เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ BBC News รายงานว่า อุณหภูมิของมหาสมุทรทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบถึงสิ่งมีชีวิตในทะเลและชายหาด อันเนื่องมาจากอัตราของก๊าซเรือนกระจกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ปี 2023 ซึ่งสร้างสถิติที่น่ากังวลที่สุดตั้งแต่เคยบันทึกมา จากข้อมูลของ Copernicus Climate Change Service ที่ระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 อุณหภูมิพื้นผิวของโลกทะลุสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ถึงแม้ในบางพื้นที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นตามระดับที่คาดการณ์ไว้ แต่อุณหภูมิส่วนใหญ่สูงขึ้นกว่ายุคก่อนการปฏิวัติอุสาหกรรม สิ่งนี้สะท้อนว่าอุณหภูมิในมหาสมุทรสูงมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และอาจกล่าวได้ว่าเวลานับถอยหลังของพวกเราเริ่มเดินเร็วขึ้น
ความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้นี้สร้างความฉงนสงสัยให้กับนักวิทยาศาสตร์ว่า เหตุใดภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อมหาสมุทรถึงไปไกลขนาดนี้ Hayley Fowler ศาสตราจารย์ด้านการเปลลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทางทะเลที่ผ่านมานั้นน่ากังวลมาก ในตอนนี้เราไม่สามารถคาดการณ์เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงนี้ได้ รวมถึงการทำความเข้าใจว่าเหตุใดมันถึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลันในมหาสมุทรสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของภาวะโลกร้อนซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้คนและระบบนิเวศ แนวประการังนอกชายฝั่งฟลอริดากำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ ‘ฟอกขาว’ หรือการที่ประการังค่อย ๆ เสื่อมสมรรถภาพในการผลิตออกซิเจน แน่นอนว่ามันส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตทั้งเล็กใหญ่ในทะเล ที่แผ่บริเวณกว้างออกไปเรื่อย ๆ โดยข้อมูลว่าระดับออกซิเจนในทะเลลึกลดลงก็ไม่ค่อยเป็นที่ทราบกัน ทำให้ปัญหาทั้งหมดเริ่มลุกลามและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
Michael McPhaden นักสมุทรศาสตร์จาก National Oceanic and Atmospheric Administration (Noaa) ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ระดับความร้อนในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแบ่งออกได้ 2 หลัก ได้แก่ ระดับก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้นและปรากฏการณ์เอลนนีโญ่ซึ่งทำให้น้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น เมื่อน้ำที่ร้อนขึ้นประกอบกับอากาศที่ร้อนมากกว่าปกติ ทำให้การถ่ายเทความร้อนแย่ลง ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อีกทั้งการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมาก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุรองที่สร้างมวลความร้อนมหาศาลจากการปล่อยไอน้ำจำนวนมากซึ่งขึ้นไปเกาะกุมชั้นบรรยากาศ ถึงแม้องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศกำหนดให้เรือบรรทุกเชิงพาณิชย์เปลี่ยนมาใช้แหล่งเชื้อเพลิงที่มีส่วนประกอบของกำมะถันต่ำ ซึ่งช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เป็นสารตั้งต้นของซัลเฟตในชั้นบรรยากาศที่อาจนำไปสู่ภาวะโลกร้อน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ราวกับว่ามันสายเกินไปที่จะแก้ปัญหาที่มวลมนุษย์สร้างร่วมกันมาหลายร้อยปี ถึงกระนั้นก็ดีกว่านิ่งเฉยไม่ยอมทำอะไร
ผลกระทบอีกหนึ่งอย่างที่ชัดเจนก็คือ พายุเฮอริเคน ที่ก่อตัวขึ้นจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ร้อนขึ้น ประกอบกับความชื้นในอากาศที่ระเหยเร็วมาก ทำให้ฝนตกรุนแรงมากขึ้น ซึ่งในภาวะที่อุณหภูมิพื้นผิวมากขึ้นแบบนี้ ยิ่งส่งผลให้มีโอกาศฝนตกรุนแรงมากขึ้นถึง 7% นอกจากนี้ ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนที่เกิดขึ้นยังสร้างความประหลาดใจให้กับนักพยากรณ์อากาศ อาทิ พายุเฮอริเคนโอทิสพัดถล่มเมืองอากาปุลโกบนชายฝั่งเม็กซิโก หลังจากที่พายุเฮอริเคนนั้นค่อย ๆ ลดกำลังแรงลง แล้วเพิ่มขึ้นเป็นความรุนแรงระดับ 5 เพียงชั่วข้ามคืนเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2023 ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับพายุเฮอริเคนลีที่เกิดขึ้นเมื่อเดินก่อน
อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่าสุดท้ายแล้วอุณหภูมิจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน อย่างไร แล้วอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นจะสามารถคาดการณ์และหาค่าเฉลี่ยที่นิ่งได้หรือไม่ กล่าวได้เลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้คุณอาจกำลังสุขสบายบนเตียงขนาด 6 ฟุต ท่ามกลางการเปิดแอร์เย็นฉ่ำอุณหภูมิ 23 องศา โดยที่ไม่รู้เลยว่าภัยร้ายอันเกิดมาจากฝีมือของพวกเรากำลังคืบคลานเข้ามาใกล้และเร็วกว่าที่คิดทุกขณะ
อ้างอิง

