โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

จากคดีโจรกรรมที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็นความเสียหายขนานใหญ่ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับสถานที่ที่เก็บรวบรวมและรักษาทรัพย์สมบัติอันมีค่าของฝรั่งเศสเอาไว้มากที่สุด ซึ่งแถลงการณ์จากอัยการปารีสและกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ระบุว่า มีอยู่ด้วยกัน 8 ชิ้นที่สามารถขโมยออกไปได้สำเร็จ และมี 1 ชิ้นที่หล่นภายในที่เกิดเหตุ แต่ละชิ้นมีอะไรบ้าง และมีความสำคัญยังไง มาอ่านไปพร้อมกันในบทความนี้

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่จากสื่อต่าง ๆ ระบุว่า ปฏิบัติการโจรกรรมครั้งนี้เป็นฝีมือของหัวขโมย 4 คน ที่แฝงตัวมากับกลุ่มคนงานก่อสร้างในโครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ โดยมี 2 คนรับหน้าที่เข้าไปหยิบฉวยอัญมณีต่าง ๆ ออกมาจากส่วนจัดแสดง Galerie d’Apollon ผ่านทางหน้าต่างฝั่งแม่น้ำแซน และหลบหนีไป ก่อนที่จะจับกุมตัวได้ 2 คนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รวมมูลค่าของทรัพย์สินทั้งสิ้น 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 3,300 ล้านบาท แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ

กลุ่มที่ 1 ชุดเครื่องมรกตของจักรพรรดินีมารี-หลุยส์

ประกอบไปด้วย สร้อยคอมรกต (ชิ้นที่ 1) และ ต่างหูมรกต (ชิ้นที่ 2) ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1810 โดยจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (Napoleon Bonaparte) เพื่อเป็นของขวัญอภิเษกสมรสให้กับจักรพรรดินีองค์ที่ 2 คือ จักรพรรดินีมารี-หลุยส์ (Empress Marie-Louise of Austria) สร้างโดยช่างอัญมณีประจำราชสำนักที่มีชื่อว่า ฟร็องซัว-เรโนลต์ นีโต (François-Régnault Nitot) ถือเป็นเครื่องประดับที่มีความหรูหรามากที่สุดในยุคนั้น ตัวสร้อยคอประกอบด้วยมรกตโคลอมเบียขนาดใหญ่จำนวน 32 เม็ด และเพชรจำนวน 1,138 เม็ด

เดิมทีเครื่องประดับชุดนี้ถูกเก็บรักษาไว้ภายในคลังของรัฐ ก่อนจะย้ายมาจัดแสดงถาวรที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในห้อง Galerie d’Apollon ตั้งแต่ปี 1887 ภายหลังที่รัฐบาลสาธารณรัฐที่ 3 ตัดสินใจขายเครื่องเพชรส่วนใหญ่ของราชวงศ์ทิ้ง เก็บเอาไว้เพียงชุดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น

กลุ่มที่ 2 ชุดเครื่องไพลินของราชินีมารี-อามาลี/ออร์แตนซ์

ประกอบไปด้วย รัดเกล้าไพลิน (ชิ้นที่ 3), สร้อยคอไพลิน (ชิ้นที่ 4) และ ต่างหูไพลิน (ชิ้นที่ 5) เครื่องประดับชุดนี้ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในปีไหน โดยใคร แต่ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับสตรีในราชวงศ์ฝรั่งเศสยุคศตวรรษที่ 19 อยู่ 2 พระองค์ ได้แก่ ราชินีออร์แตนซ์ (Queen Hortense) พระธิดาในจักรพรรดินีโจเซฟีน เป็นพระมารดาของนโปเลียนที่ 3 และ ราชินีมารี-อามาลี (Queen Marie-Amélie) จักรพรรดินีในพระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1

สำหรับเครื่องประดับไพลินชุดนี้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในปี 1887 โดยมีเรื่องราวที่คล้ายกับเครื่องประดับในกลุ่มที่ 1 โดยเป็นส่วนที่รอดพ้นมาจากการถูกประมูลขาย อีกทั้งข้อมูลจากแหล่งข่าวส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันว่า คนร้ายได้ต่างหูจากชุดนี้ไปเพียง 1 ข้างเท่านั้น

กลุ่มที่ 3 เครื่องประดับของจักรพรรดินีเออเฌนี

ประกอบไปด้วย รัดเกล้าไข่มุกและเพชร (ชิ้นที่ 6), เข็มกลัดโบว์ขนาดใหญ่ (ชิ้นที่ 7) และ เข็มกลัดพระบรมสารีริกธาตุ (ชิ้นที่ 8) โดยเป็นทรัพย์สินของจักรพรรดินีเออเฌนี (Eugénie de Montijo)

สำหรับรัดเกล้าไข่มุกถูกสั่งทำโดยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในปี ค.ศ. 1853 เพื่อเป็นของขวัญอภิเษกสมรส สร้างโดยช่างที่มีชื่อว่า อเล็กซานเดร-กาเบรียล เลม็อนนีเยร์ (Alexandre-Gabriel Lemonnier) ประดับด้วยไข่มุก 212 เม็ด และเพชร 1,998 เม็ด เคยถูกประมูลขายออกไปในปี 1887 แต่ถูกซื้อกลับคืนโดยสมาคมมิตรแห่งลูฟวร์ และมอบให้จัดแสดงในพิพิธลูฟวร์ในปี 1973

ในส่วนของเข็มกลัดโบว์ เป็นเข็มกลัดเพชรขนาดใหญ่สำหรับติดที่หน้าอกเสื้อคลุม ส่วนเข็มกลัดพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเข็มกลัดเพชรที่ออกแบบภายใต้จุดประสงค์ทางศาสนา โดยเครื่องประดับทั้ง 2 ชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันดั้งเดิมในปี 1887

ชิ้นที่ 9 มงกุฎของจักรพรรดินีเออเฌนี

เครื่องประดับชิ้นที่ 9 นี้ เดิมทีถูกนำออกมาจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับอีก 8 ชิ้นก่อนหน้า แต่คาดว่าร่วงตกภายนอกอาคารขณะที่คนร้ายกำลังหลบหนี โดยเครื่องประดับชิ้นนี้ถูกสร้างโดย อเล็กซานเดร-กาเบรียล เลม็อนนีเยร์ ช่างที่ทำเครื่องประดับในกลุ่มที่ 3 เช่นกัน สำหรับใช้ในงานนิทรรศการโลก (Universal Exhibition) ปี ค.ศ. 1855 ตัวมงกุฏประดับด้วยเพชร 1,354 เม็ด และมรกต 56 เม็ด มีจุดเด่นอยู่ที่สัญลักษณ์นกอินทรีทองคำ 8 ตัวรอบมงกฎ

ในตอนแรก ภายหลังจากที่จักรวรรดิที่ 2 ล่มสลายในปี 1870 จักรพรรดินีเออเฌนีได้เสด็จลี้ภัย จนมาถึงในปี 1875 รัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้นได้ตัดสินใจว่ามงกุฎองค์นี้ รวมถึงเครื่องประดับส่วนพระองค์อื่น ๆ ถือเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ จึงได้มีการส่งคืนให้กับจักรพรรดินีเออเฌนีขณะที่ทรงลี้ภัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และถูกส่งต่อให้กับทายาท ถัดจากนั้นก็มีการเปลี่ยนมือผู้ครอบครองมาโดยตลอด จนมาถึงปี 1988 มงกุฎองค์นี้ก็กลับคืนสู่การครอบครองของรัฐ และถูกนำมาจัดแสดงถาวรในห้อง Galerie d’Apollon ภายในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ร่วมกับเครื่องเพชรราชวงศ์ชิ้นอื่น ๆ

โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

สำคัญที่การกู้คืน ไม่ใช่การดำเนินคดี

แอนโธนี อามอเร (Anthony Amore) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยและหัวหน้าทีมสืบสวนของ พิพิธภัณฑ์อิซาเบลลา สจวร์ต การ์ดเนอร์ (Isabella Stewart Gardner Museum) ในนครบอสตัน แมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีการโจรกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ โดยพิพิธภัณฑ์ที่เขาดูแลอยู่ก็เคยเกิดการโจรกรรมศิลปะครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1990 ที่ยังไขคดีไม่ได้ ทำให้ความเห็นของเขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลูฟวร์ได้รับความสนใจขึ้นมาในทันที

เขาเน้นย้ำว่า สำหรับคดีประเภทนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ของคืน ไม่ใช่การจับคนร้าย เวลาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในคดีโจรกรรมเครื่องเพชร ซึ่งแตกต่างจากการขโมยภาพวาด เขายังระบุว่า เราไม่สามารถตัดภาพวาดออกเป็นชิ้น ๆ แล้วขายได้ แต่เราสามารถแยกส่วนเครื่องเพชรทั้ง 8 ชิ้นนี้ และขายแยกเป็นเม็ด ๆ ได้ เป้าหมายสูงสุดที่ทางการฝรั่งเศสควรทำในตอนนี้คือ ‘การกู้คืน’ (Recovery) ทรัพย์สิน ไม่ใช่ ‘การดำเนินคดี’ (Prosecution) เพราะเครื่องเพชรเหล่านี้จะถูกทำลาย แยกส่วน หรือหลอมทันทีหากคนร้ายรู้สึกว่ากำลังถูกไล่ต้อน

ภาพโจรที่ไม่เหมือนในจินตนาการ

อามอเร ได้พยายามลบภาพจำว่า เหตุการณ์โจรกรรมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ไม่ใช่ฝีมือของโจรในจินตนาการ เขาเปรียบเทียบว่า โจรขโมยงานศิลปะในชีวิตจริงไม่ได้เหมือนในภาพยนตร์ที่เราเคยดู อย่าง Ocean’s 8 หรือ Thomas Crown ที่มีการวางแผนสุดซ้อนซับไฮเทค เขาชี้ว่าในกรณีนี้โจรขโมยชิ้นงานศิลปะไม่เหมือนฆาตกรต่อเนื่อง พวกเขาไม่ทิ้งนามบัตรหรือลายเซ็นไว้ แค่ต้องการของและหนีออกไป เขายอมรับว่าการใช้ลิฟต์ก่อสร้างเป็นอุบายที่ชาญฉลาด (แต่ชั่วร้าย) เพราะคนที่เดินผ่านไปมาจะคิดว่านี่เป็นเพียงการซ่อมบำรุงปกติ

สุดท้าย ภายหลังเกิดเหตุโจรกรรมนี้ขึ้น มาตรการรักษาความปลอดภัยโดยรอบสถาบันทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสในที่ต่าง ๆ ก็เข้มงวดมากขึ้น ล่าสุด พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้ย้ายอัญมณีมีค่าบางส่วนไปจัดเก็บไว้ยังธนาคารกลางฝรั่งเศส โดยถูกเก็บรักษาเอาไว้ในห้องนิรภัยที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 26 เมตร จากชั้นล่างของสำนักงานใหญ่อันหรูหราใจกลางกรุงปารีส

ที่มา