เวลานอน, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ช่วง 1-2 วันมานี้ หลายคนที่ตามข่าวการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร น่าจะเห็นความเคลื่อนไหวของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ว่าในครั้งนี้มาพร้อมกับ 250+ นโยบาย ซึ่งสามารถกดดูได้ในเว็บไซต์หาเสียงของเขา นอกจากนี้ ยังมีหน้าประวัติของชัชชาติที่ระบุกิจวัตรประจำวัน ว่าตื่นนอนตั้งแต่ 03:30 น. และทำกิจวัตรส่วนตัวก่อนเริ่มงานเวลา 08:30 น. พักเที่ยง จนเลิกงาน 19:00 น. และนอนเวลา 22:00 น. หรือจริง ๆ ชัชชาติมีเวลานอนตลอด 4 ปี ราว 5.30 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

พอมีข้อมูลออกมาแบบนี้หลายคนก็เป็นห่วงสุขภาพชัชชาติ เพราะดูนอนน้อย อีกทั้งชัชชาติยังให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ (30 พฤษภาคม 2569) กับทาง The Reporters ว่า เคล็ดลับของการบูสต์เอเนอร์จีตัวเองในแต่ละวัน คือการดื่มเกลือแร่และดื่มน้ำวันละ 10 ขวด แถมยังบอกอีกว่า อาจจัดตารางกิจวัตรใหม่เพื่อเพิ่มเวลานอนอีกด้วย

จากเหตุการณ์นี้สะท้อนออกมาได้เรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่ใครบางคนที่เรารู้สึกว่าเขาทำงานหนัก ใช้ชีวิตช่วงตื่นนอนแบบดูจะหักโหม ก็ควรจะมีเวลานอนที่มากตามไปด้วย เพื่อชดเชยความเหนื่อยล้าที่ลงแรงไประหว่างวัน รวมถึงยังชวนให้นึกถึงคำถามสามัญในวงการสุขภาพว่า จริง ๆ แล้วเราควรนอนกี่ชั่วโมงต่อวันกันแน่?

วารสารวิทยาศาสตร์รายสัปดาห์ Nature เพิ่งตีพิมพ์บทความวิจัยของ ‘The MULTI Consortium’ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่ชี้ว่า จริง ๆ แล้ว ตามนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ เราควรจะใช้เวลาในการนอนหลับราว 6.4-7.8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งหากนอนหลับมากเกินไป หรือน้อยเกินไปกว่านั้น ก็จะส่งผลบางอย่างต่อความสัมพันธ์กับการแก่ชราที่เร็วขึ้น

งานวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากอาสาสมัครผู้ใหญ่วัยกลางคนถึงวัยผู้สูงอายุ (อายุระหว่าง 37-84 ปี) กว่า 5 แสนคน ที่เข้าร่วมงานวิจัยของ UK Biobank เพื่อวิเคราะห์หาคำตอบ ว่าการนอนหลับส่งผลต่อความแก่ชราของร่างกาย เมื่อลงลึกไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ นอกเหนือจากสมองอย่างไรบ้าง ผ่านเครื่องมือที่ชื่อ ‘นาฬิกาชีวภาพวัดความชรา’ (Biological Ageing Clocks) ร่วม 23 เรือน ที่อธิบายครอบคลุมกว่า 17 ระบบอวัยวะและเนื้อเยื่อมนุษย์

ตัวอย่างเช่น ‘นาฬิกาหัวใจ’ (Heart Clock) ที่ใช้วัดขนาด ความหนาของผนังหัวใจ และประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือด, ‘นาฬิการะบบภูมิคุ้มกัน’ (Immune System Clock) ที่วัดระดับโปรตีนและสารอักเสบที่บ่งบอกความชราของระบบภูมิคุ้มกัน หรือ ‘นาฬิกาเมแทบอลิซึมของตับ’ (Metabolic Liver Clock) ที่ตรวจวัดสารโมเลกุลขนาดเล็กในร่างกาย และดูความสามารถในการล้างพิษ ไปจนถึงการจัดการน้ำตาลหรือไขมันของตับ

เหตุผลหลัก ๆ ที่ต้องมีนาฬิกาชีวภาพวัดความชราในการวิจัยมากขนาดนี้ ก็เพื่อให้สามารถตอบคำถามอย่างละเอียดได้ว่า ระยะเวลาของการนอนมันส่งผลต่อทั้งร่างกายของเราได้อย่างไร ทั้งในแง่อวัยวะภายใน โปรตีนในเลือด สารเคมี และระบบเผาผลาญในร่างกาย

ผลการวิเคราะห์ที่ค้นพบจากแผนภูมิการนอนหลับ หลักฐานทางพันธุกรรมชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการนอนหลับและช่วงอายุทางชีวภาพมีลักษณะเป็นรูปตัว U โดยค่าเบี่ยงเบนจากจุดที่เหมาะสมจะน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น และค่าเบี่ยงเบนจะมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือแปลว่าคนที่นอนน้อยเกินไป (น้อยกว่า 6 ชม./วัน) และมากเกินไป (มากกว่า 8 ชม./วัน) จะมีช่องว่างอายุชีวภาพ (Biological Age Gap) ที่สูงขึ้น ทำให้อวัยวะในร่างกายแก่ตัวเร็วกว่าอายุจริง

ที่สำคัญคือ จากผลการคำนวณยังสะท้อนว่า ช่วงเวลาการนอนหลับที่ทำให้จุดชีวภาพที่อวัยวะต่าง ๆ แก่ช้าที่สุด หรือจุดสมดุล (จุดต่ำสุดของรูปตัว U) เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ราว 6.4-7.8 ชั่วโมงต่อคืน และในทางเดียวกัน ผลการวิเคราะห์นี้ยังชี้ว่า ช่วงเวลาของการนอนหลับที่ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่ว่า ก็จะแปรเป็นความเสี่ยงของร่างกายต่อโรคต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไปจนถึงภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนผิวขาวเชื้อสายยุโรป ทำให้ข้อมูลดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นผลการวิจัยที่เป็นสากลขนาดนั้น อีกทั้งจำนวนชั่วโมงการนอนที่ว่า ก็อาจจะยึดถือได้สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เป็นหลัก เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรง ก็อาจจะต้องการช่วงเวลาการนอนที่มากกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวด้วยซ้ำไป แต่ที่แน่ ๆ เราทุกคนก็ควรจะนอน 6-8 ชั่วโมงตามหลักสากลที่เราเคยเข้าใจอยู่แล้ว และงานวิจัยนี้เป็นเพียงการขยายความว่าหากมองลึกลงไป มันอยู่ช่วงเวลาเท่าไหร่ของเวลาพักผ่อนที่แนะนำเท่านั้นนั่นเอง

ที่มา

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป