หากยังพอจำกันได้ เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีข่าวเกี่ยวกับผลกระทบของข่าวลวงในกลุ่มสวัสดีวันจันทร์ หรือกลุ่มที่ผู้สูงอายุมักจะใช้สื่อสารและแจ้งข่าวสารกัน โดยเนื้อหาของข่าวได้มีลูกชายคนหนึ่งออกมาโพสต์เตือนอุทาหรณ์ว่า ตนเองเกือบสูญเสียแม่เพราะแม่ไม่ยอมกินยาความดัน เนื่องจากแม่ไปเชื่อข่าวลวงในกรุ๊ปไลน์ที่แชร์ต่อ ๆ กันมาว่า ‘การกินยาความดันเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง’ และเชื่อข่าวลวงจนป่วยและมีอาการหัวใจขาดเลือดกะทันหันจนเกือบเสียชีวิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การแชร์ ‘ข่าวลวง’ หรือ ‘MISLEADING INFORMATION’ มีความอันตรายต่อชีวิตซ่อนอยู่
‘ข่าวลวง’ หรือ ‘MISLEADING INFORMATION’ มีความหมายเดียวกันคือ ข่าวที่ไม่จริงหรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยผลกระทบของมันคือ ผู้ได้รับข้อมูลตัดสินใจผิดพลาดส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งผลกระทบนี้จะตรงกับกรณีข้างต้นที่ยกมา ผลกระทบอื่น ๆ ก็คือผู้ที่ได้รับข่าวลวงเกิดความตระหนกตกใจ ตัวอย่างเช่น ข่าวลวงที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่ไม่เกิดขึ้นจริง เป็นต้น อีกหนึ่งผลกระทบคือ ผู้ที่ถูกแอบอ้างในข่าวลวงได้รับความเสียหาย และผลกระทบสุดท้ายคือ การสร้างความขัดแย้งภายในสังคม ตัวอย่างเช่น ข่าวลวงที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นต้น
กลุ่มผู้สูงอายุในประเทศไทยมักจะมีวัฒนธรรมการแชร์ข่าวสารซึ่งกันและกัน รวมถึงแชร์ไปยังบุคคลที่รู้จัก หรือญาติสนิท โดยข่าวลวงยอดฮิตที่ผู้ใหญ่ชอบแชร์กันมักจะเป็นเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาที่มีการระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลให้การเผยแพร่ข่าวลวงเกี่ยวกับโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวอย่าง เช่น มะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ เป็นต้น ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เปิดเผย 3 อันดับของการแชร์ข่าวลวงเกี่ยวกับโควิด-19 โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังระบาดในไทย 2. กรมควบคุมโรคหยุดใช้เครื่องตรวจวัดฯ ไวรัสโคโรน่า 3. ชาวอู่ฮั่น 5 ล้านคนเดินทางมาไทย
นอกเหนือจากนั้นยังมีข่าวลวงยอดฮิต อย่างวิธีการรักษามะเร็งที่สรรหาสมุนไพรสารพัดอย่างมาเพื่อเชื่อมโยงกับการรักษามะเร็ง ไม่เว้นแม้กระทั่งการดื่มปัสสาวะรักษาโรค ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลลวงแน่นอน 100 % และไม่มีการรองรับทางการแพทย์ใด ๆ และจากแชร์ข่าวลวงจะเกิดขึ้นในวงของผู้สูงอายุมากที่สุด ซึ่งเคยสงสัยกันไหมว่า ผู้ปกครองของพวกเราที่น่าจะมีวุฒิภาวะมากพอ ทำไมถึงแยกแยะข่าวจริงกับข่าวลวงไม่ได้
ข้อเท็จจริงก็คือ ‘ผู้สูงอายุ’ เติบโตมากับการเสพข่าวและข้อมูลจากสื่อกระแสหลักไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ และนิตยสาร ซึ่งสื่อกระแสหลักมีความน่าเชื่อถือสูง ทำให้ผู้สูงอายุเชื่อสื่อเหล่านั้นและมีพฤติกรรมการเสพสื่อเช่นนั้น จนกระทั่งมีสื่อออนไลน์เข้ามา ทั้งความรวดเร็วของการส่งต่อข้อมูลบวกกับที่มาของสารที่ใครก็สามารถส่งต่อข้อมูลได้ รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่สามารถตัดต่อ ดัดแปลง แต่งภาพ จนทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถแยกแยะข่าวลวงกับข่าวจริงได้ รวมถึงการแชร์ข่าวดังกล่าวมักเกิดขึ้นในระบบปิดอย่างไลน์กรุ๊ป ทำให้ยากต่อการตรวจสอบเนื้อหาข่าว และการแชร์จากบุคคลที่รู้จักกันหรือสนิทเชื่อใจกันก็ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลหนึ่งให้คนที่ได้รับสารเชื่ออย่างสนิทใจและส่งต่อโดยไม่ตรวจสอบอีกด้วย
อย่างไรก็ดี การส่งต่อข่าวลวงของผู้สูงอายุบางทีเราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวแต่แท้จริงแล้วมีอันตรายแฝงอยู่ ลูกหลานอาจจะต้องช่วยสื่อสารให้ผู้สูงอายุเข้าใจด้วยการแนะนำแทนการตำหนิ และคอยแนะนำการใช้สื่ออย่างใกล้ชิด เพราะอันตรายของข่าวลวงอาจจะมากกว่าที่เราคิด
อ้างอิง
- https://www.etda.or.th/th/Useful-Resource/knowledge-sharing/articles/Digital-Citizen/FakeNews.aspx?feed=590fb9ad-c550-4bc5-9a56-459ad4891d74
- https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/212548
- https://hhcthailand.com/fake-news/
- https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/103278
