Spy in the Wild สายลับสัตว์โลก

ภาพของปลาตีนสายลับที่ทำหน้าที่ถ่ายทำไปด้วย พร้อมโบกครีบเหมือนธงเพื่อเกี้ยวพาราสีปลาตีนสาวไปด้วย ภาพของลิงสายลับที่เก็บหอยนางรมสายลับมาเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์การหาปลาของฝูงลิงริมทะเล ภาพของเต่าสายลับที่ค่อย ๆ ย่องตามฝูงเต่าไปบันทึกภาพการร่วมรักกันอย่างใกล้ชิด ก่อนจะถูกเต่าตัวหนึ่งย่องมาร่วมรักด้วยแทนเสียอย่างนั้น

ดูเหมือนว่าจู่ ๆ ชาวเน็ตใน TikTok ต่างกำลังถูกโลกของสัตว์สายลับครอบงำช่วงเวลาการไถฟีดของพวกเขาไปเสียแล้ว สัตว์สายลับมากมายโผล่ขึ้นมาในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างไม่ว่างเว้น และตกแฟน ๆ ชาวไทยให้ตามดูสารคดีชุดนี้ได้ถ้วนหน้า

วันนี้ SUM UP จะพาคุณไปค้นเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานสารคดีสุดแหวกแนวนี้ เพื่อหาว่าเพราะอะไร จึงทำให้ผู้คนทั่ว TikTok สมัครเป็นแฟนตัวยงของรายการนี้กันได้เยอะขนาดนี้

‘Spy in the Wild’ เป็นรายการสารคดีธรรมชาติจากอังกฤษที่ออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 2017 ในซีซันที่ 1 จำนวน 5 ตอน และซีซันที่ 2 จำนวน 4 ตอน ในปี 2020 กำกับและผลิตขึ้นโดย John Downer Productions, BBC Natural History Unit และ PBS มีจุดเด่นสำคัญคือการนำเสนอความแตกต่างหลากหลายของพฤติกรรมสัตว์โลกในแบบที่มนุษย์บันทึกภาพในมุมมองนี้ได้ยาก เพราะทางรายการได้ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘แอนิมาโทรนิกส์ (Animatronics)’ หรือหุ่นยนต์เสมือนสัตว์ที่ติดตั้งกล้องเอาไว้ในดวงตา เพื่อใช้ในการถ่ายทำชีวิตสัตว์ได้อย่างใกล้ชิดโดยที่พวกมันไม่รู้สึกตัว

ภาพที่ได้จึงมีทั้งอิริยาบถจระเข้แม่น้ำไนล์ตัวเมียที่คว้าลูกขึ้นมาจากริมแม่น้ำด้วยปากของตัวเอง และวางลงในน้ำอย่างอ่อนโยน ซึ่งถ่ายได้ด้วยกล้องจากจระเข้สายลับ หรือภาพที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนของอุรังอุตังที่วิวัฒนาการแล้ว กำลังหยิบเลื่อยขึ้นมาใช้เลื่อยตัดไม้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งถ่ายได้ด้วยลิงอุรังอุตังสายลับอีกตัว

‘จอห์น ดาวเนอร์ (John Downer)’ โปรดิวเซอร์ และผู้สร้างรายการสารคดีนี้เล่าให้ Outside Magazine ฟังว่าซีรีส์สารคดีแนวนี้เกิดขึ้นจากไอเดียแรกที่เขาเคยทำในปี 2000 หรือเมื่อ 24 ปีที่แล้ว จากการที่เขาสามารถบันทึกวิถีชีวิตของฝูงสิงโตได้อย่างใกล้ชิดโดยใช้ ‘หินเคลื่อนที่ระยะไกล (Boulder Cam)’ หรืออุปกรณ์ที่ทำให้เราสามารถเฝ้าดูชีวิตสัตว์ในแง่มุมที่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตของเรามากขึ้น นัยหนึ่งก็คือการเฝ้าดูพฤติกรรมสัตว์โลก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความรู้สึกและวิถีชีวิตของสัตว์มนุษย์อย่างเรา ๆ หลังจากนั้นเขาก็ออกแบบกล้องชนิดอื่น ๆ อีกเพียบ ทั้งกล้องมูลสัตว์ และกล้องภูเขาน้ำแข็ง

ก่อนที่ทุกอย่างจะพัฒนาอย่างจริงจังมากขึ้นจากแนวคิดที่จอห์นมองว่าเราไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับสัตว์ได้เลยโดยไม่ตระหนักว่าสิ่งที่สัตว์ทำนั้นคล้ายกับเรามาก เพราะเราเป็นสัตว์เหมือน ๆ กัน ซึ่งการจะเก็บภาพพวกมันในอิริยาบถที่เป็นมันจริง ๆ เราก็ต้องใช้วิธีการที่กลมกลืนกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

เขาเลยหยิบเอาเทคโนโลยี ‘แอนิมาโทรนิกส์ (Animatronics)’ หรือหุ่นยนต์ที่ควบคุมได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเสมือนจริงจนแทบจะไม่เหมือนหุ่นยนต์ เพราะมันอ้างอิงหลักกายวิภาคศาสตร์จริงของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ จนทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของมันสามารถเลียนแบบท่าทางและกล้ามเนื้อได้ โดยปกติแล้วเราจะเห็นการใช้งานสิ่งนี้กันมากในโลกภาพยนตร์ หรือเครื่องเล่นในสวนสนุก

เขาจึงได้มอบหมายให้ ‘จอห์น โนแลน (John Nolan)’ Animatronics Designer ชื่อดังมาออกแบบหุ่นยนต์สัตว์เสมือนจริงหลากหลายสายพันธุ์ โดยใจความหลักคือหุ่นยนต์สัตว์ทุกตัวจะต้องมีกล้องระดับ UHD ที่ดวงตาของมัน เพื่อทำให้ภาพที่ได้ชัดเจนสมจริง เหมือนกับว่าเราได้เป็นสัตว์ตัวนั้นในพื้นที่อยู่อาศัยจริงของพวกมัน และต้องทำให้ภาพลักษณ์ภายนอกของมันไม่ถูกสงสัยจากสังคมสัตว์แต่ละประเภท และต้องเนียนพอให้เราเองมองแทบไม่ออกว่าเป็นหุ่นยนต์

อย่างเช่นเมียร์แคตสายลับ สัตว์ตัวแรกที่ถูกทำขึ้นเพื่อซีรีส์นี้ ก็เป็นสัตว์ที่ชีวิตจริงพวกมันหวงอาณาเขตมาก ทีมงานจึงต้องเอาขี้ของพวกมันที่เก็บมา ละเลงลงบนตัวเมียร์แคตสายลับเพื่อให้มันดูเหมือนเป็นคนในอย่างแนบเนียน หรือหุ่นลูกจระเข้สายลับที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่ ก็เป็นหนึ่งหุ่นที่แนบเนียนมาก เมื่ออยู่เคียงข้างลูกจระเข้ที่ถูกฟักออกมาจริง ๆ ได้ด้วย

หุ่นยนต์สัตว์สายลับภายในซีรีส์สัตว์สายลับทั้งหมดกว่า 30-40 ตัว ใช้เวลาสร้างนานกว่า 6-9 เดือนด้วยความปราณีต เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของมันใกล้เคียงสัตว์จริงที่สุด ทั้งเนื้อตัว ขนสังเคราะห์ และใส่ระบบแสดงพฤติกรรมแบบที่สัตว์นั้น ๆ ทำ อย่างเช่นลิงแสมสายลับที่เนื้อตัวของมันมีการเจาะรูเพื่อฝังขนสังเคราะห์เข้าไปในชิ้นส่วนซิลิโคนบนพื้นผิวทีละเส้น และก่อนออกไปในพื้นที่ของสัตว์จริง ๆ ทีมงานจะทาวาสลีนที่ดวงตาและจมูกของสัตว์เพื่อให้ดูสมจริงมากขึ้น หรือปลาตีนสายลับ ที่นอกจากจะขยับเดินหน้าได้ มันยังสามารถขยับครีบเหนือลำตัวมันเพื่อล่อปลาตีนเพศตรงข้ามได้ด้วย

สัตว์สายลับเหล่านี้ถูกเอาไปไว้ในพื้นที่จริงของสัตว์เป็นระยะเวลานาน ข้อดีที่สุดของมันคือการที่กล้องในบริเวณดวงตาของหุ่นยนต์ที่แนบเนียนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนั้น ๆ ได้ ทำให้แต่ละอิริยาบถที่เกิดขึ้นตรงหน้ากล้อง หรือก็คือหน้าสัตว์สายลับที่แฝงตัวเข้าไปทำภารกิจบันทึกวิถีชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่ทั่วโลกนั้น ล้วนเป็นภาพที่หาได้ยากและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการนำเสนอเรื่องสัตว์โลกในมุมมองใหม่ ๆ ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับรายการสารคดีสัตว์ที่ดูเรียบง่ายให้หวือหวาขึ้นจนน่าชื่นชม

ซีรีส์สารคดีชุด ‘Spy in the Wild’ ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 3 ปี ทีมงานแต่ละฝ่ายต้องเดินทางไกลถึง 330,000 ไมล์ หรือราว 531,000 กิโลเมตร เพื่อไปยัง 31 สถานที่ใน 21 ประเทศ ตั้งแต่แถบอาร์กติกไปจนถึงแอนตาร์กติกา รวมเวลาถ่ายทำกว่า 800 วัน ซึ่งจากการเดินทางทั้งหมด ทีมงานบันทึกช่วงเวลาของชีวิตสัตว์เหล่านั้นไว้กว่า 8,000 ชั่วโมง และในเนื้อหาความยาว 1 ชั่วโมงของแต่ละตอนภายในซีรีส์นั้นตัดต่อออกมาจากฟุตเทจกว่า 1,250 ชั่วโมง

นี่น่าจะทำให้เราเห็นแล้วว่า แม้การถ่ายทำสารคดีชุดนี้จะทำงานหนักขนาดไหน ใช้เงินลงทุนไปมากเท่าไหร่ หรือต้องทุ่มเทชีวิตและเวลาในการบุกรังของสัตว์โลกอย่างนุ่มนวลไปแค่ไหน สุดท้ายแล้วทีมผู้สร้างสรรค์ ‘Spy in the Wild’ ก็ได้บันทึกช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่การถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ ไปถึงการที่มันออกสู่สายตาผู้คนตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้วจนมาถึงยุคนี้ ยุคที่ผู้คนยุคใหม่ในโลกของสื่อที่เปลี่ยนแปลงหน้าตาไป พวกเขาก็ยังคงหันมาสนใจ และร่วมดูความน่ารักของรายการนี้ได้อย่างไม่รู้เบื่อเลย

ที่มา

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป