ปรากฏการณ์คลิปเสียงทางการเมืองหลุดไม่ได้จำกัดแค่ที่ไทยเพียงประเทศเดียว แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นทั้งในสหรัฐอเมริกา, ยูเครน, ไอซ์แลนด์, อินเดีย, ปากีสถาน, อิหร่าน และ ฮังการี ซึ่งแต่ละกรณีก็ได้สร้างผลกระทบทั้งเชิงสาธารณะและเชิงการเมือง สะท้อนถึงความเปราะบางของข้อมูลแบบส่วนตัว วันนี้ SUM UP เลยอยากหยิบยกบางเหตุการณ์มาเทียบเคียงให้ได้ย้อนรำลึกกัน
Cassette Scandal หรือ Tapegate/Kuchmagate (ยูเครน)
เริ่มต้นกันด้วยเรื่องราวเทปบันทึกเสียงอื้อฉาวที่เกิดขึ้นที่ประเทศยูเครน เมื่อปี ค.ศ. 2000 ตอนนั้น ลีโอนิด คุชมา ประธานาธิบดียูเครน ถูกบันทึกเสียงขณะที่สั่งลักพาตัวนักข่าว เกออร์กี กองกาดเซ ซึ่งภายหลังพบเป็นศพถูกตัดศีรษะ โดยเทปดังกล่าวถูกนำมาเปิดเผยโดย โอเล็กซานเดอร์ โมรอซ นักการเมืองยูเครน ที่ได้เทปบันทึกเสียงดังกล่าวมาจาก ไมโคลา เมลนีเชนโก เป็นบอร์ดี้การ์ดของคุชมา ได้บันทึกการสนทนาหลายครั้งที่เกิดขึ้นในสำนักงานของคุชมา ก่อนจะหลบหนีไปต่างประเทศ เมื่อคลิปเสียงดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาเปิดสู่สาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง มีการประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงเคียฟ ฝ่ายค้านเริ่มรณรงค์ต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรงในชื่อแคมเปญ “ยูเครนไม่มีคุชมา” เรียกร้องให้คุชมาลาออก ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศในตอนนั้นจะเติบโตได้ดี แต่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีคุชมากลับลดลงต่ำกว่า 9% ตอนนั้นคุชมาอ้างว่าเป็น คลิปปลอมแปลง และเป็นส่วนหนึ่งของแผนโค่นรัฐบาลโดยประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม ได้มีการพิสูจน์เทปเสียงดังกล่าวและพบว่า เป็นของแท้ ไม่มีการตัดต่อหรือแก้ไข
Watergate Scandal (สหรัฐอเมริกา)
เหตุการณ์ที่ 2 ย้อนไปไกลกว่านั้น ในช่วงปี ค.ศ. 1972 มีคดีทางการเมืองสหรัฐอเมริกาที่อื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่ทำให้ ริชาร์ด นิกซัน ประธานาธิบดีขณะนั้นต้องหลุดจากเก้าอี้
เรื่องราวในเทปเสียงของเหตุการณ์นี้ เริ่มต้นจากพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทำงานอยู่ที่อาคารแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตันดีซี ได้เจอเข้ากับความเคลื่อนไหวแปลกๆ ในอาคารที่เขาดูแลอยู่ หลังจากนั้นเขาได้แจ้งตำรวจเข้ามาตรวจสอบ และได้พบกับกลุ่มชาย 5 คน ที่แต่งตัวในชุดสูท สวมถุงมือ ลอบเข้ามาในห้องทำงานของทีมงาน ‘พรรคเดโมแครต’ ซึ่งทั้งหมดยอมมอบตัวต่อตำรวจแต่โดยดี และแน่นอนว่าพรรคเดโมแครตเป็นพรรคขั้วตรงข้ามของ ‘พรรครีพับลิกัน’ ที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกซันสังกัดอยู่
สำนักข่าว Washington Post ได้ส่งนักข่าวเข้าไปฟังการไต่สวนโจรทั้ง 5 คนนี้ ปรากฏว่าทั้งห้าไม่ใช่แค่โจรขโมยของธรรมดา ๆ เพราะสิ่งที่ติดตัวมาด้วยมีทั้งเช็คเงินสดจำนวนไม่น้อย ทั้งยังมีสายดักฟังที่อนุมานได้ว่าถูกจ้างเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังในที่ทำงานของพรรคเดโมแครต
ทั้งที่เรื่องควรจะจบแบบง่าย ๆ เหมือนคดีลักลอบนำข้อมูลทั่ว ๆ ไป แต่หนึ่งในโจรห้าคนนี้ มีคนหนึ่งที่มีประวัติเป็นหนึ่งในบุคคลในคณะทำงานชุดพิเศษของนิกซันที่ชื่อว่า CREEP ซึ่งย่อมาจาก Committee to Re-elect the President โดยเป็นหน่วยที่นิกซันก่อตั้งขึ้นเพื่อวางแผนยุทธศาสตร์นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งสมัยหน้า ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากสื่อมวลชนว่า การที่คนจาก CREEP กระทำผิดกฎหมายด้วยการจ้างคนไปติดเครื่องดักฟังที่พรรคขั้วตรงข้ามแบบนี้ ตัวของริชาร์ด นิกซัน ประธานาธิบดี มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยมากน้อยแค่ไหน สองสามวันต่อมา นิกซันก็ออกมาชี้แจงด้วยตัวเองว่าเขาและทำเนียบขาวไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน
ถัดจากนั้น FBI ได้เข้ามาทำการสืบสวนจนเชื่อมโยงเส้นทางการเงินของคนร้ายทั้งห้าคน และพบข้อมูลที่เกี่ยวกับกองทุนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มระดมทุนสนับสนุนประธานาธิบดีนิกสันในการลงแข่งขันเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 โดยหลักฐานทั้งหมดบ่งชี้ไปยังคณะทำงานของประธานาธิบดีนิกสันว่าทำการทุจริต ข้อมูลจากการสืบสวนรายงานว่า ภายในห้องทำงานของประธานาธิบดีนิกสันมีระบบบันทึกเสียง ที่บันทึกการสนทนาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ใจความจากเทปบันทึกเสียงนี้ชี้ให้เห็นว่า ประธานาธิบดีนิกสันเคยพยายามปกปิดการมีส่วนรู้เห็นต่อการโจรกรรมข้อมูลของพรรคเดโมแครต
ต่อมาศาลฎีกาสูงสุดแห่งสหรัฐฯ จึงมีคำสั่งให้ประธานาธิบดีนิกสันส่งมอบเทปบันทึกเสียงทั้งหมดแก่พนักงานสืบสวน ทำให้เขาต้องยอมส่งมอบเทป ซึ่งจากการสืบสวนและพิจารณาในชั้นศาลส่งผลให้ประธานาธิบดีนิกสันต้องลาออกจากตำแหน่ง นับเป็นการลาออกจากตำแหน่งครั้งแรกของประธานาธิบดีในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ อีกทั้งจากเหตุการณ์นี้ยังนำไปสู่การฟ้องร้อง การไต่สวน การลงโทษ และการจำคุกบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 43 คน รวมไปถึงคณะทำงานระดับสูงของรัฐบาลนิกสันด้วย
นักข่าวของ Washington Post ก็นำข้อมูลที่ได้จากวันไต่สวนของศาลไปลงเป็นข่าวหน้าหนึ่ง และเรียกคดีนี้ว่า ‘คดี Watergate’ ตามสถานที่เกิดเหตุของเหตุการณ์
เปรียบเทียบกับกรณีของไทย
- ลักษณะคล้ายกัน : เปิดเผยจากการสนทนาแบบวงปิดที่เป็นส่วนตัวและเนื้อหาที่กระทบต่อความเป็นส่วนตัวและการดำเนินการทางการเมือง
- ผลกระทบ : สร้างแรงต่อต้าน ประชาชนเกิดข้อสงสัย ดึงไปสู่การประท้วง รวดเร็วและรุนแรง
- ความแตกต่าง : มีความแตกต่างในรูปแบบของเทคโนโลยีที่ใช้บันทึกเสียง และแรงกระตุ้นต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแตกต่างกันตามโครงสร้างการเมืองของแต่ละประเทศ
ตัดสลับกับมาที่ประเทศไทย กรณีแพทองธาร-ฮุน เซน
การที่ แพทองธาร ชินวัตร และ ตระกูลชินวัตร จะสลัดให้หลุดจากประเด็นว่า มีผลประโยชน์พึ่งพาอาศัย กับ “ตระกูลฮุน” คงทำได้ยาก เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งคลิปเสียงที่หลุดออกมา หนำซ้ำ ฝ่ายฮุน เซนยังเผยแพร่ภาพห้องนอนที่มีไว้คอยต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร อีก
“แพทองธาร” ในฐานะนายกรัฐมนตรีมือใหม่ ได้พยายามแถลงชี้แจง รวมถึงขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก การแก้ปัญหาแบบนี้ช่วยชะลอความเสียหายในระยะสั้นได้ แต่ระยะยาวยังต้องจับตาเรื่อง “ความโปร่งใสของตระกูลชินวัตร” เพราะในสนามการเมือง ความเชื่อมั่นไม่สามารถซื้อได้ด้วยคำแถลง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ
