเก่งกันหมด เก่งกันคนละด้าน และมารวมตัวกันทำให้พลังตรงนี้มันเข้มแข็งมาก เวลาเราตัดสินใจทำกิจกรรมอะไรร่วมกัน
เหมือนเวลาเราจัดงานนี้ขึ้นมา คนนั้นถนัดทำ PR เชิญสื่อมวลชนมาร่วมงานได้ คนนี้ถนัดทำ Art Director สร้างชุดกราฟิกประกอบ คนโน้นถนัดเรื่องการทำ Marketing แบ่งหน้าที่ไป แล้วเอาผลลัพธ์มารวมกัน มันก็เกิดเป็นงานที่เจ๋งขึ้นมาได้เมื่อคนเก่ง ๆ มารวมกัน
ในปีนี้เราเรียบเรียงการนำเสนอเนื้อหาผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นอย่างไรบ้าง
เราอยากให้เห็นทุกมิติของทรงวาด ไม่ว่าจะเป็นมิติที่บางคนอาจจะยังไม่เคยรู้ว่าทรงวาดมีธุรกิจนี้ด้วยหรือ อย่างเช่นชุมชนคนไทยเชื้อสายอินเดียที่เขาค้าเพชรค้าพลอยกัน อยู่มาเป็นร้อยปี ซึ่งเป็นตลาดค้าพลอยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย ไม่ค่อยมีคนรู้จักสิ่งนี้ เราก็เลยเอามานำเสนอเป็นเวที Song Wat Talk : Hidden Gems ที่เล่าถึงจุดกำเนิด เรื่องราวความเป็นมาของกิจการนี้ที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน เขาอยู่กันมายังไง และตอนนี้เขาทำอะไรกันอยู่บ้าง แล้วอนาคตของธุรกิจนี้จะเป็นยังไงต่อไปได้บ้าง
หรือว่าเวที Song Wat Talk : The Song Wat Architecture ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตึกเก่าในย่านที่มีเชื่อมโยงกัน อย่างบ้านโบราณ หรือมัสยิดเก่า แล้วก็ความเป็นพหุวัฒนธรรม แล้วก็จะมีเวที Song Wat Talk : The Beginning เล่าเรื่องการสร้างย่านทรงวาดในปัจจุบัน หลาย ๆ ธุรกิจมารวมตัวกันบนถนนเส้นนี้ได้ยังไง รวมถึงมีเวที Song Wat Talk : The Song Wat Gourmets ที่เล่าเรื่องความหลากหลายของอาหารการกินหลายเชื้อชาติที่อยู่ในย่านเดียวกัน ทั้งสเปน จีน ไทย และญี่ปุ่น
รวมถึงมี Projection Light Mapping เล่าเรื่องของย่านทรงวาด ที่โกดังเจริญวัฒนาด้วย ซึ่งก็เล่าเรื่องความหลากหลายเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งได้น้องโอม กับน้องแพรว ที่เป็น Artist ที่เก่งเรื่องนี้มาช่วยออกแบบขึ้นมา


ผมว่ามันมีจุดร่วมอย่างหนึ่งของผู้คนในทรงวาด นั่นคือรสนิยมเราค่อนข้างตรงกัน คนจะเข้ามาที่ย่านนี้แน่นอนว่าต้องชอบสภาพแวดล้อมของย่านทรงวาดก่อน ไม่ว่าคุณจะขายเสื้อผ้าหรือขายอาหาร คุณจะก็จะเอาสิ่งที่คุณถนัดเหล่านั้นมาช่วยส่งเสริมสภาพวแดล้อมของย่านได้ด้วยเหมือนกัน อย่างตอนนี้ด้านหลังคุณ (ด้านหลังผู้สัมภาษณ์เป็นตึกแถวคูหาหนึ่งที่รอการเปิดใช้งาน) ก็กำลังจะมีร้านเครื่องหอม ที่เขาเห็นโอกาสว่ากลุ่มเป้าหมายของลูกค้าเขาน่าจะเข้ามาเดินในย่านนี้ เขาเลยมาเป็น Pop-up store ที่นี่
คิดว่าตอนนี้ทรงวาดกลายเป็นทำเลทองของกรุงเทพฯ แล้วหรือยัง
ผมพูดเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นพูด (หัวเราะ) แต่เชื่อว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วนะ ถ้าถามคนว่าเคยไปทรงสาดมั้ย ถาม 10 คน อาจจะมีคนตอบว่ารู้จักสัก 1 คน อีก 9 คนอาจจะไม่รู้จักเลย
แต่ตอนนี้ผมเชื่อว่ามันน่าจะสลับกัน ยิ่งถ้าคุณอยู่ในโลกโซเชียลมีเดียนะ ถาม 10 คน เราว่า 8 คนน่าจะต้องรู้จัก อาจจะเคยผ่านตามาบ้างจากช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ถึงแม้อาจจะไม่รู้ว่าถนนทรงวาดมันอยู่ติด ๆ กับเยาวราชเลยก็ตาม แต่ถ้าถามว่ามีกี่คนที่น่าจะเคยมาในปัจจุบัน เราเชื่อว่าครึ่งต่อครึ่ง 5 คนอาจจะเคยมา อีก 5 คนอาจจะไม่เคยมาเลยก็ได้
เราว่าทรงวาดเป็นย่านที่โตค่อนข้างเร็ว แล้วมันกำลังจะกลายเป็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่หากคุณไม่เคยมา อาจจะคุยกับเพื่อนของคุณไม่รู้เรื่องในอนาคตก็ได้ มันเหมือนนิยาม “ของมันต้องมี ที่มันต้องไป” อะไรทำนองนี้ได้เลย

ขอ 1 คำนิยามเด่นของย่านทรงวาดในมุมมองของพี่อุ๊ยหน่อย
“เป็นพื้นที่ระหว่างความเก่าและความใหม่” น่าจะเป็นคำนี้ นี่คือเสน่ห์ของมัน และมันจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย เจอแต่ของใหม่ ๆ ร้านใหม่ ๆ ก็อาจจะไม่สนุก เจอแต่ร้านเก่า ๆ ก็ขาดสีสันและรสชาติที่มันจี๊ดจ๊าดขึ้น ถ้ามันจะมีแต่เค็ม มีแต่เผ็ด รสชาติของมันก็จะโดด แต่ย่านนี้มีส่วนผสมหลากหลายอย่างรวมไว้ด้วยกัน มันเลยเป็นย่านที่กลมกล่อมสำหรับเรา เพราะบางย่านในสมัยนี้ก็เน้นแต่ความเก่าไปเลยก็มี หรือเน้นแต่ความใหม่ไปเลยก็มีเหมือนกัน
สมมติถ้าเรานึกถึงย่านอาหาร ก็จะนึกถึงบรรทัดทอง คุณจะเจอแต่ร้านอาหารใหม่ ๆ เกือบทั้งหมดเลย แล้วในอนาคตข้างหน้าเรามองว่าบรรทัดทองจะกลายเป็นร้านอาหารใหม่ ๆ ทั้งหมด 100% ได้เลย และเช่นกัน เวลาเราไปเดินแต่ย่านเมืองเก่าอย่างเดียว มันก็จะถูกชูจุดขายด้วยสิ่งนั้นเป็นหลัก แม้มันจะมีร้านใหม่เปิดอยู่บ้างประปราย
กลับมาที่ทรงวาด เราอยากจะให้ย่านนี้เป็น Destination ของย่านไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพฯ เพราะตอนนี้จะเห็นว่าย่านทรงวาดไม่ได้มีแต่ของกินเท่านั้น เดินไปทั้งนั้นก็มีโรงงานเก่าแก่ มีร้านคาเฟ่ มีแกลเลอรี มีศาลเจ้าจีนและมัสยิดตั้งอยู่ไม่ไกลกัน และผมอยากให้ทรงวาดเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต้องนึกถึงนอกจากสถานที่ฮิต ๆ อย่างจตุจักร เยาวราช หรือข้าวสาร ที่เป็นท่าไม้ตายของการเดินทางท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เลยว่าคุณต้องไป ซึ่งเราอยากให้ถนนเส้นนี้อยู่ในลิสต์นั้นด้วยเหมือนกัน นี่คือความตั้งใจและความฝันของเราเลย

มาที่กลุ่ม Made in Song Wat บ้าง อยากรู้ว่าทำยังไงให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมมาจนถึงตอนนี้
เราคิดว่ามันเกิดจากการที่เราทำให้คนอื่นเห็นก่อน ปีแรก ๆ ของการทำสิ่งนี้เราก็เรียกได้ว่าอุทิศตัวให้เลย พอคนอื่นเห็นว่าเฮ้ย ทำไมพี่อุ๊ยต้องไปเดินตากแดดพาคนเดินชมย่านในกิจกรรม Walking Tour หรือทำไมพี่อุ๊ยต้องมาทำสิ่งนี้ เขาก็จะสนใจและอยากลองเข้ามาช่วยขับเคลื่อนกันเอง
อย่างคนแถวนี้นะ ผมเชื่อว่าเวลาเขาเดินผ่านเขาต้องมีคำถามว่า เฮ้ย ใครเป็นคนมาทำ แล้วพอเขารู้ส่าผู้จัดทำคือคนในย่านกันเอง ผมว่าเขาต้องภูมิใจ เพราะเราก็เป็นเหมือนตัวแทนของคนในพื้นที่เขาเหมือนกัน ซึ่งในอนาคตผมก็เชื่ออีกว่าน่าจะต้องมีคนแบบเรามาช่วยขับเคลื่อนย่านต่อกันไปอีกเพื่อให้มันไปต่อได้
เราเชื่อว่าการกระทำดีกว่าการพูด มันอธิบายได้มากกว่ากันเยอะมาก แล้วมันทำให้เห็นชัดเจนว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และมันกำลังจะนำไปสู่อะไร ทำให้คนค่อย ๆ เข้ามาร่วมกลุ่มขับเคลื่อนเมืองนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนปีนี้เราถึงได้เบาแรงลงไปพอสมควร เพราะมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ในทีมมาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ในแต่ละส่วนกัน
เราก็ไม่รู้ว่าในแต่ละย่าน หรือแต่ละสถานที่มีกลุ่มคนแบบไหนกันบ้างที่แตกต่างกัน แต่แน่นอนว่าทุกย่านเลย ถ้าเขาจะขับเคลื่อนมันขึ้นมา เราไม่ต้องรอภาคเอกชนหรือรัฐบาล ภาคประชาชนหรือคนในย่านกันเองนี่แหละ มันจะรวมตัวขับเคลื่อนกันได้เร็วกว่า แล้วจะไม่เกิดความติดขัดอะไรเลยถ้าทุกคนทำสิ่งนี้ด้วยใจ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง
เราเกิดและโตที่ทรงวาด เราเลยผูกพันกับที่นี่ แล้วเรารู้สึกภูมิใจที่เราสามารถทำให้ทรงวาดในตอนนี้กลายเป็นย่านสร้างสรรค์แบบนี้ได้
ความสุขของการทำกลุ่ม Made in Song Wat ในวันนี้คืออะไร
ความสุขของผมมันมาพร้อมกับอายุ ปีนี้เรา 50 ปีแล้ว ช่วงเวลาของชีวิตในแต่ละช่วงอายุมันจะกลับกัน อย่างวันนี้สมมติคุณอายุ 25 ปี ตั้งแต่คุณเกิดมาจนอายุ 25 เราน่าจะมีความรู้สึกดีกับการเป็นผู้รับมากกว่า เวลาใครซื้อของให้เรา ทำดีกับเรา เรามีความสุข เราเชื่อแบบนั้นสำหรับคนวัยนี้ เพราะบางทีอายุประมาณนี้อาจจะยังไม่พร้อมเปย์ความสุขส่งต่อให้ใครมากเท่าไหร่นัก
พอวันนี้เราอายุ 50 ปี เรากลับมองตรงกันข้าม การให้หรือการเสียสละของเรามันกลายเป็นความสุขแบบเดียวกับตอนเป็นเด็กที่เราเคยได้ เคยได้ยินมั้ยว่า “ยิ่งให้ เท่ากับยิ่งได้” เพราะฉะนั้นถ้ามาถามเราตอนนี้อายุเท่านี้ เราตอบคำตอบนี้ได้อย่างมั่นใจเลยว่าเรามีความสุขมากที่ได้ให้อะไรกับใคร และเรามั่นใจเสมอเลยว่าเราอาจจะมีความสุขมากกว่าผู้รับเสมอด้วยในวัยนี้ของเรา ในวันนี้เด็ก ๆ หรือคนทำงานยุคนี้อาจจะไม่เข้าใจ แต่รอตอนอายุ 50 เถอะ คุณจะจำคำตอบนี้ของผม แล้วเข้าใจความหมายของคำนี้ได้แบบที่ผมเข้าใจเลย
ฝากถึงผู้คนในย่านอื่น ๆ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนย่านให้เติบโตได้แบบทรงวาดหน่อย
ผมเกิดและโตในกรุงเทพฯ ได้ไปเที่ยวมาในหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ ย่าน ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ล้วนมีต้นทุนของย่านไม่แพ้ทรงวาดเลย ผมมั่นใจ มันขาดแค่คนเริ่มต้นขับเคลื่อนมัน แค่เริ่มต้นเอง เหมือนที่เราเริ่มต้นลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้จริงจัง ถ้าได้เริ่มต้นจริง ๆ ไม่ว่าจะย่านไหนก็ได้ มันน่าจะขายคอนเทนต์สู่สายตานักท่องเที่ยวหรือผู้คนได้อย่างแน่นอน
นอกจากการเริ่มต้นแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญก็คือการมีผู้ตามที่ดี มีทีมงานที่ดีที่จะช่วยสร้างสรรค์การนำเสนอเรื่องราวสู่ผู้คน เมื่อทั้งสองสิ่งหลอมรวมกันได้ เราเชื่อว่าทุกย่านจะประสบความสำเร็จเหมือนย่านทรงวาดอย่างแน่นอน

