อัตราภาษีทรัมป์ประเทศอาเซียน

การเจรจาภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ ได้เดินทางมาถึงเส้นตาย 1 สิงหาคม 2568 โดยในช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการเจรจาปิดดีลกับประเทศต่าง ๆ ส่วนของประเทศไทยก็มีการออกมาประกาศปิดดีลก่อนเส้นตาย 1 วัน และอัตราภาษีก็อยู่ในระนาบเดียวกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งแต่ละประเทศในอาเซียนมีรายละเอียด ‘ภาษีตอบโต้’ หรือ ‘ภาษีทรัมป์’ ดังต่อไปนี้ 

ประเทศไทย : อัตราภาษี 19% 

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ทรัมป์ได้ร่อนจดหมายแจ้งอัตราภาษีนำเข้า 14 ประเทศ ซึ่งของไทยยังคงอัตราไว้ที่ 36% หลังจากนั้นก็ได้เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนนำไปสู่การปะทะกัน ซึ่งทรัมป์ก็ได้เข้ามามีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยการแจ้งว่า ทั้ง 2 ประเทศต้องยุติความขัดแย้ง หากไม่หยุดก็จะไม่ทำข้อตกลงทางการค้าใด ๆ ด้วย จนนำมาสู่การเจรจาหยุดยิง ทั้งนี้ ล่าสุดอัตราภาษีนำเข้าของไทยอยู่ที่ 19% โดยในปี 2024 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ประเทศฟิลิปปินส์ : อัตราภาษี 19%

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ทรัมป์ได้เปิดเผยว่า เขาบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อสรุปก็คือ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% โดยมีเงื่อนไขคือ ฟิลิปปินส์จะเปิดตลาดเสรีให้สินค้าจากสหรัฐฯ โดยไม่เก็บภาษีศุลกากร นอกจากนี้ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือกันทางการทหารอีกด้วย

ประเทศกัมพูชา : อัตราภาษี 19%

บริบทของกัมพูชาจะคล้ายกับประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ทรัมป์ได้ร่อนจดหมายอัตราภาษีอัปเดต โดยตอนนั้นกัมพูชามีอัตราอยู่ที่ 36% ซึ่งลดจากประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 อยู่ที่ 49% และล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ อัตราภาษีอยู่ที่ 19% เท่ากับไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 

ประเทศอินโดนีเซีย : อัตราภาษี 19%

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 อินโดนีเซียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากอินโดนีเซียในอัตรา 19% จากเดิม 32% แต่มีเงื่อนไขคือ อินโดนีเซียจะต้องเปิดตลาดเสรีให้สินค้าจากสหรัฐฯ โดยไม่เก็บภาษีศุลกากร พร้อมกับยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอื่น ๆ นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังตกลงเอาไว้ว่าจะซื้อพลังงานจากสหรัฐฯมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซื้อเครื่องบินโบอิง 50 ลำ

ประเทศเวียดนาม : อัตราภาษี 20%

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ทรัมป์ได้ออกมาเปิดเผยว่า เขาบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 20% แต่มีเงื่อนไขคือ เวียดนามจะเปิดตลาดเสรีให้สินค้าจากสหรัฐฯ โดยไม่เก็บภาษีศุลกากร นอกจากนี้ สินค้าใด ๆ ก็ตามของเวียดนามที่ขนส่งผ่านประเทศที่ 3 จะต้องเผชิญกับภาษีผ่านทางในอัตรา 40%

ประเทศมาเลเซีย : อัตราภาษี 19% 

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ทรัมป์ได้ประกาศว่า อัตราภาษีนำเข้าของมาเลเซียจะอยู่ที่ 24% ก่อนจะออกมาอัปเดตอีกทีวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 เป็น 25% และสุดท้ายก็ปิดดีลด้วย 19% เท่ากับไทย กัมพูชา รวมถึงอินโดนีเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ประเทศได้มีการเจรจากันแล้วหลายครั้ง แต่จุดที่ทำให้ติดขัดก็คือ มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

อัตราภาษีทรัมป์ประเทศอาเซียน

นอกจากนี้ รายละเอียดอัตราภาษีในประเทศอาเซียนอื่น ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ อยู่ที่ 10% (อัตราภาษีพื้นฐาน), บรูไน อยู่ที่ 25%, เมียนมา อยู่ที่ 40% (ลดจากอัตราเดิม 2 เม.ย. 68 ซึ่งอยู่ที่ 44%) และลาว อยู่ที่ 40% (ลดจากอัตราเดิม 2 เม.ย. 68 ซึ่งอยู่ที่ 48%) ทั้งนี้ จากข้อมูลอัตราภาษีทรัมป์ในอาเซียนพอจะสรุปได้ว่า อัตราภาษีส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 19 – 25% ส่วนสิงคโปร์แม้ไม่ได้ถูกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่สูงมาก แต่ก็มีความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนลาวและเมียนมา ถึงอัตราภาษีจะลดลงมาบ้างจากวันที่ 2 เมษายน 2568 แต่ 40% ก็ยังถือว่าเป็นอัตราภาษีที่สูงอยู่พอสมควร

อ้างอิง