ว่ากันว่า เราไม่ควรตัดสินหนังสือเล่มไหนผ่านหน้าปก หนังสือปกสวยบางครั้งเนื้อหาด้านในอาจสวยงามหรือตรงข้ามกันได้ทั้งนั้น เหมือนการตัดสินคนจากหน้าตานั่นแหละ แต่วันนี้ SUM UP ชวนฝ่ายอาร์ต หรือผู้ออกแบบปกหนังสือจาก 5 สำนักพิมพ์ มาแนะนำ (แกมป้ายยา) หนังสือออกใหม่ใน ‘งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54’ และ ‘งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’ (54th National Book Fair & Bangkok International Book Fair 2026) ผ่านงานออกแบบปกหนังสือ 2 เล่ม พร้อมไอเดีย กระบวนการคิด และสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่

ไม่ต้องพลิกดูปกหน้า ปกหลังเพียงอย่างเดียวแล้ว มารู้จักเนื้อในหนังสือผ่านปกหนังสือออกใหม่เหล่านี้กัน

1. Salmon Books, บูธ M16

HIDDEN LAYER ประวัติศาสตร์ข้างหลังภาพ
เขียนโดย มนสิชา รุ่งชวาลนนท์

หนังสือที่มีหน้าปกเป็นสีม่วงเข้ม ตัวอักษรสีทอง จัดวางแบบหรูหรา และใช้สไตล์งานคอลลาจเป็นเอกลักษณ์หลัก ‘สายรุ้ง รุ่งกิจเจริญการ’ Art Director ของสำนักพิมพ์แซลมอน เล่าแนวคิดการออกแบบหนังสือเล่มนี้ให้เราฟังว่า มาจากการตีความตามชื่อหนังสือ จึงเลือกใช้องค์ประกอบและสัญญะจากภาพวาดในบทต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวถึงในเล่ม นำมาคอลลาจร่วมกับกรอบรูปเพื่อตีความหมายใหม่ จากนั้นสอดแทรกสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพวาด ด้วยการใช้พื้นหลัง Transparent ลายตารางสีขาวเทา เพื่อล้อกับคำสั่ง ‘Hidden Layer’ ในโปรแกรม Photoshop 

ส่วนการจัดวางภาพคอลลาจบนปกหลังมีแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบของภาพวาดบนเพดานโบสถ์ โดยผู้ออกแบบปกหนังสือเล่มนี้คือ ‘Tableteee’ ศิลปินคอลลาจผู้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างน่ามอง (ติดตามผลงานของเธอได้ที่ Instagram: @tatableteee)

ในส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ ปกหนังสือเล่มนี้เลือกใช้ฟอนต์ Display และกราฟิกที่มีลักษณะเหลี่ยมมุมโค้งเว้าเข้ากับรูปแบบการตกแต่งกรอบรูปและสถาปัตยกรรมในสมัยก่อน เพื่อให้รับกับภาพคอลลาจ และเลือกชุดสีที่สื่อถึงความหรูหราอย่างสีม่วงเข้มและสีทองที่นำมาตัดกัน และเป็นชุดสีที่ให้อารมณ์ความรู้สึกเข้ากันกับเรื่องราวเบื้องหลังภาพ ที่มักจะมีความเกี่ยวข้องกับชนชั้นสูงในยุโรป

ทั้งหมดนี้สื่อสารใจความของหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศิลปะ ที่เล่าเบื้องหลังภาพวาดดังหลาย ๆ ภาพที่แขวนอยู่ในแกลเลอรีหรือมิวเซียมดัง ๆ ทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มีเกร็ดที่น่าสนใจสอดแทรกอยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ‘Darnley Portrait’ ที่มีเรื่องเล่ากันว่าเป็นภาพเหมือนของราชินีเอลิซาเบธที่ 1 เป็นรูปแบบใบหน้าในอุดมคติของพระองค์ หรือภาพวาดฆาตกรสาวที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีฉาวในช่วงพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งแม้เรื่องที่เล่าไปจะดูหนักและจริงจังจนดูเหมือนอ่านยาก แต่ความเบาบนหน้าปกที่เล่าผ่านกิมมิกเล็ก ๆ อย่างลาย Transparent อย่างที่เล่าไป ก็ช่วยเพิ่มความ Pop และความสดใหม่ให้กับหนังสือตามแบบฉบับของสำนักพิมพ์แซลมอนที่พยายามนำเรื่องราวมาเล่าในแบบที่สนุกสนานย่อยง่ายขึ้น

SOMEONE ONLY I KNOW ยินดีที่ให้รู้จัก
เขียนโดย วรากร เพชรเยียน

สำหรับเล่มที่สองนี้ หน้าตาภายนอกเป็นปกหนังสือที่แอบมีโทนหม่น ๆ คู่สีไม่ฉูดฉาดนัก และมีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกใบนี้ ‘สายรุ้ง รุ่งกิจเจริญการ’ เล่าแนวคิดเล่มนี้ต่อว่า ไอเดียมาจากเรื่องราวภายในเล่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนพบเจอมาจากการเดินทาง การทำงาน รวมถึงการท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางหลากหลายประเทศทั่วโลก ได้พบเจอผู้คน ได้พูดคุย และบันทึกเหตุการณ์ผ่านภาพถ่าย จึงออกมาเป็นหน้าปกที่รวบรวมสิ่งต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน

เมื่อต้องแปลงสารจากเรื่องเล่าสู่งานดีไซน์บนปก จึงเลือกใช้องค์ประกอบของแผนที่โลกให้เป็นจุดเด่น ทำให้คนอ่านสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นหนังสือประเภทไหน แทรกด้วยกราฟิกรูปร่างคนที่เป็นภาพ Silhouette และรูปที่นักเขียนได้ถ่ายระหว่างเดินทาง เอามาวางบนกราฟิกแสตมป์ ผสมกับชุดสีที่ดึงมาจากแผนที่โลก เช่น สีเขียวฟ้าจากน้ำทะเล สีน้ำตาลจากแผ่นดิน สีเขียวอ่อนจากต้นไม้ และฟอนต์ที่ใช้เป็นแบบมีเชิง (Serif) ให้ดูมีความเป็นทางการขึ้น เหมือนเอกสารตามไปรษณีย์ สายการบิน นอกจากนี้ยังสอดแทรกประเทศและพิกัดของประเทศที่นักเขียนได้ไปไว้ด้วย

ความหลากหลายขององค์ประกอบทั้งแผนที่ ลูกโลก แสตมป์ ภาพถ่าย และกราฟิกรูปร่างคน ที่กระจัดกระจายอยู่บนหน้าปกหนังสือนั้น เป็นตัวแทนเล่าเรื่องราวของการพบปะผู้คนแปลกหน้ามากมายของผู้เขียนที่เป็นอดีตแอร์โฮสเตส ที่ต้องเจอกับผู้คนและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คุ้นเคยมากมาย ทั้งเรื่องราวของคนแปลกหน้าบนเครื่องบินที่เธอทำงาน ซึ่งบอกกับเธอว่า เราจะเที่ยวซานฟรานฯ คนเดียวแบบใดให้ไม่ลำพัง หรือเรื่องราวที่เธอได้เจอมาจากผู้โดยสารชาวอินเดียที่เข้ามาเปลี่ยนมุมมองใหม่ในชีวิต ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนแปลกหน้าที่เธอได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกัน ขณะกำลังพิสูจน์ตัวเองในโลกกว้างด้วยอาชีพพนักงานบริการบนฟากฟ้าที่กว้างใหญ่ไม่แพ้กัน

“รอบนี้ Salmon Books เรามาในธีมของ ‘SALPOPS’ หรือร้านไอแซลครีมที่ตีความรสชาติหนังสือของพวกเราเป็นรสชาติไอศครีมต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะตีความในแง่ของหนังสือแล้ว เรายังตกแต่งบูธให้มีกลิ่นอายของร้านไอศครีม พร้อมตกแต่งบรรยากาศให้มีความสดใส แล้วก็รอบนี้เราขยายโซนของ SALMART ที่เป็นโซนขาย merch ให้มีความเดินช็อปได้สะดวก เลือกสรรของได้ง่ายขึ้น ส่วนโซนหนังสือก็จัดวางแต่ละหมวดให้เลือกหยิบได้ตามความสนใจ เลยอยากชวนทุกคนมาเดินเล่นในบูธกันค่ะ”

สายรุ้ง รุ่งกิจเจริญการ, Art Director สำนักพิมพ์แซลมอน

2. P.S. Publishing บูธ K16

Infinite Sorrow หากลืมตาจะเห็นฟ้าผ่าเป็นห่ารัก
เขียนโดย คณิศร

หนังสือเล่มนี้มีภาพปกเป็นภาพวาดสีน้ำมันของผู้ชายผมสีแดงสดคนหนึ่ง เสมือนภาพถ่ายแบบ Headshot อย่างไรอย่างนั้น สำหรับไอเดียของหนังสือเล่มนี้ ‘อันตา จิตตาศิรินุวัตร’ บรรณาธิการเล่ม สำนักพิมพ์ P.S. เล่าให้เราฟังว่าภาพ Close-up Portrait นี้เป็นของตัวละครที่ชื่อ ‘ฟ้า’ ซึ่งผู้เขียนบรรยายลักษณะของตัวละครเอาไว้ว่า ฟ้าเป็นคนที่มีสิวบนใบหน้าตัวเองมากมาย เสมือนดวงดาวบนท้องฟ้าที่ไม่มีใครรักลง เลยใช้วิธีปักมุกและเย็บด้ายเป็นรูปกลุ่มดาว บางจุดบนใบหน้าจะกรีดผ้าใบให้เป็นรอยขาด เนื่องจากในเล่มพูดถึงตัวตนที่ขาดวิ่น บกพร่อง และเลือกใช้ภาพ Close-up ให้เห็นรายละเอียดที่ไม่เรียบร้อย เพื่อสื่อถึงการกางดูรอยแผลและความไม่สมบูรณ์แบบที่จะมองเห็นชัดขึ้นถ้าขยายดูใกล้ ๆ

สำหรับองค์ประกอบอื่น ๆ โทนสีปกของหนังสือเล่มนี้เลือกใช้สีฟ้าเป็นหลัก เพราะ Mood & Tone ของเนื้อหาภายในเล่มมันไปทางเศร้า ๆ ขม ๆ รวมถึงมีการเลือกใช้สีแดงและสีโทนร้อนอื่น ๆ มาตัด เพื่อให้สื่อถึงความเป็นพายุอารมณ์ห่าใหญ่ และใช้เทคนิคหลายแบบมาเสริมนอกจากการ Painting เฉย ๆ ทั้งปักมุก ใช้ด้ายเย็บ โรยกลิตเตอร์ กรีดผ้าใบ เพราะอยากสื่อถึงความวอดวายยุ่งเหยิงในชีวิตพัง ๆ ของตัวละคร ในส่วนของชื่อหนังสือภาษาไทยบนปก ออกแบบด้วยการใช้ลายมือขีด ๆ ย้ำ ๆ เป็นเส้นตรงให้เข้ากับคาแรกเตอร์ที่เป็นคนคิดมากและมีความกดดันในชีวิตสูง และใช้มุม Close-up ที่เป็นเหมือนการบังคับให้คนมองแววตาของตัวละคร เพื่อสื่อถึงความปรารถนาที่อยากถูกใครสักคนมองเห็น

กลิ่นอายและ Mood & Tone ทั้งหมดบนหน้าปก สะท้อนถึงชีวิตและเส้นทางตลอดเรื่องราวของ ‘ฟ้า’ ตัวละครหลักภายในเรื่อง ‘Infinite Sorrow หากลืมตาจะเห็นฟ้าผ่าเป็นห่ารัก’ Fragment เรื่องยาวที่มีดำเนินเรื่องในช่วงเวลาของปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ความเท่าเทียมทางเพศยังผลิบานไม่เต็มที่ ตัวละครหลักที่เป็นเกย์จึงรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามเป็นอื่นเพื่อให้ถูกรัก ชีวิตของตัวละครนี้จึงเปรียบเหมือนพายุหลงฤดูอย่างไรอย่างนั้น และสำหรับผู้อ่านเอง หากเคยรู้สึกว่าการเป็นตัวเองบนในโลกนี้มันยากเหลือเกิน การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และได้ลองเงยหน้ามอง ‘ฟ้า’ ผืนนี้ดูสักครั้ง อาจทำให้เราได้เห็นความหวังในชีวิตเล็ก ๆ ว่าสักวันเราจะอยู่กับตัวเองได้ โดยไม่ต้องเกลียดตัวเองมากนัก

Safe House อนุญาตให้เศร้าได้แป๊บนึง
เขียนโดย นทธี ศศิวิมล

มากันที่หนังสืออีกเล่มที่โทนสี Contrast กับเล่มแรกแบบสุด ๆ Mood & tone สีลูกกวาดชวนฝัน ลายเส้นนุ่มฟู แต่ยังทิ้งคราบหม่นบาง ๆ พอให้สงสัยกับอารมณ์ความรู้สึกของภาพปก ‘อันตา จิตตาศิรินุวัตร’ เล่าถึงไอเดียของปกหนังสือเล่มนี้ต่อว่า มีแรงบันดาลใจหลักมาจากคำว่า ‘โคโมเรบิ’ ที่แปลว่า “แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้” ซึ่งเป็นชื่อปรัชญาญี่ปุ่นที่ชวนให้เรามองความมหัศจรรย์ในความธรรมดา เหมือนความงามจากธรรมชาติที่อยู่ในสิ่งเรียบง่ายอย่างแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้

องค์ประกอบหลักบนปกจึงเป็นแสง Dappled light ที่ส่องผ่านใบไม้ลงบนตัวบ้าน สื่อถึงความงามที่สะท้อนลงมาจากดวงอาทิตย์ให้เราเห็นทุกวัน

ในส่วนของสไตล์งานอาร์ตบนปก เล่มนี้เลือกใช้เทคนิคสีไม้ที่มีทั้งมีความละมุนละไมและความเหงา พาเลตต์สีที่ใช้จะไม่ใช่สีที่ตัดกันแรง ๆ แต่กลืนเข้าหากันตาม Mood เรื่องที่มีทั้งดาร์ก ๆ หม่น ๆ ปนกับเมสเสจอบอุ่นหัวใจ โดยให้สีของผนังในบ้านเข้มกว่าสีของผนังนอกบ้านเพื่อสื่อว่า ข้างในนั้นเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับความเศร้า ใช้ลูกโป่งสื่อถึงวัยเยาว์ที่ทุกคนอยากหวนกลับไปหา เมื่อพบเจอความล้มเหลวจากชีวิตวัยผู้ใหญ่ที่มีหลากสี ก็หมายถึงโทนสีของสภาวะจิตใจที่ตัวละครมองเห็นจากผู้คน และจะมีลูกโป่งใบหนึ่งที่เป็นสีแดงก่ำปนเขียวคล้ำ โดดเด่นออกมาจากใบอื่น ๆ ซึ่งเป็นสีเดียวกับที่แต้มอยู่บนไหล่ของตัวละคร เนื่องจากเป็นสีที่หมายถึง ‘ความอยากตาย’

ดังที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ระบุไว้ว่า เป็นนิยายที่เล่าเรื่องราวของ ‘ปราณ’ ตัวละครที่มีความสามารถพิเศษคือการมองเห็นสีสภาวะจิตใจของผู้คนได้ ทั้งสีเขียวอมฟ้าที่ระบุว่าคน ๆ นั้นมีอารมณ์สดชื่น หรือสีชมพูอ่อนหมายถึงความสบายใจ ไปจนถึงสีประกายสีทองที่สะท้อนถึงความหวัง แต่แล้ววันหนึ่งเขาเริ่มมองเห็นสีแปลก ๆ เป็นสีแดงก่ำปนเขียวคล้ำ ที่หมายถึงความรู้สึกหรือความคิดของ ‘การอยากตาย’ ขึ้นมา ปราณจึงชักชวนผู้คนที่มีสีแปลก ๆ เหล่านั้นมาอาศัยอยู่ด้วยกันในเซฟเฮาส์เพื่อหยุดพักจากความกดดันจากโลกภายนอก แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้เศร้าจนกว่าใจจะเบาลง ซึ่งเล่มนี้ก็เป็นหนังสือแนวฮีลใจ อ่านแล้วก็เหมือนการมีเพื่อนคอยปลอบยามมีความรู้สึกเปราะบาง อ่อนไหว ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ผิดเลยที่เราจะมีความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นมาได้

“ปีนี้ P.S. อยู่ที่บูธ K16 ยิ่งใหญ่อลังการ แต่งบูธตามธีม Journey หรือการเดินทาง มีรถ Book
Truck ได้ฟีลขายของตามโร้ดทริป มีมุมนั่งเล่นให้พักถ่ายรูปเก๋ ๆ มีสตาฟน่ารัก ๆ คอยป้ายยา
แล้วก็มีหนังสือปกสวย ๆ ที่จะอยู่เป็นเพื่อนคนอ่านในทุกช่วงการเดินทางของชีวิตเลย”

อันตา จิตตาศิรินุวัตร, บรรณาธิการเล่ม สำนักพิมพ์ P.S.

3. Salt Publishing บูธ Q25

เทคโนศักดินา (Technofeudalism: What Killed Capitalism)
เขียนโดย Yanis Varoufakis
แปลโดย อภิชาต สถิตนิรามัย และ นภนต์ ภุมมา

หนังสือปกสีเหลืองสวยเด่น สไตล์อาร์ตเวิร์กสมมาตร มีความทันสมัยและอินเตอร์ ‘ชวณัฐ สุวรรณ’ หรือ ‘Wonderwhale’ ผู้ออกแบบปกหนังสือเล่มนี้เล่าที่มาที่ไปของการออกแบบให้เราฟังว่า ไอเดียของอาร์ตเวิร์กบนปกนั้นคือภาพล้อปิรามิดชนชั้นในระบบทุนนิยมเดิม แต่เปลี่ยนตัวละครใหม่ให้สอดรับกับแนวคิด ‘เทคโนศักดินา’ ที่ผู้ถือครองแพลตฟอร์มเทคโนโลยีกลายมาเป็นผู้มีอำนาจนำ ส่วนนายทุนเจ้าของกิจการที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านั้นกลายมาเป็นเพียงผู้เช่า ส่วนแรงงานในกิจการต่าง ๆ ตกไปอยู่ลำดับล่างสุดที่ถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด

โดยเลือกสไตล์ของภาพเป็นแบบ Pictogram ขาวดำ ที่ดูเหมาะกับการเล่าเรื่องในลักษณะแผนภาพแบบนี้ ส่วนแบบตัวอักษรพาดหัวเลือกใช้ตัว Slab Serif ทรงแคบที่มีความหนา เพื่อให้ฟิตกับพื้นที่แคบของปกและคงความโดดเด่นร่วมไปกับภาพพีระมิดชนชั้นฯ สำหรับสีพื้นหลังเลือกใช้สีเหลืองนีออนคล้ายสีปากกาไฮไลเตอร์ ที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นอุตสาหกรรม และเตะตาเมื่ออยู่ร่วมกับสไตล์ของภาพโดยรวม

ซึ่งเนื้อหาหลักของภาพที่สะท้อนเรื่องของทุนใหม่ทางเทคโนโลยีนั้นก็สอดคล้องกับเนื้อหาภายในหนังสือที่กำลังเล่าว่า จนถึงตอนนี้ โลกของเราอาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยฟันเฟืองที่เรียกว่าทุนนิยมเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่กลับกำลังถูกกลไกของแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดมหึมาแทนที่ เพราะมันเป็นทั้งพื้นที่ที่ผู้คนต้องเข้าไปทำงาน ซื้อขาย และใช้ชีวิต จนทำให้อำนาจทางเศรษฐกิจจึงค่อย ๆ ย้ายออกจากตลาดแบบเดิม ไปสู่โครงสร้างดิจิทัลที่มีเจ้าของคือผู้ครอบครองแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไปโดยปริยาย เสมือนเป็นระบบศักดินารูปแบบใหม่ หากเราตั้งคำถามกับมันด้วยแว่นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ เสรีภาพ และอนาคตของความเป็นประชาธิปไตย

เมื่อเราได้ลองอ่านเนื้อหาภายในเล่ม และเข้าใจสาระสำคัญที่หนังสือต้องการบอกเรา เราก็จะเข้าใจสัญญะของภาพปกที่เป็นภาพล้อเลียนพีระมิดชนชั้นฯ ได้ในทันทีเลย

ทำเนียบนักต้มตุ๋น (Rogues: True Stories of Grifters, Killers, Rebels and Crooks)
เขียนโดย Patrick Radden Keefe
แปลโดย สุวิชชา จันทร

ต่อกันด้วยหนังสืออีกเล่มที่เราชอบการออกแบบเป็นพิเศษ องค์ประกอบและรายละเอียดของความสืบสวนสอบสวน ลึกลับ และความวุ่นวายบนปกมันช่างดึงดูดสายตาเสียเหลือเกิน เบื้องหลังของการออกแบบปกหนังสือเล่มนี้ ‘ชวณัฐ สุวรรณ’ เล่าให้เราฟังต่อว่า ไอเดียของสไตล์การออกแบบมาจาก ‘แฟ้มประวัติผู้ต้องสงสัย’ ที่จะมีลายนิ้วมือและชื่อผู้ต้องสงสัยในคดีต่างๆ เพื่อให้สอดรับไปกับเนื้อหาในหนังสือ ที่เน้นวิเคราะห์เจาะลึกเรื่องราวของนักต้มตุ๋น อาชญากร และคนหัวขบถต่าง ๆ

รายละเอียดในการออกแบบจึงเลือกใช้โทนสีแดง เพื่อให้ได้สัญญะเดียวกับตราประทับและการปั๊มรอยนิ้วมือในแฟ้มอาชญากรรม ตัดกับพื้นสีเหลืองส้มคล้ายปกแฟ้มสมัยก่อน ส่วนแบบตัวอักษรเลือกใช้ตัว Gothic sans ที่มี Texture คล้ายกับการปั๊มตรายาง ร่วมไปกับตัว Body text ในสไตล์ตัวพิมพ์ดีด เพื่อขับเน้นความเป็นแฟ้มอาชญากรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ไม่บอกก็รู้ทันทีเลยว่าเนื้อหาด้านในเกี่ยวกับอะไร เพราะหนังสือเล่มนี้พาเราไปสำรวจชุดข้อมูลต่าง ๆ ของ 12 เรื่องจริงสุดอื้อฉาวของเหล่านักต้มตุ๋น มือสังหาร และกบฏที่สั่นคลอนโลก ตั้งแต่เล่ห์เหลี่ยมของนักปลอมไวน์ระดับโลก การหักหลังอันน่าสลดในครอบครัวมาเฟียเนเธอร์แลนด์ ไปจนถึงเบื้องหลังการตามล่าราชายาเสพติดผู้เป็นตำนาน อย่าง เอล ชาโป ผ่านวิธีการเล่าที่สนุก น่าติดตาม และลุ้นระทึกไม่แพ้เรื่องแต่ง แต่นี่คือเรื่องจริงที่จะทำให้เราเห็นว่า โครงสร้างอำนาจและจริยธรรมผ่านชีวิตมนุษย์ที่ดูธรรมดาสามัญ แต่กลับเล่นกับกติกาของสังคมได้อย่างแนบเนียนและแสบสัน ชวนให้ตั้งคำถามว่าภายใต้หน้ากากที่โลกยกย่อง อะไรคือแรงผลักดันให้พวกเขากลายเป็นอาชญากรที่อันตรายที่สุดของโลกใบนี้

“อยากเชิญชวนคนที่กำลังมองหาหนังสือ non-fiction อ่านสนุก มีความเนิร์ด มีส่วนผสมหลายศาสตร์ในเล่มเดียว แวะมาลองเลือกหนังสือที่บูธ SALT ดูครับ น่าจะมีเล่มใดเล่มหนึ่งโดนใจแน่นอนครับ”

ชวณัฐ สุวรรณ (Wonderwhale), ผู้ออกแบบปกหนังสือทั้ง 2 เล่ม ของสำนักพิมพ์ซอลท์

4. Bookscape บูธ I02

คำสารภาพของหน้ากาก (Confessions of a Mask)
เขียนโดย มิชิมะ ยูกิโอะ
แปลโดย บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์

หนังสือที่มีหน้าปกเรียบหรู สวยงาม โดดเด่นด้วยการเลือกใช้สี การไล่โทน และการจัดวางอค์ประกอบภาพ ‘อรรถกานท์ จ้อยศิริ’ ฝ่ายศิลปกรรม ของสำนักพิมพ์บุ๊คสเคป เล่าที่มาที่ไปของการออกแบบปกหนังสือเล่มนี้กับเราว่า ตัวเรื่องราวเองมันเกี่ยวข้องกับการปกปิดตัวเองและความขัดแย้งภายในความรู้สึกของตัวเอกที่ชื่อ ‘โคจัง’ ระหว่างความเป็นชายที่แข็งแกร่ง กับความอ่อนไหว ซึ่งเขาจำเป็นต้องซ่อนมันไว้ใต้หน้ากากของบรรทัดฐานขนบธรรมเนียมในแบบญี่ปุ่นสมัยนั้น ที่ต่างจากรสนิยมทางเพศของตัวเอง

หนังสือต้นทางฉบับภาษาญี่ปุ่นเลือกใช้ภาพถ่ายของผู้ชายคนหนึ่งแบบ Close-up ที่เห็นสีหน้า แววตาที่สะท้อนพลังบางอย่าง และมีดอกไม้อยู่บริเวณปาก ซึ่งให้ความรู้สึก Contrast กัน ทำให้ฉบับแปลภาษาไทยเล่มนี้เลือกใช้องค์ประกอบหลักเป็นหน้ากากแบบญี่ปุ่นที่สอดคล้องกับชื่อเรื่อง การปกปิดบางอย่างภายนอกเอาไว้ และดอกลิลลี่ที่สื่อถึงความอ่อนไหว เปราะบาง และมีความงามโดดเด่น จึงเลือกมาใช้เป็นตัวแทนนำเสนอสภาวะภายในจิตใจที่แท้จริงของโคจัง

สำหรับชุดสี พื้นปกเล่มนี้เลือกใช้สีน้ำเงินที่ให้ความรู้สึกเคร่งขรึม แต่สีพิเศษที่ใช้ในการพิมพ์ทำให้รู้สึกมีมิติบางอย่างมากขึ้น ทำให้รู้สึกถึงความสงบ แต่ก็ไม่ได้เรียบนิ่งขนาดนั้น ขณะเดียวกันในส่วนของดอกลิลลี่เลือกใช้สีเหลืองซึ่งเป็นสีคู่ตรงข้าม เพื่อแสดงถึงตัวตนที่มันปริแตกออกมาจากตัวละครหลัก โดยถูกแทนด้วยหน้ากากที่มีรอยแยกออกมาตรงกลาง และมีดอกไม้แทรกออกมาจากรอยแยกเหล่านั้น และหากถอยออกมาดูภาพรวมจะรู้สึกได้ว่าตัวปกมีความเป็น Grid สูง ความสมมาตรซ้าย-ขวา บน-ล่าง สะท้อนถึงกรอบหรือขนบธรรมเนียมบางอย่าง และความกดดันที่ตัวละครต้องเจอภายในเรื่อง

ซึ่งความกดดันภายใต้ความเป็นญี่ปุ่นที่ว่า มาจากเส้นเรื่องที่เล่าถึง ‘โคจัง’ เด็กชายผู้เติบโตมาพร้อมความลับจากรสนิยมพิสดารตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มที่ฉีบจากขนมธรรมเนียมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือเอามาก ๆ ทั้งความหลงใหลในเพศชาย ชอบภาพวาดนักบุญเปลือยกายผู้ถูกศรแทงร่าง ไปจนถึงจินตนาการดิบเถื่อน ต่อสรีระของเพื่อนชาย และความหมกมุ่นลุ่มหลงต่อความตายอันหอมหวาน โดยสิ่งต้องห้ามเหล่านี้ทั้งหมดล้วนต้องถูกซ่อนจากสังคม ผ่านหน้ากากของความปกติทางสังคมในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ผสมผสานกลิ่นอายวรรณกรรมและปรัชญาตะวันตกเข้ากับความลุ่มลึกซ่อนเร้นแบบตะวันออกได้อย่างงดงามและน่าสนใจ

ไขปริศนาแห่งความตาย กลไกการแก่ชรา และภารกิจสู่ชีวิตอมตะ (Why We Die)
เขียนโดย Venki Ramakrishnan
แปลโดย สุวิชชา จันทร

อีกปกหนังสือที่น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ไฮแฟชั่น โดดเด่นด้วยปกหนังสือสีน้ำเงินที่ตัดกับเส้นบาง ๆ สีเขียวของทั้งฟอนต์และกราฟิกประกอบเล่ม ‘จิรัชยา หงษ์แก้ว’ ฝ่ายศิลปกรรม ของสำนักพิมพ์บุ๊คสเคป เล่าที่มาที่ไปของการออกแบบปกหนังสือเล่มนี้กับเราว่า แต่เดิมไอเดียของหน้าปกก็มีหลายตัวเลือกที่จะใช้นำเสนอกับผู้อ่าน ตั้งแต่ไอเดียของการหยิบความเป็นไทยที่เข้าถึงได้มานำเสนอ ผ่านไอเดียของสัญญะการใช้ธูป 1 ดอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายตามความเชื่อของคนไทย กับรูปร่างของดีเอ็นเอที่สื่อถึงความเป็นวิทยาศาสตร์มารวมเข้าไว้ด้วยกัน หรือไอเดียที่หยิบองค์ประกอบสำคัญบนหน้าปกหนังสือเวอร์ชันภาษาอังกฤษ ที่เป็นรูปนาฬิกาทรายวางนอนลงกับพื้นราบ และตัวทรายด้านในก็อยู่ในระดับระนาบไปกับพื้นจนไม่มีการไหลเกิดขึ้นภายใน สื่อถึงความตายนั่นเอง

จนสุดท้ายสรุปได้ว่าไอเดียของหน้าปกแบบสไตล์ไทย ๆ อาจสร้างความหมิ่นเหม่ในการสื่อสาร จึงเลือกเอาไอเดียที่ต่อยอดมาจากปกหนังสือเวอร์ชันภาษาอังกฤษมาเป็นสารตั้งต้นแทน โดยจากรูปร่างนาฬิกาทรายที่มีความคล้ายภาพถ่ายจริงบนพื้นหลังสีขาว และมีตัวทรายด้านในเป็นเหมือนของเหลวไล่โทนสี ก็หยิบมาออกแบบใหม่ให้กลายเป็นลายเส้นเวกเตอร์ ผสมผสานกับความเป็นดีเอ็นเอตามเรื่องราวในเล่มที่เล่าเกี่ยวกับชีวโมเลกุล

ในส่วนของชุดสีและฟอนต์ เลือกใช้ชุดสีพิเศษอย่างโทนสีน้ำเงิน-เขียว ที่น่าจะมีความแปลกใหม่ และแตกต่างจากหนังสือ Non-fiction ที่เล่าเกี่ยวกับชีววิทยาของชีวิตและความตาย อีกทั้งภาพรวมบนปกใช้สีน้ำเงินเป็นหลัก ขณะที่องค์ประกอบหลักทั้งเส้นเวกเตอร์ และฟอนต์สไตล์วิทยาศาสตร์ที่มีความโค้งมนในบางจุดนั้นใช้สีเขียว และเป็นองค์ประกอบมีความบาง ไม่ตะโกนมากผ่านความหนาจนเกินไป เพราะลำพังโทนสีเขียวก็ค่อนข้างโดดเด่นออกมาจากสีน้ำเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ตัวเล่มดูมีความเป็น New Science ทันสมัย และมีความล้ำแฝงอยู่

อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ที่สะท้อนออกมาผ่านหน้าปก มาจากเนื้อหาภายในเล่มที่เล่าเรื่องราวของความตาย ผ่านมุมมองในยุคปัจจุบันที่คนส่วนมากมักหาทางยืดอายุตัวเองให้ยืนยาว เป็นหนุ่มเป็นสาวนานขึ้น แต่ที่สำคัญกว่าการยืดอายุชีวิตแห่งความเยาว์ คือการตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงต้องตายจากโลกใบนี้ไปด้วยต่างหาก หนังสือเล่มนี้จึงชวนเราไปค้นหาคำตอบเบื้องหลังความตายของสิ่งมีชีวิตผ่านมุมมองวิทยาศาสตร์ พันธุศาสตร์ และจริยศาสตร์ และต่อยอดสู่ประเด็นที่ว่า เราจะเอาชนะขีดจำกัดอายุขัย 120 ปีได้หรือไม่ และหากเราบรรลุความเป็นอมตะได้จริง อะไรคือราคาที่ต้องจ่ายในทางศีลธรรมและสังคม หากเรามัวแต่หาหนทางยืดอายุขัยกันไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ซึ่งนอกจากจะเล่าเรื่องเบื้องหลังความตาย จุดสำคัญของเรื่องคือการพาเราไปค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ เพื่อทำให้ตั้งแต่วินาทีนี้ เราได้เริ่มใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย มีสุขภาพที่ดี ก่อนจะถึงลมหายใจสุดท้ายไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม

“ทีมงานทุกคนตั้งใจคัดหนังสือเพื่อให้ทุกคนได้สนุก แล้วได้แง่คิดใหม่ ๆ ทุกครั้งที่เปิดอ่าน ไม่ว่าจะเป็น Fiction หรือ Non-fiction มันก็จะแฝงประเด็นอะไรบางอย่างให้ทุกคนเสมอ อยากชวนทุกคนมาที่บูธ I02 กันนะคะ”

อรรถกานท์ จ้อยศิริ, ฝ่ายศิลปกรรม สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป

“ปีนี้เรามีการคิดธีมบูธที่ค่อนข้างมีความหลากหลาย แล้วเราก็นึกถึงคำว่า Possible ขึ้นมา เพราะโลกแห่งการอ่านหนังสือมันสามารถพาเราไปเจอความเป็นไปได้หลาย ๆ อย่างมากมาย อาจจะอ่านแล้วสนุก อ่านแล้วได้แนวคิดใหม่ ๆ หรือได้ศึกษาอะไรใหม่ ๆ กับมันก็ได้ เราเลยใช้สัญลักษณ์แบบ Power Ranger ที่จะชวนทุกคนมาทำภารกิจพิชิตความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในชีวิต ผ่านการอ่านหนังสือ อยากให้ทุกคนมาเยี่ยมบูธ I02 พบเจอกับ Book staff และพี่ ๆ ฝ่ายขายทุกคนเลยค่ะ”

จิรัชยา หงษ์แก้ว, ฝ่ายศิลปกรรม สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป

5. Biblio บูธ N16

จงบอกความปรารถนาเมื่อซาตานปรากฏ (Clover)
เขียนโดย นาฮเยริม
แปลโดย สุมาลี สูนจันทร์

หนังสือที่มีกลิ่นอายบนหน้าปกเด่นชัดด้วยรูปแมวอ้วนตัวยักษ์ใหญ่คับเมือง ที่มีตรงดวงตามีแสงชวนฉงนว่ามันคืออะไรกันแน่ ‘สุรัตน์ กมลทกาภัย’ Graphic Designer ของสำนักพิมพ์บิบลิโอ เล่าที่มาที่ไปให้เราฟังว่า ไอเดียบนปกเป็นการหยิบเอาตัวละคร ‘เฮเลล’ แมวดำร่างแปลงของซาตานที่มาโลกมนุษย์เพื่อตามหาคนดีแล้วล่อหลอกให้เข้าสู่ด้านมืด กับตัวละคร ‘ฮย็อนจ็องอิน’ เด็กหนุ่ม ม.ต้น สู้ชีวิต มาเป็นองค์ประกอบหลักของภาพ โดยทางหัวหน้าทีมกราฟิกของสำนักพิมพ์เสนอว่า อยากให้ปกหนังสือเป็นภาพของแมวปีศาจตัวยักษ์ที่กำลังล่อหลอกฮย็อนจ็องอิน เพื่อนำเสนอภาพของเจ้าแมวตัวนี้ให้น่าเกรงขามขึ้น ต่างจากปกหนังสือต้นฉบับที่เป็นแมวดำดูไม่มีพิษภัยแต่แฝงความเจ้าเล่ห์ หรือภาพของบันไดเพนโรส (Penrose stairs) ที่วนเวียนไม่รู้จบ และมีภาพฝันอนาคตอันสดใสที่เฮเลลแสดงให้จ็องอินเห็นเรียงรายอยู่ตลอดทาง

จากนั้นจึงได้มอบหมายให้คุณจัง (Jung) ผู้ที่เคยร่วมงานวาดปกหนังสือให้กับทางสำนักพิมพ์บิบลิโอแล้วมาหลายปก เป็นผู้วาดให้ เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาของคุณจัง ไม่ว่าจะเป็น Zoo 1-2, นิทานมืด หรือ ราชันกวาง ซึ่งเหมาะที่จะถ่ายทอดบรรยากาศกับเรื่องที่มีความแฟนตาซีของเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของชื่อหนังสือบนหน้าปก เลือกใช้ฟอนต์แบบ Serif หรือฟอนต์มีเชิงฐานที่ดูแหลมมาก ๆ และใส่ดีเทลของใบโคลเวอร์สี่แฉกอันเป็นภาพฝันที่เฮเลลสร้างให้ฮย็อนจ็องอินเห็น ทำให้ดูสว่างวาบเปรียบเหมือนพลังของเฮเลลที่พาเราเข้าไปอีกมิติสู่เรื่องราวภายในเล่ม นอกจากนี้ยังมีการใช้สีพิเศษที่ทำให้ภาพดูมีมิติและบรรยากาศต่าง ๆ ดูแปลกประหลาดมากขึ้นอีกด้วย

ภาพบนหน้าปกเล่มนี้จึงสื่อความหมายถึงเรื่องราวภายในหนังสือเล่มนี้ ที่เป็นนิยายจากเกาหลีใต้ที่ความเป็นแฟนตาซีอยู่ ดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร ‘ฮย็อนจ็องอิน’ เด็กหนุ่ม ม.ต้น ผู้อยู่อาศัยกับยายที่ยากจน มองไม่เห็นอนาคตตัวเอง จนได้มาเจอกับแมวดำตัวหนึ่งที่เข้ามาพยายามหลอกล่อจ็องอินด้วยข้อเสนอยั่วยุที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่แท้จริงแล้วแมวดำตัวนี้คือ ‘เฮเลล’ ร่างแปลงของซาตานที่ลาพักร้อนมาอยู่บนโลกมนุษย์ ทำให้ทางลัดที่จะพาไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นที่ว่านั้นน่าพิศวงกว่าที่คิด ว่าจะพาจ็องอินไปสู่ความสุขได้จริง ๆ หรือไม่นั่นเอง

ศิลปะแห่งการไม่ดิ้นรนฉบับคนฝรั่งเศส (The French Art of Not Trying to Hard)
เขียนโดย ออลลีวีเย ปูร์รียอล
แปลโดย สธน ตันตราภรณ์

ปิดท้ายหนังสือที่มีหน้าปกสุดชิล เห็นแล้วก็รู้สึกถึงความสบายอกสบายใจได้ในทันทีเลย ที่มาที่ไปของปกหนังสือเล่มนี้ ‘สุรัตน์ กมลทกาภัย’ เล่าให้เราฟังต่อว่า หยิบเอาไอเดียมาจากเรื่องราวภายในเล่มที่เล่าเรื่องของรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวปารีสที่นิยามว่า ‘Facile’ ที่เชื่อว่า เราไม่ต้องพยายามจนเกินไป ใช้ชีวิตให้สบาย ก็สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้เช่นกัน หัวหน้าฝ่ายกราฟิกของสำนักพิมพ์บิบลิโอจึงเสนอว่า ภาพปกควรจะเล่าภาพรวมของการใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง การเดินเล่น หรือเอนกาย ปล่อยใจเพื่อเปิดรับสิ่งต่าง ๆ และเก้าอี้ Luxembourg Low Armchair สีเขียวสุดไอคอนิกอันเป็นภาพจำหากได้ไปเดินที่สวนในฝรั่งเศส เป็นเก้าอี้ที่ถูกผลิตโดยช่างฝีมือตั้งแต่แต่ปี 1920 เพื่อวางในสวนลุกซ็องบูร์

หลังจากได้บรีฟและไอเดียของเล่มนี้ ทางสำนักพิมพ์นึกถึงผลงานของคุณจิ๊กซอว์ (Viwenny) ขึ้นมา เป็นนักวาดที่สามารถถ่ายทอดวิวทิวทัศน์ออกมาได้แบบ Impressionism มาก ๆ จึงอยากให้คุณจิ๊กซอว์ถ่ายทอดบรรยากาศสวนในตอนสายของปารีส ความชิลของผู้คนที่ออกมาพักผ่อน ผ่านภาพสไตล์ René Magritte ที่ข้าวของต่าง ๆ ลอยอยู่ ทำให้เกิดภาพที่แม้จะไม่เห็นแม้แต่คนเดียวอยู่ในภาพ แต่ผู้อ่านก็สามารถจินตนาการได้ถึงอิริยาบถ และแทนตัวเองเข้าไปในความชิลที่เกิดขึ้นได้ จากนั้นจึงได้เลือกใช้ฟอนต์ที่มี Styling นิด ๆ แต่ไม่โดดเด่นจนเกินไป รวมถึงเลือกใช้โทนสีโดยรวมกลมกลืนไปกับบรรยากาศในภาพ ยกเว้นชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่ใช้สีน้ำเงินดึงมาจากสีธงชาติฝรั่งเศส ปั๊มด้วยฟอยล์ เพื่อให้มีความสงบนิ่งแต่มีระดับขึ้นมา

ความชิลทั้งหมดภายในเล่มนี้สะท้อนถึงมุมมองของปรัชญาฝรั่งเศสที่ว่า “Je ne sais quoi” หรือ “ศิลปะของการไม่พยายาม” แนวคิดที่เชื่อว่า เสน่ห์ ความงดงาม และความสำเร็จบางอย่างเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อมันดูเหมือนไม่ได้พยายามเลย เพราะมันใช้จังหวะจะโคนที่เหมาะสมที่ชีวิตเราจะพัดพาไปมากกว่า ซึ่งเนื้อหาในเล่มก็จะเป็นการรวมเอาเรื่องเล่าและมุมมองของนักคิด ศิลปิน และบุคคลสำคัญหลายคน อย่าง เรอเน เดการ์ต, ลุดวิก วิตต์เกนสไตน์, สต็องดาล, มีแชล เดอ มงแตญ และอแล็ง มาอธิบายให้เห็นว่า เป้าหมายบางอย่างในชีวิตจะสามารถบรรลุผลได้ดีขึ้น เมื่อเราไม่ยึดติดกับมัน และยอมให้ทางลัดบางสายพาเราไปถึงปลายทาง เพื่อให้ผู้อ่านได้ลองผ่อนแรงในชีวิตลงเล็กน้อย ปล่อยวางบางอย่างลงได้บ้าง ไม่ต้องพยายามจะควบคุมทุกอย่างจะเราหมดแรงไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้

“งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติรอบนี้ บิบลิโอได้ออกหนังสือมาจำนวนมาก พร้อมเสิร์ฟผู้อ่านทุกแนวและช่วงวัย หากสนใจเล่มไหนสามารถแว่บเข้าไปหยิบ จับ ดู พูดคุยกับสตาฟได้ รวมถึงรอบนี้เรามีธีมเป็น Biblio Summer Club ซึ่งเข้ากับการหนีร้อนมาพึ่งเย็นในงานช่วงนี้มาก ๆ”

สุรัตน์ กมลทกาภัย, Graphic Designer ของสำนักพิมพ์บิบลิโอ

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป