ในช่วงเวลาที่ศิลปินไทยหลากหลายแนวผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด รุ่งบ้างร่วงบ้างตามกระแสของผู้คนที่หลั่งไหลไปรู้จักและได้ลองฟังผลงานของเขาหรือเธอ ในช่วงเวลาที่วงการเพลงไทยเติบโตและไร้พรมแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ดูจะเหมือนเดิมในฐานะผู้สร้างสรรค์ นั่นคือการมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง

อาจจะเป็นเส้นชัยหรือหมุดหมายที่จับต้องได้ที่สุดในฐานะการเป็นศิลปิน การมีชุดเพลงหนึ่งชุดที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นบนเนื้อหาและจังหวะเวลาของชีวิตในแต่ละช่วง น่าจะเป็นการบันทึกภาพรวมของความเป็นศิลปินคนนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

เหมือนอย่างเช่นอัลบั้มใหม่ของ ‘ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์’ ศิลปินชายที่สร้างสรรค์ผลงานเพลงในหลายบทบาทมาร่วม 20 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน ‘ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย’ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ในฐานะผู้ล่าฝันหมายเลข V3 จนถึงตอนนี้ที่เขากลายเป็นทั้งศิลปิน นักแต่งเพลง พิธีกร หรือครีเอเตอร์ที่มีช่อง Youtube Channel อย่าง ‘Soloist Channel’ ก็ยิ่งทำให้เราเห็นตัวตนของเขาเพิ่มมากขึ้น

แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นศิลปิน การได้มีผลงานอย่างเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งฐานะสตูดิโออัลบั้มในรอบ 8 ปี อาจจะเป็นหมุดหมายหนึ่งในชายคนนี้ต้องการ เขาใช้เวลาหลายปีในการสร้างสรรค์ จนกลายเป็นอัลบั้ม ‘Long Time No Song’ ที่เริ่มปล่อย Single แรกไปเมื่อปี 2022 และปล่อยอัลบั้มเต็ม ๆ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

หลังจากเราลองฟังทั้งอัลบั้มแล้ว มุมมองของเราต่ออัลบั้มนี้ทำให้เรามองเห็นทั้งตัวตนที่ชัดเจน การเติบโตผ่านเส้นทางและเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี วันนี้เราหยิบอัลบั้มนี้มารีวิวให้ได้อ่านกัน วิธีการก็ง่าย ๆ เลื่อนเจอชื่อ Track ไหน ก็ไล่ฟังเพลงกันก่อนอ่านเนื้อความที่เราเสนอความคิดเห็นประกอบไว้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ลองไล่ฟัง ไล่อ่าน และไล่ซึมซับลำดับอารมณ์ผ่านเพลงของเขาได้ตอนนี้เลย

Track 01 – คนข้างๆ

“ชีวิตมันไม่แน่นอน มีสุขปนทุกข์ไปก่อน
ทุกอย่างมันเหมือนยิ่งไกล จะเป็นอย่างไรไม่รู้”

นี่คือท่อนเปิดของเพลงแรกในอัลบั้ม ที่สะท้อนให้เห็นเลยว่าเนื้อหาเพลงรักของเขามันถูกมองด้วยแว่นของคนที่เติบโตแล้วจริง ๆ

เนื้อหาของเพลง ‘คนข้างๆ’ คือเพลงรักที่ว่าด้วยใจความที่ว่า จนถึงตอนนี้ที่สัจธรรมทุกอย่างของโลกกำลังเป็นต่อไป ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีใครล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร และในอนาคตข้างหน้าใครจะจากไปก่อนใคร ขอแค่ตอนนี้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ข้าง ๆ กันช่วยยืนยันหน่อยว่าจะรักกันตลอดไปนับจากวันนี้ก็ยังดี

อาจเพราะเหตุผลในการจะรักใครสักคนอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้นก็ได้ หากทุกอย่างเอื้ออำนวยแล้ว แม้เฉดในเนื้อหาเพลงรักในไทยยุคปัจจุบันจะถูกเล่าด้วยเนื้อหาที่แตกต่างหลากหลายเป็นร้อยเป็นพันประเด็น บนความรู้สึกของมนุษย์ที่ยากแท้หยั่งถึงขึ้นเรื่อย ๆ ‘คนข้างๆ’ ก็ยังถือเป็นเพลงรักยุคใหม่ที่ยืนอยู่บนการแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงยุคเก่าอยู่กลาย ๆ

และออกมาเป็นเพลงที่ฟังง่าย สบาย ๆ เหมาะกับการส่งเป็นเพลงบอกรักหรือจีบใครสักคนได้แบบไม่ต้องคิดมาก ความนุ่มลื่นที่กลืนลงคอจนทำให้เราจดจำทำนองและเนื้อร้องได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟังนั้น ทำให้เพลงนี้เป็นหนึ่งเพลงแนะนำของอัลบั้มนี้ในสายตาเราด้วยเช่นกัน

Track 02 – คนที่ไม่ใช่บังกระสุนให้ก็ว่าเสือก

จังหวะที่เพลงนี้ปล่อยออกมาในฐานะของ Single เราฟังวนอยู่พักหนึ่งเลยเหมือนกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งแรกที่เตะตาเราจนเบ้าตาช้ำเลยคือคำว่า ‘เสือก’ ที่เป็นคำที่หยิบมากระแทกกระทั้นการเป็นคนที่รักแต่ไม่ถูกเลือกได้เป็นอย่างดี (และเราก็หวังใจว่ามันอาจจะมีคำนี้อยู่ในเนื้อเพลงด้วยในตอนแรก ซึ่งปรากฏว่าไม่มี ก็ไม่เป็นไร)

ตัวเพลงมีความกึ่งช้ากึ่งเร็วพอให้โยกได้ เนื้อหาก็ว่าด้วยความเป็นคนดี๊..คนดีของเธอ ดูแลเธอตลอด คอยห่วงใย ช่วยทำให้เธอไม่คิดมากกับคนรักเก่าของเธอ ก่อนจะตัดพ้อและตีโพยตีพายยกใหญ่ว่ามันก็แค่นั้น เพราะสุดท้ายเราเป็นได้แค่คนดี ไม่ใช่คนรักของเธอ ถ้าไม่มีเราจะแคร์บ้างหรือเปล่า เราก็น้อยใจเป็นเหมือนกันนะเว้ย!

โอ้วเธอ..เจ็บจี๊ดส์

ความเด็ดของเพลง ‘คนที่ไม่ใช่บังกระสุนให้ก็ว่าเสือก’ คือจังหวะการร้องเพลงในคอนเสิร์ตต่อหน้าคนดู ที่เมื่อถึงท่อนฮุก เนื้อหาก็โหมให้โทนของเพลงมีกราฟสูงขึ้น บางจังหวะของเนื้อเพลงมีการร้องเร็ว ๆ ที่เรามองว่ามันส่งเสริมการตอกย้ำความเจ็บปวดได้เป็นอย่างมากเวลาร้องเพลงตาม อีกทั้งยังเป็นเรื่องราวความรักที่คนยุคนี้หลายคนอิานตามเนื้อหาได้ง่าย ทำให้เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ถูกหยิบไปออกเป็น Single แล้วก็มีคนมาเล่าประสบการณ์แบบเดียวกับที่พบเจอในเพลงผ่านคอมเมนต์มากมายเลย

Track 03 – ดาวเทียม (feat. วัชระ ปานเอี่ยม, ภูษิต ไล้ทอง)

ในมุมของความเป็นตัวตน นี่คือหนึ่งเพลงที่เรามองว่าสะท้อนเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ความเป็นว่านได้ดีที่สุดของอัลบั้มนี้ผ่านสายตาเรา

ว่ากันที่เนื้อหาก่อน เพลง ‘ดาวเทียม’ เล่าถึงรูปแบบความรักที่เบาสบายของคนสองคน ที่ไม่ได้นิยามว่าจะต้องเป็นคนรักกัน จะเป็นครอบครัวกัน หรือสถานะอื่นใดที่รักใคร่กันย่อมได้ทั้งนั้น ที่ต่างชื่นใจที่ได้รักกันอย่างมีความสุขเป็นจุดหมายร่วมกัน ไม่ได้เกี่ยงงอนว่าจะต้องป่าวประกาศให้คนทั่วโลกรู้ ไม่ได้ต้องการเอาชนะกัน แต่มีเพียงการอ่อนโยนให้กันผ่านการยอมไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็ก และความเข้าใจกันในระดับที่เอาแค่เธอกับฉันรับรู้ในสิ่งเดียวกันได้ เท่านี้ก็เพียงพอ

เพลงรักสุดแสนสวยงามเพลงนี้เต็มไปด้วยส่วนประกอบที่สุดจะเป็นว่าน บนประเด็นของ ‘ความลึกซึ้ง’ ในเรื่อง Taste ของการฟังเพลง ที่บอกว่าลึกของเพลงนี้คือการหยิบเอาศิลปินสุด Iconic ของยุค 80 มาร่วมสร้างสรรค์อย่าง ‘เฉลียง’ วงดนตรีที่มีเนื้อหาเพลงแตกต่างและแหกขนบจากแนวดนตรีในยุคเดียวกันจนกลายเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งในเพลงนี้ก็ได้ ‘เจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม’ หนึ่งในนักร้องนำของวงมาร่วมร้อง และได้ ‘แต๋ง-ภูษิต ไล้ทอง’ นักดนตรีเครื่องเป่าของวงมาเสริมความเป็นเฉลียงด้วยเสียงคลาริเน็ตอีกด้วย

รวมถึงการสร้างสรรค์ส่วนประกอบหลากหลายที่ทำให้เพลงนี้มีความเป็นว่าน อย่างเนื้อเพลงที่หยิบเอา ‘ไข่เจียว’ จากเพลง นายไข่เจียว (2530) ของเฉลียงมานำเสนอแนวทางโดยรวมของเนื้อหาที่กล่าวถึงรูปแบบความรักที่เรียบง่ายเหมือนกับเมนูนี้ หรืออย่างตัว Logotype ของเพลงที่ล้อตัวลายมือของ Logo ‘เฉลียง’ มาเขียนเป็นชื่อเพลง ‘ดาวเทียม’ อีกทอดหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้เพลงนี้ดูจะมีความเป็นเพลงหน้าบีที่มีความสายลึกนิดนึง ถึงจะเข้าใจและคล้อยตามไปกับภาพรวมเพลงได้อย่างไร้รอยต่อ

เปรียบเทียบ Logotype วง ‘เฉลียง’ และ Logotype เพลง ‘ดาวเทียม’ – ภาพจาก Polarbear connect และ Spicydisc

Track 04 – นิมมานซอย 9

หากไล่ฟังมาตั้งแต่เพลงแรกในอัลบั้ม นี่น่าจะเป็นเพลงช้าเพลงแรกที่เราได้ฟังกัน ‘นิมมานซอย 9’ เป็นเพลงที่เล่าเรื่องของความทรงจำดี ๆ ระหว่างเรากับคนรักเก่าในหนึ่งห้วงคำนึงที่นึกถึงได้ในวันที่เหงาและอ้างว้าง แม้จะไม่ได้เป็นการพยายามคิดถึง แต่ก็เป็นช่วงเวลาหัวโล่ง ๆ ที่เผอิญนึกสิ่งนี้ขึ้นมาได้ แล้วก็นั่งยิ้มกับตัวเองกับเรื่องราวที่น่าจดจำในเวลานั้นได้โดยไม่รู้ตัว

ว่านเปรียบบรรยากาศรอบข้างที่เกิดขึ้นบนสถานการณ์ของเพลงนี้ในห้วงคำนึงนั้นเป็น ‘ถนนนิมมานเหมินท์’ เส้นทางสั้น ๆ ที่ไม่ได้ยาวมาก แต่น่าจะเป็นถนนสายเศรษฐกิจที่ผู้คนแวะเวียนไปบ่อย และน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเย็นชวนเหงา จนทำให้ภาพความทรงจำในห้วงเวลาหนึ่งที่ดีของใครหลายคนผุดขึ้นมาได้เหมือนกับเนื้อหาของเพลงนี้ได้

อีกจุดที่เราชอบของเพลงนี้คือการออกแบบตัว Logotype ของเพลง ที่ทำให้คำว่า ‘นิมมานซอย 9’ ไม่ได้จัดเรียงตัวอักษรตามปกติ แต่จัดเรียงเหมือนป้ายบอกชื่อซอยที่ฝั่งซ้ายจะเป็นชื่อเต็มภาษาไทย และด้านล่างเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนตัวเลขบอกจำนวนจะวางชิดทางขวาแทน ถือเป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่สอดแทรกอยูในวิธีการ Design ได้อย่างกลมกลืน

Track 05 – ซาลาเปาจื่อ

อีกหนึ่งเพลงรักที่เราชอบการหยิบเอาตุ๊กตาบางอย่างมายิบจับเพื่ออธิบายความน่ารักของเขาหรือเธอคนนั้นของคนฟังได้เป็นอย่างดี ‘ซาลาเปาจื่อ’ เป็นเพลงป็อปฟังสบายทั่วไปที่เล่าเรื่องความน่ารักของแก้มกลม ๆ ที่ดูเหมือนซาลาเปา เอาที่เก็บไปนอนฝัน อยากลองจิ้มแก้มซาลาเปาของเธอดูสักที และที่สำคัญคือผมรู้ว่ามีหนึ่งวิธีที่จะทำให้เจ้าก้อนซาลาเปาไม่เหงาและโดดเดี่ยวนะ ต้องเจอขนมจีบสักหน่อยแล้ว

เป็นเพลงที่สะท้อนมุมทะเล้นในมุมความรักหวานชื่นได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางที่สอดแทรกบรรยากาศแบบจีน ๆ เข้าไปผ่านเสียงเครื่องดนตรีที่เอามาใช้ ลูกเล่นการใส่ท่อนแร็ปเบา ๆ แบบไม่กระแทกลงไป หรือลูกเล่นในการร้องในจังหวะสุดท้ายของเพลงที่มีเสียงกระแอมก่อนจะร้องท่อนจบที่บิดเนื้อเพียงท่อนเดียว จนกลายเป็นหมัดฮุกในจุด Full Stop ของเนื้อหานี้ได้แบบเด็ดขาด และทำให้คนโดนจีบ (ผู้มีใจให้) ที่ได้ฟังเพลงนี้ก็น่าจะอมยิ้มกว้างขึ้นในท่อนสุดท้ายนี้ด้วยเหมือนกัน

Track 06 – แล้วคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายก็ถูกคลี่คลายด้วยรอยยิ้มของเธอ (feat. No One Else)

เอาจริง ๆ แค่อ่านชื่อเพลงก็รู้ได้เลยทันทีว่าเพลงนี้ร่วมร้องกับศิลปินคนไหน เพราะ ‘No One Else’ คือกลุ่มศิลปินที่ได้รับตำแหน่งผู้ตั้งชื่อเพลงยาวและบ่อยที่สุดในประเทศ ณ ขณะนี้ไปแล้ว (ล้อเล่น)

ต่อจากนี้เพลงรักทุกเพลงจะเป็นของเธอเท่านั้น, กี่เพลงรักที่ผ่านไป ก็ยังไม่เคยได้ใช้กับใครสักที, เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ คือการได้พบกับเธอ, แค่มีเธอให้รัก ก็นับเป็นโชคดีของฉัน, แค่มีเธอไปเดินเตะคลื่นทะเลด้วยกัน, ปีนี้ไม่ต้องเหงาคนเดียวแล้วโว้ย, อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้าไม่ได้คิดถึงแค่ฉัน

นั่นคือหลากหลายรายชื่อเพลงที่แค่เราเอามาเรียงกันก็กลายเป็น 1 ย่อหน้าแล้วอย่างที่เห็นกัน ซึ่งนอกจากชื่อเพลงจะเตะตาแล้ว เนื้อหาเพลงรักที่พวกเขาสร้างสรรค์ผ่านงานเพลงก็เชื่อมโยงถึงผู้ฟังคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เหมือนกับที่เพลง ‘แล้วคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายก็ถูกคลี่คลายด้วยรอยยิ้มของเธอ’ กลายเป็นเพลงฮิตอีกหนึ่งเพลงที่ไม่ว่าใครได้ฟังต้องร้องตามได้อย่างแน่นอน

เนื้อหาของเพลงนี้เปรียบเปรยการได้พบความรักจากใครสักคนที่ไม่มีใครเหมือนเลยบนโลกใบนี้ เสมือนการที่คดี Cold Case ที่ถูกแช่แข็งเพราะไขคดีไม่สำเร็จมานานให้คลี่คลายได้ในพริบตา จากทุกเหตุผลทั้งการได้สบตา จับมือ ใช้ชีวิตร่วมกัน ทำให้หัวใจที่เคยแข็งและไม่อ่อนข้อให้ความหวั่นไหวใด ๆ จากการเคยผิดหวังมาก่อนหลอมละลายได้อีกครั้ง

จากทั้งแนวดนตรี และเนื้อเพลงที่ผสมผสานความเป็นตัวเองของทั้งว่าน และ No One Else ได้อย่างลงตัว ทำให้ไม่ใช่เรื่องยากที่เพลงนี้จะกลายเป็นเพลงฮิตเพลงหนึ่งในอัลบั้มนี้ของว่าน

Track 07 – เจ็บแล้วทนคือใคร

หลังจากฟูลฟิลกลิ่นอายความรักไปเมื่อเพลงที่แล้ว ว่านก็กลับมาใน Track ที่ 7 ที่เป็นเพลงช้าอีกครั้งหนึ่ง ชื่อเพลงดูล้อกับประโยคคำคม Social ยุคนี้อย่าง “เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย” เนื้อหาของเพลงนี้เล่าถึงคนที่ทนเจ็บช้ำซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่รู้จักพอกับความรัก ณ เวลานี้เสียที แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางไหนที่จะทำให้เขาหรือเธอคนนั้นกลับมาเป็นคนที่น่ารักสำหรับได้เหมือนเดิมก็ตาม

“ทำไมไม่ตัดใจ”
“ต้องช้ำมากสักแค่ไหนถึงจะพอ”
“ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายได้ไหม”
“ได้เวลาตัดใจหรือยัง”
“ใจที่พังน่าจะพอก่อนไหม”
“ทำไมยังต้องทน”

เกินสิบประโยคคำถามทบทวนตัวเองที่เพลงนี้มอบให้กับคนฟังที่อาจกำลังเจอสถานการณ์เหล่านี้อยู่สอดแทรกในเนื้อเพลงหลายต่อหลายท่อน สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดแข็งของเพลงที่ดูตั้งใจส่งต่อวิธีคิดเพื่อทำให้คนที่เอาแต่รักคนอื่น แต่ไม่ได้รักตัวเองเพียงพอได้เรียนรู้และเข้าใจมากขึ้นจากคำถามเหล่านั้น และเนื้อหาโดยรวมของเพลงนี้

‘เจ็บแล้วทนคือใคร’ จึงกลายเป็นเพลงช้าเศร้า ๆ ที่ชวนตั้งคำถามเพื่อให้คนที่ยังจมจ่อมกับความรู้สึกเดิม ๆ ได้ปลดพันธนาการชีวิตไปสู่คนใหม่ที่ดีกว่า หรือฉันคนเดิมที่ดีขึ้นในอนาคตอย่างรวดเร็วขึ้นนั่นเอง

Track 08 – จักรวาลชุบแป้งทอด

“อะไรเอ่ยใหญ่กว่าปลาวาฬ” “ไม่มี” “ปลาวาฬชุบแป้งทอด”
“อะไรใหญ่กว่าปลาวาฬชุบแป้งทอด” “ไม่มี” “กระทะทอดปลาวาฬ”

จากมุกคลาสสิกของตลกคาเฟ่ ที่ส่งต่อมาเป็นมุกประจำโรงเรียนที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก การขิงกันว่าของฉันใหญ่กว่านั้นต่อยอดจินตนาการให้กว้างไกลออกไปเรื่อย ๆ จนลามไปถึงกล่องใส่กระทะ รถบรรทุกกระทะ ลานจอดรถ หรือแม้แต่ผ้าคลุมลานที่เป็นจุดหักมุมของมุกให้กลายเป็นความไม่ Make Sense และสร้างความขบขันได้เป็นอย่างดี

ไอเดียนั้นถูกต่อยอดมาเป็นเพลง ‘จักรวาลชุบแป้งทอด’ เพราะความรักของเราแม้จะดูเรียบง่ายไร้สิ่งพิเศษ แต่มันก็เป็นความรักที่ขนาดของ ‘จักรวาล’ ไม่สามารถนิยามให้เท่าเทียมได้ ต้องจักรวาลชุบแป้งทอดเท่านั้นแหละถึงอาจจะอธิบายได้ (ยังดีที่เพลงนี้ไม่ได้ไปถึงคำว่าผ้าคลุมลานจอดรถขนกระทะทอดจักรวาลชุบแป้งด้วยนะ)

ด้วยเนื้อหาที่น่ารักและเบาสบายของทั้งเสียงร้องและดนตรี ทำให้บรรยากาศที่โอบล้อมเพลงนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผ่านมุมมองของสถานการณ์ที่วางว่าเนื้อหาถูกเล่าด้วยการมองท้องฟ้ากว้างไกลที่พร่างพรายไปด้วยดวงดาว และแทบมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าตรงไหนคือจุดเริ่มต้น หรือจุดสิ้นสุดของขนาดจักรวาลตรงหน้า จนทำให้ความรักระหว่างเราที่กำลังถักทอจนเต็มผืนยังโอบล้อมฟ้าค่ำคืนนี้ไม่ได้เลย แม้จะดูเวอร์และเกินจริง แต่เนื้อหาแบบนี้แหละคือจุดแข็งของการพรรณนาความรักความรู้สึกแสนนามธรรมให้ดูเป็นรูปธรรมได้

Track 09 – ก้าวขาไม่ออก

หนึ่งในเพลงที่จัดจ้านที่สุดในอัลบั้มนี้ แค่ดนตรีขึ้น กลิ่นอายยุค 90 ที่คลุมบรรยากาศของพาร์ตดนตรีในอัลบั้มนี้เป็นระยะ ๆ ก็มาพ่นจริตแบบไม่อัดอั้นไว้ในเพลงรองสุดท้ายของอัลบั้ม เสียงกลองอันหนักแน่น และกีตาร์ไฟฟ้าที่ดังสวนขึ้นมาตั้งแต่ 10 วินาทีแรกของเพลงนั้นทำให้เราอดเผลอโยกหัวตามไปไม่ได้เลยทีเดียว

‘ก้าวขาไม่ออก’ เป็นเพลงที่ว่าด้วยช่วงเวลากระอักกระอ่วนเพียงไม่กี่วินาทีจากการเจอคนรักเก่าเดินควงคู่มากับคนรักใหม่ สายตาที่พลันเห็นอย่างว่องไวแปรผกผันกับความคิดและการควบคุมประสาทที่เชื่องช้า ภาพตรงหน้ากลายเป็นวิดีโอ Slow Motion ที่ค่อย ๆ ตัดสลับกับภาพอดีตอันหอมหวานระหว่างกัน ซึ่งจริง ๆ หากความรู้สึกไม่ได้ทำงานขนาดนั้น เราก็แค่หลบสายตาแล้วเดินหนีออกมาเพลงนี้อาจจะจบเลยก็ได้ เพียงแต่การเบี่ยงสายตาไปมองทางอื่นช่างยากเย็น และมันก้าวขาเดินออกจากสถานการณ์นี้ไม่ง่ายเลยน่ะสิ

เพลงนี้ฉลาดในการหยิบซีนสั้น ๆ ในชีวิตที่อาจเกิดขึ้นได้มาต่อยอดให้กลายเป็นเนื้อหาขนาดยาวที่ค่อย ๆ ละเมียดเล่าอากัปกิริยาที่เกิดขึ้นทั้งภาพจินตนาการในหัว เหตุการณ์จริงของสถานการณ์ตรงหน้า ทำให้แม้ไม่มีภาพ MV มาคอยกำกับเรื่องราว แต่ระหว่างฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ภาพการไล่เรียงเนื้อหาหากจะมีวิดีโอประกอบจริง ๆ มันขึ้นมาหมดเลย นี่ถือเป็นอีกหนึ่งเพลงที่เราชอบในอัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน

Track 10 – ฌาธนกฤต

หลังจากนั่งรถไฟที่ค่อย ๆ นำพาเราไปสู่บรรยากาศของชุดความคิดของว่ายในขวบวัยใกล้ 40 สถานีสุดท้ายปลายทางที่ว่านส่ง Location ไว้ให้ดูจะเป็นบรรยากาศที่ไม่ได้คาดคิดนัก เพราะว่านพามายังเหตุการณ์จำลองในงานศพของเขา ผ่านเรื่องราวในเพลงที่ทุกอย่างโดนใจเราทั้งหมด และยกให้เป็นเพลงอันดับ 1 ของอัลบั้มนี้ในสายตาเรา

‘ณาธนกฤต’ เป็นเพลงที่ว่านเล่าในรายการ Katanyu Tonight ว่าเขาตั้งใจแต่งเพลงนี้ก่อนที่วันสุดท้ายจะมาถึง ซึ่งตอนั้นเขาอาจไม่มีแรงเขียนเพลงงานศพให้ตัวเองแล้วด้วย เพลงนี้จึงถือเป็นเสียงคลอประกอบงานระหว่างเพื่อนฝูงที่ไม่ได้พบหน้ากันนานได้มาเจอกันอีกครั้ง คนในงานกำลังอิ่มเอมกับ Snack Box ที่เพิ่งได้รับ และผู้คนกำลังทยอยเดินเข้างานก่อนที่พระจะนิมนต์มา

“สุดท้ายก็ว่างกันทุกคนนะ ชวนกันมาเป็นปี ๆ 
เลือกที่นั่งกันได้เลยนะ Location ที่ดี ๆ
วันที่เต็มไปด้วยดอกไม้ มิตรภาพและไมตรี
ฉันจะลอยไปสุดขอบฟ้า และเราจะลากันตรงนี้” 

ภาพว่านในชุดสีขาวสภาวะไร้ตัวตนที่มองเข้ามาในงานด้วยความอิ่มเอมที่มีผู้คนแวะเวียนมาทักทาย โบกมือบ๊ายบายกันที่งานฉลองวันจากลาของเขาอาจกลายเป็นภาพที่ทุกคนไร้ทุกข์โศกเสียใจ และกลายเป็นความสุขก็ได้ เพราะสำหรับว่าน งานศพก็คือรูปแบบของบรรยากาศที่ทำให้โลกบางมุมที่เคยหยุดหมุนกลับมาเดินทางต่ออีกครั้ง มันเชื่อมโยงทั้งผู้คน สภาวะจิตใจที่คงรู้สึกที่มีต่อร่างมนุษย์ในกล่องกะทัดรัดสีขาวที่ห้อมล้อมไปด้วยดอกไม้ไม่ต่างกัน

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ผ่านมุมของว่าน ที่ต้องการบอกกับคนในงานให้ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องกลัวเลยว่าผมจะเหงาและเดียวดาย เดี๋ยวสุดท้ายสักวันหนึ่งเราก็ได้พบกัน เอาเวลาที่มอบให้ความคิดถึงผมเกิดขึ้นบางช่วงจังหวะพอแล้วเอาเวลาที่เหลือก่อนถึงวันสุดท้ายไปทำอย่างอื่นต่อเถอะ

“แน่นอนว่าเราจะได้พบกัน” ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนสัจธรรมของท่อนสุดท้ายในเพลงนี้ได้ สุดท้ายการสูญเสียอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ขอแค่ชีวิตนับจากนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นจนถึงเส้นชัยนั้น เส้นชัยที่ใครก็ต้องพบเจอได้อย่างคุ้มค่าและไม่เสียดายกับทุกอย่างที่เคยทำทิ้งไว้บนโลกใบนี้

นั่นคือทั้ง 10 เพลงที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวหลากรสชาติของ ‘ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์’ ในวัยที่เขาผ่านเรื่องราวมามากมาย และตกผลึกชุดความคิดทิ้งไว้ในขวบปีที่ 20 ของการทำงาน และขวบปีที่ 40 ของชีวิตบนโลกใบนี้ของเขา ซึ่งเราอยากลองให้คุณได้ฟังจนครบทุกเพลงจริง ๆ เราเชื่อว่าคุณจะได้รู้จักผู้ชายช่างคิดคนนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป