ภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์ Relationship Burnout

การก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนัก อาจจะทำให้คนเราประสบกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ภาวะหมดไฟในการทำงาน’ (Burnout Syndrome) ในความสัมพันธ์ก็ไม่ได้ต่างไป หากความสัมพันธ์นั้น ๆ ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย เต็มไปด้วยความตึงเครียด และมองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน นี่อาจจะเป็นสัญญาณของ ‘Relationship Burnout’ หรือ ‘ภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์’

นิยามของภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมาก พูดง่าย ๆ ก็คือ มันเป็นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่มาจากความเครียดในความสัมพันธ์ที่อาจจะถูกสะสมมาอย่างยาวนาน จนในที่สุดมันก็ก่อตัวเป็นความรู้สึกเหนื่อยล้า ส่งผลให้เกิดความห่างเกินทั้งทางกาย ทางใจ มองอีกฝ่ายในแง่ลบ หรือในบางครั้งก็ส่งผลให้ความต้องการทางเพศของคู่นั้น ๆ ลดลง ซึ่งภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผ่าน Honeymoon Phase หรือช่วงโปรโมชันไปแล้วนั่นเอง

แต่ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับความสัมพันธ์แบบคู่รักเท่านั้น ภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสนิท คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ในรูปแบบไหนก็ตาม หากปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ ในที่สุดมันก็จะส่งผลกระทบเชิงลบตามมาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ 

ปัจจัยหลายอย่างสามารถทำให้ความสัมพันธ์นั้น ๆ ไปสู่จุดที่เรียกว่าหมดไฟได้ ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งงานในบ้านที่ไม่เท่าเทียมกัน, การขาดสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว, ความเครียดจากคนในครอบครัว, การที่คู่ไม่รู้จักเรียนรู้ในความสัมพันธ์จนทำให้เกิดปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ และความเบื่อหน่าย ซึ่งสัญญาณบางประการที่บ่งบอกถึงภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์ ก็คือ 

  • รู้สึกไม่ค่อยลงรอยและทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง
  • เริ่มสนใจคนตรงหน้าน้อยลง
  • รู้สึกไม่ค่อยผูกพันกับคนในความสัมพันธ์
  • ไม่มีความสนใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคู่ของคุณ
  • รู้สึกเชิงลบและมองคนรักในแง่ร้ายมากขึ้น
  • รู้สึกหงุดหงิดที่ต้องใช้เวลาร่วมกับคนรัก
  • ไม่มีเสียงหัวเราะในความสัมพันธ์อีกต่อไป
  • ทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มเกิดความอ่อนล้าทางจิตใจ
  • เริ่มพูดถึงเรื่องการยุติความสัมพันธ์
  • ความสัมพันธ์สร้างความรู้สึกตึงเครียดมากกว่าที่จะสนับสนุนกัน
  • เริ่มมองหาความสัมพันธ์ใหม่ ๆ

ทั้งนี้ “การตระหนักรู้ว่าความสัมพันธ์กำลังเผชิญภาวะหมดไฟคือก้าวแรกที่สำคัญ และการยอมรับกันโดยไม่กล่าวโทษหรือตัดสินกัน คือหัวใจสำคัญของการเริ่มต้นแก้ปัญหา” นี่คือสิ่งที่ อีวอนน์ เค. ฟัลไบรอ์ท’ (Yvonne K. Fulbright) นักเพศวิทยาได้กล่าวเอาไว้ นอกจากนี้ การเปิดใจพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความรู้สึกข้างในจิตใจก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน

อีกหนึ่งแนวทางในการเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาก็คือ ‘การแสดงความรับผิดชอบ’ กล่าวคือ ภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์มักจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งคู่โยนความผิดกันไปกันมา และไม่แสดงความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์นี้ด้วยการคิดว่าอีกฝ่ายต่างหากที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยทาง ‘เอริค โรเซนบลัม’ (Eric Rosenblum) นักบำบัดคู่รักและครอบครัว กล่าวว่า “ทางที่ดีที่สุดคือกลับมาทบทวนบทบาทในความสัมพันธ์ของทั้งคู่กันอีกสักครั้งและตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้มันดีขึ้น” 

นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่น ๆ ในการรับมือกับภาวะหมดไฟอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การจดบันทึกความรู้สึกขุ่นเคืองใจที่คุณมีต่อคู่ของคุณ จากนั้นให้อ่านและคิดตามว่า ตัวคุณเองมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหานี้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มองเห็นภาพกว้างของปัญหาที่เกิดขึ้น หรือพยายามสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทั้ง 2 คนได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้รับฟังกัน และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกันเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะการสื่อสารและการพูดคุยจะทำให้ทั้งคู่กลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง หรือหากรู้สึกว่ารับมือกับเรื่องนี้คนเดียวไม่ไหว การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีเช่นเคย

อย่างไรก็ดี ‘ภาวะหมดไฟ’ ไม่ว่าจะเอาไปผูกติดกับอะไรก็ดูจะนำไปสู่ความหมายเชิงลบที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ภาวะหมดไฟในความสัมพันธ์อาจจะทำให้คนในความสัมพันธ์รู้สึกอึมครึมหรือรู้สึกกลับตัวก็ไม่ได้ให้ไปต่อไปก็ไปไม่ถึง ดังนั้น การมาหาสมดุลกันใหม่ และการค่อย ๆ หาทางออกร่วมกันอย่างไม่พยายามกล่าวโทษหรือโยนความผิดให้กัน ก็น่าจะเป็นก้าวแรกของการแก้ไขปัญหา และน่าจะส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า Healthy Relationship อีกด้วย

อ้างอิง