แท็กซี่มิเตอร์ Digital Taxi Meter

เคยไหม … ยกมือเรียกแท็กซี่ตอนเลิกงาน แล้วได้คำตอบสุดคลาสสิกว่า “ไม่ไป .. รถติด” หรือ “ไปแต่เหมา 200” ปัญหาเหล่านี้(อาจ)จะหมดไป เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า เตรียมนำเทคโนโลยี ‘Digital Taxi Meter’ เข้ามาช่วยปรับระบบคิดเงินใหม่ให้ “แฟร์” ทั้งสำหรับคนขับและผู้โดยสาร โดยเฉพาะในช่วงเวลารถติดหรือชั่วโมงเร่งด่วน รวมถึงปรับราคาค่ารถขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วนและหลังเวลา 21.00 น. เป็นต้นไป เอ๊ะ! นี่มันแก้ปัญหาตรงจุดแล้วหรือเปล่านะ?

โดย รมช.คมนาคม ได้ออกมาอธิบายถึงแนวคิดนี้ว่า จะช่วย “อัปเกรด” ระบบแท็กซี่มิเตอร์ไทยให้ชาญฉลาดมากขึ้น โดย ไม่ใช่แค่การขึ้นราคา แต่เป็นการเพิ่ม “ความยุติธรรม” ในการคิดค่าโดยสาร เนื่องจากที่ผ่านมา ค่าแท็กซี่เริ่มต้นที่ 35 บาทไม่เปลี่ยนแปลงมานานกว่า 20 ปี! แต่ต้นทุนคนขับสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าเวลาที่เสียไปตอนรถติด ดังนั้น ระบบใหม่จึงเสนอให้เก็บค่าบริการเพิ่มเติม (Surcharge) ในบางช่วงเวลา เช่น ชั่วโมงเร่งด่วน ที่รถเคลื่อนตัวช้า ช่วงดึกหลัง 21.00 น. ที่ผู้โดยสารหายาก เป็นต้น

เจ้าเครื่อง Digital Taxi Meter จะทำหน้าที่เหมือน “สมองกลบนแท็กซี่” คำนวณค่าโดยสารแบบเรียลไทม์ผ่าน GPS และระบบประเมินการจราจร ต่างจากมิเตอร์เก่าที่คิดแค่ระยะทางกับเวลาแบบตายตัว เท่ากับว่าคนขับจะได้ค่าตอบแทนสมเหตุสมผลขึ้น ขณะที่ผู้โดยสารก็มั่นใจได้ว่า “จ่ายตามจริง”


นอกจากนี้ ระบบ Digital Taxi Meter จะเป็นแรงจูงใจให้แท็กซี่กลับเข้ามาสู่ระบบ ช่วยให้มีแท็กซี่บริการลูกค้าได้อย่างเพียงพอ และแก้ปัญหาปฏิเสธผู้โดยสารในเวลาเดียวกัน เพราะช่วงหลังโควิดมีแท็กซี่วิ่งอยู่เพียง 65,000 คันต่อวัน จากเดิม 100,000 คันก่อนยุคโควิด โดยหนึ่งในเหตุผลหลักคือ คนขับรู้สึกว่าระบบเดิม “ไม่คุ้ม”

ด้านกรมการขนส่งทางบกยังยืนยันว่า “สูตรราคาเดิม” ยังอยู่ครบ แต่จะเพิ่ม “ปัจจัยยืดหยุ่น” เช่น สภาพจราจร ความเร็วเฉลี่ย และเวลาการให้บริการคล้าย ระบบกับในเกาหลีและญี่ปุ่นที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน ซึ่งทำให้ระบบแท็กซี่ในสองประเทศนั้นมีทั้งความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ

สำหรับแท็กซี่ที่อยากเข้าร่วมระบบนี้ จะต้องเป็นรถใหม่อายุไม่เกิน 4 ปี และผ่านมาตรฐานความสะอาด-ปลอดภัย ส่วนรถแท็กซี่เดิมที่อยากอัปเกรด ต้องลงทุนติดตั้งระบบใหม่เอง ส่วนในอีกด้าน ขนส่งทางบกก็ได้เตรียม “รีเฟรช” ระบบแท็กซี่ไทยครั้งใหญ่ เพราะปี 2568-2569 จะมีแท็กซี่เก่ากว่า 15,000 คันหมดอายุและออกจากระบบ เพื่อเปิดทางให้รถรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่พร้อมเทคโนโลยี Digital Taxi Meter เต็มรูปแบบ

Digital Taxi Meter นับเป็นอีกก้าวสำคัญของแท็กซี่ไทยในยุคที่เทคโนโลยีเริ่มขับเคลื่อนทุกวงการ แต่คำถามคือ… เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป คนขับและผู้โดยสารจะเปลี่ยนความคิดตามได้แค่ไหน? แท็กซี่ไทยจะกลายเป็นบริการที่โปร่งใส ทันสมัย และเป็นมิตรขึ้นได้จริงหรือไม่? หรือสุดท้าย “มิเตอร์ดิจิทัล” จะเปลี่ยนได้แค่ตัวเลข แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมคนขับ? การโก่งราคาเรียกเก็บเหมาจ่ายจะยังวนลูบอยู่ในสังคมไทยอีกไหม หรืออาจจะน้อยลงก็คงไม่สามารถบอกได้ หวังแค่ให้แนวคิดนี้สามารถทำได้จริงเพื่อบริการที่ดีสำหรับผู้โดยสาร คงต้องมารอดูกันต่อไป