ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน

“ท่านทั้งหลาย ขอให้เรารักกันและกัน เพราะความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รักก็เกิดจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราโดยข้อนี้…” 

บางส่วนจากพระคัมภีร์ไบเบิล ยอห์น 4:7

ในงานแถลงข่าวการจัดงาน Bangkok Pride Festival 2024 ท่ามกลางผู้คนมากมายสายตาเราสอดส่ายไปเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อสกรีนลายถ้อยคำสีรุ้ง “ยืนยันความหลากหลายทางเพศเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า รับรอง LGBTQIA+ เป็นครอบครัวพระเจ้า” ในตอนนั้นสมองของเราพยายามประมวลผลมากมาย หลายคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้กำลังเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ แต่ชายคนนี้นอกจากจะเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ยังเรียกร้องความเท่าเทียมทางศาสนาด้วยในเวลาเดียวกัน เพศ ศาสนา และความเป็นมนุษย์ สามสิ่งที่ดำรงอยู่ในบุคคลเดียวแต่กลับถูกแยกออกมาตลอด ถูกปกปิด บิดเบือน และพยายามลบเลือนมัน ทว่ากลับมีคนมองเห็นและพยายามเรียกร้องให้ทั้งหมดหลอมรวมเป็นสิ่งเดียว

ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน

ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน ผู้ก่อตั้งกลุ่มลำธารสีรุ้ง ที่มีจุดหมายมุ่งในการผลักดันให้ LGBTQIA+ สามารถปฏิบัติศาสนกิจของศาสนาคริสต์ภายใต้น้ำพระทัยของพระเจ้า ด้วยความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศวิถีใด ล้วนมีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือใช้ชีวิตในรูปแบบที่ตนเองต้องการ โดยซันแนะนำตัวให้เรารู้จักผ่านวิธีการคิด เรื่องราวในชีวิต รวมถึงความเป็นมาของลำธารสีรุ้ง ซึ่งบทสนทนานี้เกิดขึ้นในร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใจกลางกรุง ท่ามกลางผู้คนโดยรอบที่ต่างพากันเร่งรีบและวุ่นวาย ทว่าเรื่องราวของเขากลับทำให้เรานิ่งเงียบ จดจ่อ และสนใจ

จุดเริ่มต้นของชีวิต ความคิด และศาสนา

ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวคริสเตียนที่ค่อนข้างเคร่งศาสนา เข้าโบสถ์และอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ พ่อแม่ของผมปลูกฝังให้อ่านพระคัมภีร์ก่อนนอนทุกคืน ถ้านับตั้งแต่เปิดอ่านบทปฐมกาลครั้งแรกจนถึงตอนนี้ ผมน่าจะอ่านจบไปเกิน 10 รอบแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้า ศาสนา และพระคัมภีร์จึงผูกติดกับตัวตนของผมมาโดยตลอด พอเติบโตขึ้นมาในระดับมหาวิทยาลัย ในช่วงที่มีการตั้งคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องการเรียนจบแล้วจะไปทำอย่างไรต่อ เป้าหมายของชีวิตที่แท้จริงคืออะไร ตกลงเราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ เงินทอง ชื่อเสียง หรือศาสนา สุดท้ายคำตอบก็ถูกขัดเกลามาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายพบว่า ผมอยากรับใช้ศาสนจักร 

เนื่องจากช่วงที่กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ผมมีความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอื่นด้วยทั้งพุทธและอิสลาม อยากรู้ว่าเขาเชื่อในอะไรกัน อยากรู้ว่าความเชื่อของเรามันถูกทางแล้วหรือไม่ ตอนนั้นผมจึงอ่านหนังสือหลายประเภทมาก ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาหรือศาสนา แต่สุดท้ายผมก็ตอบตัวเองได้ว่า ผมเลือกที่จะเชื่อในศาสนาคริสต์ ที่ผมเลือกจะเชื่อในศาสนามันไม่ได้เป็นเพราะผมได้รับพรหรือปาฏิหารย์อะไรจากศาสนานั้น หากแต่เป็นแก่นแกนและหลักธรรมคำสอนของศาสนานั้นมากกว่า ศาสนาคริสต์หล่อหลอมให้ผมได้เป็นคนที่ผมอยากจะเป็น เป็นคนที่อ่อนน้อม เห็นแก่คนอื่น เลือกให้อภัยมากกว่าการแก้แค้น และกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อคนที่ไม่มีปากเสียงในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ชื่อเสียงหรือเงินทองก็ไม่สามารถสร้างให้ผมเป็นคนแบบนี้ได้แต่ศาสนาทำได้

ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน

โบสถ์ สถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยความรักที่อาจมีเงื่อนไข

ผมมองว่าโบสถ์มีภาพลักษณ์ที่ดีเกี่ยวกับสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยความรักและการโอบกอดอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งความรักเป็นแก่นหลักจากคำสอนของพระเจ้า ในบรรดาคำสอนทั้งหมดจะมีคำสอนหนึ่งที่สำคัญมากคือ พระเยซูบอกให้เรารักทุกคน จงรักเพื่อนบ้านให้เหมือนรักตัวเอง ซึ่งเพื่อนบ้านในที่นี้หมายถึงมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะรวย จน มีชื่อเสียง ไร้ตัวตน หรือเพศสภาพใด พระเยซูบอกให้เรารักทุกคน ผู้ที่ไม่สามารถรักคนอื่นได้ก็ไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติมากหากคุณเดินไปโบสถ์แล้วจะได้รับความรัก  

แต่เมื่อเติบโตมากขึ้น ได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น ผมพบว่าความรักนี้มันมีเงื่อนไข มันมีกฎเกณฑ์มากมายที่ระบุว่าพวกเขาจะรักคุณได้ก็ต่อเมื่อ… แล้วตามด้วยข้อกำหนด 1 2 3 4 ที่มีลิสต์ยาวมาก แต่เพื่อความยุติธรรมก็ต้องบอกก่อนว่า หลักความเชื่อของคริสเตียนคือ ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินเข้ามาหาพระเจ้าที่โบสถ์ต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งการได้มาซึ่งชีวิตที่ดีขึ้นตามนิยามความเชื่อของพวกเขาอาจไปจำกัดสิทธิ์ริดรอนชีวิตใครในหลายครั้ง เช่น หากคุณอยากเป็นผู้หญิงที่ดี คุณต้องมีมารยาทและไม่พูดมาก หากคุณอยากเป็นคนที่ดีและพระเจ้าโอบกอด คุณต้องไม่เป็นเกย์และรักผู้หญิงเท่านั้น เพราะการรักคนเพศเดียวกันเป็นบาป ซึ่งพวกเขาก็จะมีชุดความคิดที่เชื่อว่าทำสิ่งนี้แล้วมนุษย์คนหนึ่งจะเป็นคนดี 

มีชุมชนชาว LGBTQIA+ ในโบสถ์เยอะไหม

ถ้ายึดตามสถิติแล้วมันควรจะเยอะ เพราะถ้าประชากรชาว LGBTQIA+ มีประมาณ 5% จากจำนวนประชากรทั้งหมด นั่นเท่ากับว่าใน 100 คน จะมีคนที่มีความหลากหลายทางเพศ 5 คน ขณะที่ชาวคริสเตียนในประเทศไทยมีประมาณ 600,000 คน ดังนั้นก็น่าจะมี LGBTQIA+ ประมาณ 30,000 คน ที่เป็นชาวคริสเตียน ทว่าเอาเข้าจริงแล้วผมพบเจอคนที่มีความหลากหลายทางเพศในโบสถ์ค่อนข้างน้อย แต่กลับเจอในโลกออนไลน์ที่ไม่เปิดเผยตัวตนมากกว่า แน่นอนว่าส่วนใหญ่พวกเขาพยายามปิดบังตัวตน เพราะการเป็น LGBTQIA+ ในโบสถ์เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเปิดเผยกัน มันเป็นเรื่องที่พูดในโบสถ์ไม่ได้ ต้องปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้น ดังนั้นเวลามาโบสถ์ทุกคนก็จะพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้ ความจริงมันอาจจะมีเยอะ เพียงแต่เขาไม่พูดกัน 

ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน

หากมีคนในโบสถ์รู้ว่าคุณเป็น LGBTQIA+ พวกเขาจะมีวิธีปฏิบัติต่อคุณอย่างไร

เรื่องนี้มันแล้วแต่บริบทของแต่ละโบสถ์ แต่ส่วนใหญ่ถ้ามีคู่รักเพศเดียวกันเดินจับมือเข้ามาในโบสถ์เมื่อ 30 ปีก่อน พวกเขาอาจจะไล่คุณออกไป เพราะพวกเขาเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ป่วย ผิดปกติ และมั่วสุมกับความชั่วร้าย แต่สถานการณ์ในทุกวันนี้ดีขึ้นเล็กน้อย ถ้าพวกเขารู้ว่าคุณเป็น LGBTQIA+ แล้วมาโบสถ์ พวกเขาก็จะยอมให้เข้ามานั่งโดยไม่สนใจคุณ แต่หากคุณเดินจับมือมากับคนรัก สิ่งแรกที่เขาอาจจะทำคือเดินเข้ามาพูดด้วยถ้อยคำอ่อนน้อมในทำนองว่า คุณอยากเป็นคริสเตียนต่อหรือไม่ ถ้าอยากคุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพระเจ้า และเขาจะนำคุณไปสู่ขั้นตอนของการบำบัด เพื่อเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศ หรือที่กำลังนิยมในช่วงนี้เรียกว่า Conversion Therapy

Conversion Therapy คืออะไร

Conversion Therapy เป็นวิธีการบำบัดเพื่อเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งรายละเอียดและวิธีการก็จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละโบสถ์ บางที่ก็จะใช้วิธีการสวดภาวนาคล้ายกับการไล่ภูติผี เพราะพวกเขาเชื่อว่ากลุ่มคนรักเพศเดียวกันนั้นถูกวิญาณร้ายสิงสู่ ในบางที่มองว่าการรักเพศเดียวกันเกิดจากอาการป่วยทางจิต พวกเขาก็จะใช้วิธีสวดภาวนาให้ LGBTQIA+ หายจากอาการที่ป่วยที่เป็นอยู่ หรือบางที่มองว่าการเป็น LGBTQIA+ เกิดจากการถูกคุกคามทางเพศในวัยเด็ก พวกเขาก็จะพาไปรักษาด้วยการพบจิตแพทย์ แต่ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม ทุกกระบวนการถูกทำขึ้นภายใต้แนวคิดและความเชื่อเดียวกันที่ว่า บนโลกนี้มีเพียงชายจริงหญิงแท้เท่านั้น การเป็นเพศอื่นถือเป็นเรื่องผิดปกติ ดังนัั้นต้องเปลี่ยนให้กลับมาเป็นปกติ 

ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน

ผลกระทบจากความพยายามเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศ

ผมเป็นหนึ่งในคนที่พยายาม Call Out ว่าวิธีการแบบนี้มันไม่ได้ผล ถ้าจะมีสักสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับศาสนาที่เราสามารถเรียนรู้จากโลกตะวันตกได้คือ Conversion Therapy มันล้มเหลว ถ้าดูจากสถิติคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศได้จริงนั้นเป็นส่วนที่น้อยมาก ในทางกลับกัน คนที่เข้ารับการบำบัดแล้วได้ผลสัมฤทธิ์ที่ไม่เป็นจริงแล้วออกไปใช้ชีวิตตามที่ศาสนาคาดหวังมักล้มเหลวในชีวิตคู่และครอบครัว คนที่แสร้งว่าสามารถกลับมารักตรงเพศได้ แล้วไปแต่งงานกับหญิงหรือชายอีกคน สุดท้ายก็ไม่มีความสุขเพราะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง ส่งผลต่อชีวิตคู่ บุตร และครอบครัว พูดกันตามตรงหากสถาบันครอบครัวของคุณล้มเหลว ศาสนจักรไม่ได้มีส่วนช่วยหรือรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะผมเชื่อว่า Sexual Attraction คนส่วนใหญ่เลือกเองไม่ได้ มันเป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้นมันไม่สามารถเปลี่ยนกันง่าย ๆ ด้วยการบำบัดอะไรสักอย่าง

ในพระคัมภีร์ไบเบิลมีคำสอนหรือวรรคตอนใดที่บ่งบอกว่าการรักร่วมเพศเป็นสิ่งที่ผิดบาปหรือไม่

พระคัมภีร์มีกฎบัญญัติประมาณ 30,000 ข้อ ในนั้นมี 6 ข้อที่กล่าวถึงคนรักร่วมเพศ ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง อาทิ ในสมัยอิสราเอลโบราณ ผู้นำที่ชื่อโมเสสออกกฎบัญญัติมาว่าห้ามผู้ขายนอนกับผู้ขายด้วยกัน ตรงนี้เหล่าคนที่ยึดมั่นในพระคัมภีร์ตึงมองว่า พระเจ้าไม่ยินดีกับการรักร่วมเพศ หรือในพระธรรมจดหมายของเซนต์พอล เปาโล เขียนไว้ตอนหนึ่งว่ากลุ่มคนรักร่วมเพศไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า ตรงนี้คนก็มองว่า LGBTQIA+ ต้องตกนรกแน่ ดังนั้นต้องเปลี่ยนแปลงเขาเพื่อช่วยเหลือให้ไม่ตกนรก ด้วยความที่ว่าพระคัมภีร์ไบเบิลถูกปฏิบัติในรูปแบบของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นทุกอย่างที่ถูกบันทึกในคัมภีร์จะถูกอนุมานว่าพระเจ้าเป็นคนพูด ดังนั้นคริสเตียนที่ยึดถือตามตัวอักษรเป๊ะ ๆ ก็จะมองว่าคนรักร่วมเพศไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินสวรรค์

ความหลากหลายทางเพศและศาสนาสามารถดำรงอยู่ควบคู่กันได้ไหม

ผมเชื่อว่าเป็นไปได้และอยากให้มันเกิดขึ้นด้วย ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะได้ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ โดยเฉพาะศาสนาและเพศที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ควรมีใครต้องละทิ้งสิ่งหนึ่ง เพื่อเลือกอีกสิ่งหนึ่ง ทั้งสองสิ่งมันควรดำรงอยู่ร่วมกันได้ คริสเตียนที่เป็น LGBTQIA+ หลายคนเลิกไปโบสถ์เพราะทนเสียงกร่นด่าและกีดกันภายในโบสถ์ไม่ได้ สุดท้ายพวกเขาต้องเอาตัวเองออกมาจากศาสนาแล้วหันไปใช้ชีวิตโดยปราศจากความเชื่อไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น LGBTQIA+ หลายคนเผชิญหน้ากับความสับสนและคำดูถูกจากคนในสังคมมากพอแล้ว หากไร้ซึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ พวกเขาจะยิ่งทุกข์ทรมานมากแค่ไหน ผมมองว่าความจริงแล้วศาสนาควรเข้ามาช่วยซัปพอร์ตตรงนี้ด้วยซ้ำ

ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน

จุดเริ่มต้นของลำธารสีรุ้ง

ผมมีโอกาสได้เจอรุ่นน้องคนหนึ่งที่เขาเป็นคริสเตียนที่เป็น LGBTQIA+ ด้วย เขาเป็นคริสเตียนคนแรกในชีวิตของผมที่เปิดตัวว่าตนเองเป็นเกย์อย่างเปิดเผย ผมพูดคุยกับเขาแล้วพบว่า ในชีวิตที่ผ่านมาเขาพบพานเรื่องราวมามากมาย ถูกสวดขับไล่ผี พาแฟนไปโบสถ์ด้วยไม่ได้ โดนข่มเหงสารพัดวิธี แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมนับถือใจเขาคือ ต่อให้โดนทำร้ายมามากขนาดไหน เขาไม่เคยเลิกเชื่อในพระเจ้าเลยสักครั้ง เขาเปลี่ยนโบสถ์ไปเรื่อย ๆ ขอเพียงได้ร้องเพลงและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกับคนอื่น ๆ แล้วก็มีบทสนทนาหนึ่งที่ยังคงติดค้างในใจผม เขาถามผมว่า ถ้าการเป็นเกย์คือเรื่องผิดบาปชั่วร้าย ดังนั้นเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะแต่งงานหรือมีเซ็กส์ตลอดชีวิตใช่ไหม ผมพยักหน้าตอบเขาเงียบ ๆ แล้วบทสนทนานั้นก็จบลงไป ตรงนี้แหละที่เปรียบเสมือนประกายไฟเล็ก ๆ ที่จุดติดขึ้นในความคิดของผม ผมเลยเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาและเพศวิถี จนได้ไปเจอกับแนวคิด Affirming Theology ที่บอกว่า LGBTQIA+ สามารถเป็นคริสเตียนได้ แต่ผมก็เก็บความเชื่อใหม่นี้ไว้ในใจมาตลอด เพราะรู้ว่าพูดไปผมต้องโดนล่าแม่มดแน่นอน

จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้ยินข่าวว่า น้องคนนั้นเขาฆ่าตัวตาย ซึ่งผมรู้สึกตกใจมากเพราะผมรู้ดีว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาอะไรอยู่ ผมจำเป็นต้องพูดออกมาสักที เพราะสิ่งนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้วในชีวิตของผม หลังจากนั้นผมเลยเริ่มจากการโพสต์เกี่ยวกับแนวคิด Affirming Theology ในเฟสบุ๊กก่อน แน่นอนว่ามีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ด่าทอผมมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจว่า เขาเป็นเกย์ที่เป็นคริสเตียน และเชื่อในแนวคิด Affirming Theology เหมือนกัน มันเลยยิ่งตอกย้ำว่าผมควรทำอะไรสักอย่าง ต่อมาผมเลยสร้างกลุ่ม Line Open Chat เพื่อศึกษาพระคัมภีร์และพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแนวคิด Affirming Theology ร่วมกัน ในช่วงแรกมีคนเข้ามาประมาณ 10 คน ซึ่งตอนนั้นผมก็รู้สึกดีใจมากแล้ว แต่ปัจจุบันนี้มีคนอยู่ในกลุ่มเกือบ 300 คน 

Affirming Theology คืออะไร

เล่าแบบสั้น ๆ คือ แนวคิดที่เชื่อว่า LGBTQIA+ สามารถเป็นคริสเตียนได้ พระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้ต่อต้านกลุ่มคนรักร่วมเพศ ในทางกลับกันพระคัมภีร์สนับสนุนคนทุกเพศด้วยซ้ำ ผมศึกษาแล้วพบว่ามันมีงานวิจัยรวมถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าคุณสามารถเป็น LGBTQIA+ พร้อมกับเชื่อในพระเจ้าได้ เพราะพระคัมภีร์ไบเบิลแน่นหนักมากกับสอนสั่งให้เรารักคนอื่น แต่สารที่เราส่งออกไปทุกวันนี้มันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ซึ่งขัดต่อหลักการแห่งความรักที่พระเยซูพยายามบอกเรามาตลอด ผมรู้สึกว่าตัวเองหลงผิดไปไกลมากแล้วเพิ่งได้มาตาสว่างในวันนี้ ทำไมเราถึงเข้าใจความรักไปในทางความเกลียดชัง

ซัน-สิทธวีร์ ธีรกุลชน

ในต่างประเทศมีโบสถ์ที่ยอมรับแนวคิด Affirimg Theology เยอะหรือไม่

ในต่างประเทศมีโบสถ์ที่ยึดแนวคิด Affirming Theology ค่อนข้างเยอะ ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าในอดีตหลายโบสถ์หลายนิกายทะเลาะและแยกตัวออกมาจากกันก็เพราะแนวคิดนี้ ผมเคยไปอยู่ประเทศแคนาดาช่วงหนึ่ง แล้วเดินทางไปโบสถ์ที่เชื่อใน Affirimg Theology มีคู่รักที่เป็น LGBTQIA+ หลายคู่เดินกุมมือกันเข้ามานั่งในโบสถ์ บาทหลวงเริ่มสวดภาวนา ทุกคนร่วมอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลและร้องเพลง เสร็จแล้วทุกคนก็เดินออกไปจากโบสถ์อย่างปกติ ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ มีฟังก์ชันไม่ต่างจากโบสถ์ทั่วไป ไม่มีหายนะเกิดขึ้น ไม่มีสายฟ้าผ่าลงมา ผมเลยรู้สึกว่า เอ้ย พระเจ้าไม่ได้ลงโทษพวกเขานี่ ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ 

ประเทศในแถบเอเชียก็มีหลายที่ที่ยอมรับแนวคิด Affiriming Theology ที่ฮ่องกงมีประมาณ 5 – 6 โบสถ์ สิงค์โปร์มี 1 โบสถ์ รวมถึงในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ในประเทศไทยเองก็มี 1 โบสถ์ที่เชียงใหม่ ดำเนินการโดยบาทหลวงชาวอังกฤษ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ เท่าที่รู้ยังไม่มี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าการจะทำโบสถ์ Affiriming Theology สักที่ต้องสร้างความเข้าใจให้กับผู้คนในพื้นที่นั้นก่อน ซึ่งต้องอาศัยจำนวนคนและเวลา ซึ่งผมหวังว่าจะได้เห็นภาพนี้ในเร็ววัน

“ภาพแรกที่ผมอยากเห็นคือ พิธีแต่งงานที่เป็น Same Sex Marriage ในโบสถ์ หลังจากกฎหมายการสมรสเท่าเทียมผ่าน ผมอยากให้สิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับ LGBTQIA+ ให้พวกเขาสามารถแต่งงานในโบสถ์เชกเช่นเดียวกันกับคนทุกเพศ ท่ามกลางคำอวยพรของพระเจ้า”

ตลอดบทสนทนาเกือบหนึ่งชั่วโมง ซันทำให้เราเห็นว่าเพศและศาสนาเชื่อมโยงกันอย่างไร ผ่านวิธีคิด ชีวิต และการเปลี่ยนผ่านต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือนเครื่องย้ำเตือนที่ทำให้เราตระหนักและกลับมาไต่ตรองว่า สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ควรดำเนินต่อไปในทิศทางใด เราจะได้เห็นภาพเดียวกันกับซันหรือไม่ อาจต้องปล่อยให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากงล้อแห่งยุคสมัยไม่เคยหวนกลับ มนุษย์เรียนรู้จากอดีตในทุกวัน และกระแสธารแห่งเวลาไหลเชี่ยวไม่รอใคร สักวันเราอาจได้เห็นคนทุกเพศสามารถดำรงอยู่ร่วมกับศาสนาในแบบที่มันควรจะเป็นได้