ท่ามกลางกระแสดราม่าของชาวโซเชียลที่สอดส่องการพาดพิงอดีตแฟนหนุ่มของนักแสดงหญิงชื่อดังของวงการ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือการใช้คำว่า “HIV” เพื่อด่าพาดพิงอีกฝ่ายถึงการกระทำที่ไปในทางชู้สาวสำส่อน แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะอารมณ์โมโหชั่วขณะ รวมถึงยุคโซเชียลมีเดียที่ทำให้ภาพดังกล่าวแพร่กระจายไปอย่างว่องไว แต่คำด่าที่ใช้อคติกับเชื้อ HIV เป็นภาพแทนของ “ความสำส่อน” นั้น อาจจะตอกย้ำความเจ็บปวดต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV รวมไปถึงสร้างอุปสรรคต่อการตรวจรักษาต่อไปอนาคตได้เช่นกัน
HIV ≠ AIDS (ไม่เท่ากับ เอดส์)
เป็นองค์ความรู้ที่หลายองค์กรและหน่วยงาน รวมถึงสื่อต่าง ๆ ได้พยายามนำเสนอมาอย่างยาวนานมากว่า เชื้อ HIV นั้นคือเชื้อไวรัสที่ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งการติดเชื้อไวรัสตัวนี้เป็นได้มากมายหลายทาง แม้ว่าการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยเช่นกัน แต่โอกาสที่เกิดขึ้นได้คือการไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก รวมไปถึงการใช้เข็มร่วม ก็เป็นความเสี่ยงลำดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน
ในขณะที่ AIDS (เอดส์) คือภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้รับการรักษา ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถป้องกันโรคได้ นั่นหมายความว่า ติดเชื้อ HIV ≠ AIDS เพราะโรคเอดส์เป็นภาวะที่เกิดขึ้นหากไม่ได้รับการรักษา ซึ่งในปัจจุบันการพัฒนาทางด้านการแพทย์ ทำให้ “ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV” สามารถเข้ารับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องจนสามารถมีชีวิตที่ดี และไม่พัฒนาเป็นเอดส์ หรืออยู่สถานะที่เรียกว่า U=U: “Undetectable = Untransmittable” คือเมื่อตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอหลังจากรับการรักษาก็จะไม่พบเชื้อในเลือด ทำให้ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ ทำให้ในปัจจุบันผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตปกติ สร้างครอบครัวได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยผู้ที่มีสถานะ U=U ในปัจจุบันจะได้รับยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพไม่ขาดตอน ทำให้ผู้อยู่ร่วมกับ HIV ในปัจจุบันมีสถานะไม่ต่างจากโรคเจ็บป่วยเรื้อรังอื่น ๆ
เชื้อ “HIV” ไม่ได้สะท้อนความสำส่อนเสมอไป
แม้การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยจะเป็นปัจจัยต้น ๆ ในการเพิ่มความเสี่ยงการรับเชื้อ HIV แต่พฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ได้สะท้อนความ “สำส่อน” และไม่จำเป็นต้องใช้การติดเชื้อ HIV เป็นตัวชี้วัด ตัวอย่างเช่น อาชีพ Sex Worker ที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ผู้ทำอาชีพค้าบริการในด้านนี้ ก็มักจะต้องตรวจเลือด และมีเพศสัมพันธ์อย่างป้องกันเสมอ ซึ่งผู้ที่ดูแลตัวเองในด้านนี้อย่างดีเยี่ยมก็ไม่มีความเสี่ยงที่จะต้องสัมผัสเชื้อ แม้จะต้องทำงานในด้านนี้ทุกวัน
เช่นเดียวกัน การสัมผัสเชื้อ HIV สามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายทาง โดยมากเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง ผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล ดังนั้นการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอเกิดขึ้นได้กับทุกสายอาชีพ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารคัดหลั่งทุกวัน ก็จะต้องประเมินตัวเองเพื่อรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่างจากการทำงานในสายอาชีพ Sex Worker รวมไปถึงในปัจจุบันที่เรื่องทางเพศมีการเปิดกว้าง การพัฒนาของการแพทย์เพื่อต่อสู้กับเชื้อ การใช้ยา Prep, PeP (ยาต้านไวรัส HIV แบบฉุกเฉินก่อนและหลังสัมผัสเชื้อ) ร่วมกับถุงยางอนามัย ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นองค์ความรู้ประกอบเพิ่มเติม เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งสาย “แอบแซ่บ” อย่างช่ำชองก็มักจะได้รับองค์ความรู้นี้เพื่อป้องกันตัวเองเช่นกัน
คำด่าที่อาจมี “มิติทางเพศ” ร่วมสร้างอคติ
ภาพเหมารวมที่ยังไม่สามารถแยกออกได้ คือ เชื้อ HIV ถูกพบมากในกลุ่มชายรักชาย ดังนั้นองค์ความรู้ในเรื่องการอยู่ร่วมกับเชื้อ การใช้ยาต้านต่าง ๆ รวมถึงการจูงมือกันไปตรวจเลือดเป็นประจำ มักจะถูกมองว่าเป็นสิ่ง “ปกติ” ที่กลุ่มชายรักชายจะทำกัน ส่วนคู่รักต่างเพศก็จะมองเป็นความสำคัญรองลงไป เช่น ถุงยางอนามัย ถูกมองเป็นเรื่องของเครื่องป้องกันการคุมกำเนิด มากกว่าการป้องกันเชื้อ HIV ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การสัมผัสสารคัดหลั่งเป็นปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นทางตรงเป็นอันดับต้น ๆ
ภาพอคตินี้จึงเพิ่มช่องว่างของคู่รักต่างเพศให้ทิ้งห่างการตรวจหา HIV มากขึ้นไปอีก เพราะการคุมกำเนิดเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า ดังนั้น ยิ่งคำว่า “HIV” ถูกใช้ในบริบทแย่ๆ มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งตอกย้ำอคติที่ทำให้หลายคนไม่กล้าไปตรวจเลือด ไม่กล้าเข้ารับการรักษา ทั้งยังมองว่า HIV เป็นเพียงแค่หลักฐาน “ความสำส่อนไม่เลือกหน้า” ของคู่ครองตอนเอง ทั้ง ๆ ที่ยังมีโรคอื่น ๆ อีกมากที่อาจจะเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนคู่นอน ทั้งซิฟิลิส หนองในต่าง ๆ หรือแม้แต่ไวรัสตับอักเสบ ซึ่งกลับไม่ได้รับการใช้คำด่ารุนแรงเท่า HIV
อย่างไรก็ตาม เหล่านักเคลื่อนไหว บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่อยู่กับเชื้อ HIV ต่างออกมาคัดค้านและแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการใช้คำด่าด้วยเชื้อ HIV เพื่อให้คนเข้าใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบันกับเชื้อ HIV มากขึ้น ทั้งยังช่วยกันลดอคติ รวมถึงสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพ การใช้คำว่า HIV เป็นคำด่า จึงเป็นการสร้างกำแพงกั้นระหว่างบริการสาธารณสุข ความรู้ความเข้าใจต่อเชื้อ HIV และอาจจะนำไปสู่การสร้างอุปสรรคต่อการตรวจรักษาต่อไปอนาคต
