ห้องนิรภัย La Souterraine ธนาคารกลางฝรั่งเศส

ภายหลังจากที่เกิดเหตุโจรกรรมอัญมณีมีค่าจาก ‘พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์’ ประเทศฝรั่งเศส ไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา โดยหัวขโมยทั้ง 4 คน ได้ทำทีสวมรอยเป็นกลุ่มคนงานก่อสร้างในโครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ และเข้าขโมยไปเครื่องประดับมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐออกไปจากส่วนจัดแสดง Galerie d’Apollon รวม 8 ชิ้น มูลค่ากว่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 3,300 ล้านบาท แถมยังกระทำการในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งถือเป็นอะไรใหม่ ๆ ที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัว และเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุดในโลก

ถัดจากนั้น 5 วัน (24 ตุลาคม 2025) พิพิธภัณฑ์ก็ได้ตัดสินใจย้ายอัญมณีบางส่วนไปเก็บไว้ที่ ‘ธนาคารกลางฝรั่งเศส’ ในห้องนิรภัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อการโจมตีทุกประเภท เหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่และความอ่อนแอของระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกเพิกเฉยมาเป็นเวลานาน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับสถานที่ที่เก็บรักษาสมบัติของชาติ อันเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ยาวนานจนไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับห้องนิรภัยที่ว่านี้ซึ่งอยู่ลึกลงไป 26 เมตรจากชั้นล่างของสำนักงานใหญ่ธนาคารกลางฯ แห่งนี้กัน

สรุปกลยุทธ์หัวขโมย

โจรกลุ่มนี้มาในชุดคนงานก่อสร้างหรือชุดพนักงานซ่อมบำรุง ใส่เสื้อกั๊กเรืองแสง ใส่หน้ากาก สวมหมวกนิรภัย เข้ากระทำการภายหลังจากที่พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมได้เพียง 30 นาที พวกเขาขับรถบรรทุกที่ติดตั้งลิฟต์ขนของหรือลิฟต์ก่อสร้างมาเทียบไว้ข้างกำแพงอาคารพิพิธภัณฑ์ฝั่งแม่น้ำแซน จากนั้นได้ส่งคนขึ้นลิฟต์ขนของไป 2 คน โดยคนที่อยู่บนลิฟต์ก็ใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดและทำลายหน้าต่างกระจกนิรภัยส่วนจัดแสดง Galerie d’Apollon

เมื่อเข้าไปในห้องได้สำเร็จ สัญญาณเตือนภัยดังขึ้น คนร้ายมุ่งตรงไปยังตู้จัดแสดงเครื่องเพชรของราชวงศ์ในทันที จากนั้นก็ใช้ค้อนทุบ 2 ตู้แรกจนแตก และกวาดอัญมณีมีค่าไปทั้งหมด 9 ชิ้น ซึ่งข้อมูลจากบางแหล่งระบุว่า คนร้ายได้มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พยายามเข้ามาระงับเหตุ เมื่อการโจรกรรมเสร็จสิ้น คนร้ายทั้ง 2 คนได้หนีออกลงมาทางเดิม โดยมีคนร้ายอีก 2 คนรออยู่ด้านล่าง และพากันหลบหนีจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วด้วยรถสกูตเตอร์

หัวขโมยใช้เวลาในการปฏิบัติภารกิจนี้ทั้งสิ้นไม่เกิน 4 นาทีเท่านั้น หากเริ่มรวมตั้งแต่ขับรถมาเทียบจนถึงหลบหนีไปจะใช้เวลาเพียง 7-8 นาที โดยได้ทิ้งหลักฐานสำคัญเอาไว้ในที่เกิดเหตุอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อกั๊กแจ็กเกตสะท้อนแสง ถุงมือ และหมวกกันน็อก ที่นำไปสู่การระบุตัวตนและจับผู้ต้องหา 2 รายแรกได้สำเร็จ เนื่องจากทิ้งรอย DNA เอาไว้ ที่สำคัญยังพบถังน้ำมันบริเวณรถบรรทุกและลิฟต์ขนของที่ใช้เกิดเหตุ สันนิษฐานว่าคนร้ายตั้งใจเอาไว้จุดไฟเผาอุปกรณ์และรถที่ใช้ก่อเหตุเพื่อทำลายหลักฐาน แต่กลับล้มเหลว เนื่องจากสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นซะก่อน 

La Souterraine ห้องนิรภัยความปลอดภัยสูง

ข้อมูลจากสื่อฝรั่งเศสรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตำรวจลับได้มีการควบคุมดูแลการขนย้ายอัญมณีบางส่วนไปเก็บไว้ยังธนาคารกลางฝรั่งเศส (Hôtel de Toulouse) ซึ่งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ออกไป 500 เมตร ในห้องนิรภัยที่มีชื่อว่า ‘La Souterraine’ (ลา-ซู-แตร์-แรน) ที่อยู่ลึกลงไป 85 ฟุตจากชั้นล่างของสำนักงานใหญ่ โดยเป็นห้องเดียวกับที่ใช้เก็บเงินและทองคำสำรองของประเทศกว่า 90% ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังเป็นห้องจัดเก็บสมุดบันทึกของ ‘เลโอนาร์โด ดา วินชี’ ผู้ที่เชี่ยวชาญในหลายศาสตร์ อัจฉริยะแห่งยุคเรเนสซองส์ ตลอดจนจัดเก็บสมบัติล้ำค่าของชาติอื่น ๆ รวมมูลค่าแล้วกว่า 600 ล้านยูโร หรือราว ๆ 698 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หากอ้างอิงจากข้อมูลบนเว็บไซต์ของธนาคารกลางฝรั่งเศส ห้อง Souterraine ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อการโจมตีทุกรูปแบบ สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1924 จนเสร็จและเริ่มใช้งานในปี ค.ศ. 1927 โดยเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้นได้ตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่าง การทิ้งระเบิดทางอากาศ ตลอดจนยังมีความไม่มั่นคงทางการเมืองในยุโรปอยู่ จึงต้องการให้มีสถานที่ที่ไม่อาจถูกทำลายได้ เพื่อปกป้องทองคำสำรองของชาติ ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย ‘เมอซีเยอ อัลฟองส์ เดอฟราส’ (Alphonse Defrasse) หัวหน้าสถาปนิกของธนาคารกลางฝรั่งเศส

ห้องนิรภัย Souterraine มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 11,000 ตารางเมตร โดยเทียบได้กับ 2 สนามฟุตบอล ถูกสร้างให้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดินของแม่น้ำแซน โดยลึกลงไปจากชั้นสำนักงานเทียบได้กับความสูงของตึกประมาณ 8-10 ชั้น มีการคำนวณโครงสร้างให้สามารถรับแรงดันได้มหาศาล เต็มไปด้วยระบบวิศวกรรมอันซับซ้อน โดยที่ด้านหน้าทางเข้าก่อนถึงประตู จะมีระบบที่เรียกว่า ‘กับดักน้ำ’ (The Water Trap) ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุด หากมีการขุดเจาะเข้ามา ระบบก็จะสั่งปล่อยน้ำจากแม่น้ำแซนให้ท่วมบริเวณโถงทางเข้าและพื้นที่รอบนอกห้องนิรภัยได้ทันที หากมีการบุกรุกที่ไม่ได้รับอนุญาต การวางกลไกเช่นนี้จะทำให้ไม่สามารถเจาะเข้าไป หรือหลบหนีออกจากห้องนิรภัยได้นั่นเอง

สำหรับประตูทางเข้ามีลักษณะเป็นทรงกระบอกขนาดยักษ์ที่มีน้ำหนักหลายตัน สร้างขึ้นจากคอนกรีตทนไฟและเสริมด้วยเหล็ก โดยไม่ได้อยู่ในลักษณะที่เปิดออก แต่จะหมุนในแกนของมันเพื่อเปิดช่องให้คนเดินผ่านเข้าไปได้ เมื่อปิดก็จะผนึกสนิทเข้ากับแพงโดยรอบ ด้านหลังของประตูมีป้อมปืนหมุนได้น้ำหนักกว่า 35 ตัน ซึ่งธนาคารระบุว่า การมีสิ่งนี้จะช่วยป้องกันการบุกรุกได้ ในส่วนของกำแพงห้องก็ทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความหนาหลายเมตรด้วยเช่นกัน และหากดูจากภาพรวมการก่อสร้างของห้องนิรภัยแห่งนี้แล้ว เสมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์แนวโจรกรรมยังไงอย่างนั้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุด

ข้อมูลจากสื่ออังกฤษเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (28 ตุลาคม 2568) ตำรวจฝรั่งเศสได้ประสานงานกับตำรวจเบลเยียม เพื่อเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัยคนที่ 3 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยเชื่อว่าชายคนนี้เป็นหนึ่งในทีมสนับสนุนที่ขับสกูตเตอร์พาคนร้ายหลบหนีไป ส่วนคนที่ 4 ยังคงมีการค้นหาอยู่ โดยได้ทำการออกหมายจับไปทั่วยุโรปแล้ว (European Arrest Warrant)

สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ในฝรั่งเศส เริ่มจาก ‘เฌราลด์ ดาร์มาแนง’ (Gérald Darmanin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส ได้ออกมาชื่นชมการทำงานของตำรวจว่ามีความรวดเร็ว และการจับกุมผู้ต้องหารายที่ 3 ได้ในเบลเยียม ถือเป็นความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศในยุโรป และให้คำมั่นว่าจะไล่ล่าคนร้ายที่เหลือให้ถึงที่สุด ตามมาด้วย ‘ราชิดา ดาตี’ (Rachida Dati) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ได้ออกมายอมรับว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คือความล้มเหลวที่น่าเจ็บปวด แต่ก็ยังมีความพยายามในการปกป้องพิพิธภัณฑ์ ภายหลังจากที่เธอถูกโจมตีอย่างหนักโดยฝ่ายค้านในสภาว่า ล้มเหลวในการปกป้องมรดกชาติ

ดาตียังได้ย้ำอีกว่า เจ้าหน้าที่ลูฟวร์ทำดีที่สุดแล้ว โดยชี้ว่าการที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตอบสนองต่อสัญญาณเตือนภัยทันทีคือสิ่งที่ทำให้คนร้ายตกใจ จนต้องรีบหนี และทิ้งมงกุฎซึ่งเป็นของชิ้นที่ 9 หล่นเอาไว้ ถือเป็นการรักษาทรัพย์สินชิ้นสำคัญเอาไว้ได้ เธอยืนยันว่า แผนการอัปเกรดระบบรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ของลูฟวร์ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนกล้องวงจรปิดได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปล้น และหลังจากนี้จะสามารถนำทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปกลับคืนมาได้ครบทุกชิ้นหรือไม่ คงต้องรอติดตามกันไป

ที่มา