เข้าสู่เดือนพฤษภาคมแบบนี้ เด็กไทยที่ได้พักก็ต้องเตรียมตัวปรับเวลานอน เปลี่ยนเวลาตื่นกันใหม่อีกครั้ง เพื่อเข้าสู่รั้วโรงเรียนในช่วง ‘เปิดเทอมใหม่’ ที่ใกล้มาถึงในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้เข้าไปทุกที ๆ
ทีมข่าว SUM UP จึงเดินทางลงพื้นที่สำรวจตลาดการซื้อขาย ‘ชุดนักเรียน’ ในย่านบางลำพูกันสักเล็กน้อย ว่าบรรยากาศผู้ค้า ผู้ซื้อ และผู้รับซ่อมแซมเสื้อผ้าในช่วง High Season ของเครื่องแบบนักเรียนเป็นอย่างไรกันบ้าง
บรรยากาศ ณ วันลงพื้นที่ถือว่าเป็นวันที่อาจจะขายไม่ดีเท่าที่ควร เพราะตรงกับวันฝนตกแรกหลังวันแดดจัดนานหลายสัปดาห์พอดิบพอดี แต่ก็ถือว่าบรรยากาศไม่ได้เงียบเหงาจนเกินไปนัก ผู้ค้าทุกร้านยังคงเปิดรอต้อนรับลูกค้าที่มาซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้ลูก หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่ซื้อชุดนักเรียนไปใส่เล่นกันที่ยังคงมีมาอย่างไม่ขาดสาย
คุณจูเนียร์ ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้ดูแลร้าน ‘วัชรากร’ บอกกับเราว่าตั้งแต่รุ่น 1 มาจนถึงรุ่นที่ 3 ที่เขาดูแลอยู่ ความถี่ของการซื้อชุดนักเรียนลดลงอย่างมาก จากปัจจัยที่ไม่สามารถขายได้เมื่อช่วง COVID-19 กว่า 2 ปี และเพิ่งจะกลับมาฟื้นตัว และปัจจัยเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งการปรับขึ้นราคาเล็กน้อยของบางสินค้า โดยยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมราคาของ ‘กรมการค้าภายใน’ ที่มุมหนึ่งก็เป็นโอกาสให้สามารถระบายสินค้าได้ แต่มุมหนึ่งราคาที่ปรับขึ้นก็ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่มากกว่า
ขณะที่จำนวนการซื้อยังคงที่อยู่ที่ 3 – 5 ชุดต่อเด็ก 1 คน จะเพิ่มมาก็คือนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ส่วนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวหญิง ที่ตั้งใจมาซื้อชุดนักเรียนหญิงเพียง 1 ชุดต่อคนเท่านั้น และหากมองในภาพใหญ่สินค้าประเภทเครื่องแบบนักเรียนก็จะขายได้เพียง 2 ครั้งใน 1 ปีเท่านั้น ก็คือตามการเปิดภาคเรียนทั้ง 2 ภาคเรียน ทำให้ทางวัชรากร มองลู่ทางในการทำให้สินค้าสามารถใส่ได้ในโอกาสอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เพียงเป็นแค่เครื่องแบบนักเรียนเท่านั้น อาจจะขยายไปเป็นเสื้อเชิ้ตพิมพ์ลายเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้ากลุ่มอื่นมากขึ้น
จากข้อมูลการซื้อต่อคนดังกล่าว ก็ค่อนข้างสอดคล้องกับลูกค้าที่เราสอบถามมา คุณแม่ลูก 4 ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ป.1 – ป.4 ให้สัมภาษณ์กับเราว่าวันนี้มาทยอยซื้อรองเท้านักเรียนให้ลูก ภายหลังที่ซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้ลูกทั้งสี่คนไปแล้วคนละประมาณ 2 – 3 ชุด ทั้งเสื้อ กางเกง และกระโปรง รวมเป็นเงินกว่า ‘7,000 – 8,000 บาท’ ซึ่งเป็นเงินก้อนที่เตรียมเอาไว้แต่แรกแล้วว่าต้องซื้อชุดนักเรียนให้ลูก
ลูกชายคนหนึ่งของคุณแม่บอกกับเราว่าเครื่องแบบใน 1 สัปดาห์จะแบ่งเป็นการใส่ชุดนักเรียนปกติ 3 วัน ใส่ชุดลูกเสือ 1 วัน และใส่ชุดไปรเวต 1 วัน เราเลยถามต่อว่าอยากใส่ชุดไหนมากกว่ากัน เด็ก ๆ ตอบทันทีเลยว่า “อยากใส่ชุดไปรเวตมากกว่า” ทันทีที่คุณแม่ได้ยิน เธอถึงกับหันมาพูดกับเรา ก่อนจะตีลูกเบา ๆ และบอกว่า “ชุดนักเรียนดีกว่า”


























ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับผลสำรวจของ ‘นิด้าโพล’ เรื่อง “สิทธิเสรีภาพและกฎระเบียบในโรงเรียน” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 – 23 มิถุนายน 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้นจำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0
และมีผลสำรวจความคิดเห็น ของประชาชนต่อ ‘แนวคิดยกเลิกการบังคับใส่เครื่องแบบนักเรียนในโรงเรียน’ พบว่า
- ร้อยละ 59.47 ระบุว่าการบังคับให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนในโรงเรียนควรมีต่อไป
- ร้อยละ 20.69 ระบุว่าในรอบสัปดาห์ควรอนุญาตให้ใส่ชุดอื่น ๆ ไปโรงเรียนบ้าง
- ร้อยละ 5.88 ระบุว่าสมควรให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกว่าจะใส่เครื่องแบบไปโรงเรียนหรือไม่
- ร้อยละ 5.04 ระบุว่าควรให้เรื่องนี้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารแต่ละโรงเรียน
- ร้อยละ 4.50 ระบุว่าควรให้เรื่องนี้ควรเป็นไปตามประชามติของนักเรียนในแต่ละโรงเรียนกันเอง
- ร้อยละ 4.27 ระบุว่าสมควรยกเลิกการใส่เครื่องแบบนักเรียน
- ร้อยละ 0.15 ระบุว่าเฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ทางฝั่งร้านเย็บผ้าริมทางในบริเวณใกล้เคียงกันบอกกับเราว่า ลูกค้าที่นำชุดนักเรียนมาให้ซ่อมแซมมีทั้งเรื่องของการปักชื่อ หรือปักจุดบ่งบอกระดับชั้นเรียนเพิ่ม หรือการย่อและขยายเอว หรือซ่อมแซมรอยขาดของกางเกงนักเรียนและกระโปรงนักเรียนก็มีมาเป็นธรรมดา ไม่ได้แตกต่างจากช่วงอื่น ๆ มากเท่าไหร่นัก
จนถึงตอนนี้ชุดนักเรียนก็ยังเหมือนเป็น ‘ปัจจัยที่ 5’ ของเยาวชนที่ยังอยู่ในระบบการศึกษาเหมือนเช่นที่ผ่านมา เรื่องที่น่าสนใจต่อก็คือประเด็นการมีอยู่ของชุดไปรเวต ที่อาจจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคตของระบบการศึกษาไทย ซึ่งถ้าหากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง นั่นแปลว่าผู้ค้าเครื่องแบบนักเรียนอาจจะต้องหาหนทางในการอยู่รอดต่อไป ในยุคที่การซื้อชุดนักเรียนน้อยลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยนั่นเอง
