เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ‘SUM UP’ ได้ร่วมเป็นหนึ่งใน ‘Facilitator’ (วิทยากรกระบวนการ) ของ ‘มูลนิธิไทยคม’ จัด Talk Session ในหัวข้อ ‘พระศรีอริยเมตไตรย AI และอายุขัย 80,000 ปี’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ ที่เข้าร่วม ได้ลองมารังสรรค์และถ่ายทอดจินตนาการในรูปแบบของตัวเอง ผ่านเรื่องเล่าของความเชื่อและสมมติฐานเกี่ยวกับนวัตกรรมในอนาคตอันไกลโพ้น ซึ่งสะท้อนตัวตนความเป็น ‘Narrative Journalist’ ผู้สร้างสรรค์ ‘Intellectual Content’ ของซัมอัปได้เป็นอย่างดี โดยเซสชันนี้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม ‘MINI HACK DREAMABLE 2026 ตอน ไสยศาสตร์ Startup’ จัดขึ้นที่ ‘The Present Haus by ThaiCom Foundation’ ถนนราชวิถี


ในอดีต เมื่อบรรพบุรุษของเราต้องเผชิญกับความกลัวและความไม่แน่นอน จึงได้มีการออกแบบ ‘เครื่องราง’ หรือ ‘พิธีกรรม’ ขึ้นมาเป็น ‘Solution’ หนึ่ง เพื่อใช้ประคับประคองจิตใจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ นับเป็นกุศโลบายทางจิตวิทยาที่ยังคงได้ผลมาจนถึงปัจจุบัน และนี่เป็นสารตั้งต้นให้มูลนิธิไทยคมเกิดความสนใจในประเด็นนี้ จนพัฒนามาเป็นกิจกรรมสนุก ๆ อย่าง MINI HACK DREAMABLE 2026 ที่ชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมกันถอดประกอบความทรงจำ และขุดเจาะให้ลึกลงไปถึงรากเหง้าของความเป็นไทย ก่อนจะดึงเอาฟังก์ชันที่แท้จริงอย่าง ‘ความสบายใจและการตระหนักรู้’ (Mindfulness) มาผสานเข้ากับศิลปะ เทคโนโลยี และธุรกิจ เพื่อพัฒนาเป็นทางออกในการดูแลจิตใจของผู้คนในอนาคต โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้น 2 วันคือ วันที่ 6-7 มิถุนายน 2569 มีหลายเซสชันที่น่าสนใจให้น้อง ๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมลงมือทำอัดแน่นตลอดทั้งวัน


เพราะหน้าที่ของ Startup ไม่ใช่แค่การเขียนโค้ดหรือทำตาม Data แต่คือการจินตนาการให้เห็นปลายทางก่อน แล้วจึงสร้างเทคโนโลยีไปตอบสนองสิ่งนั้น พระศรีอริยเมตไตรย AI และอายุขัย 80,000 ปี ที่ถูกเล่าโดย ‘เม่น กนกวรรณ’ และ ‘เกม ศุภณัฐ’ 2 Content Creator จาก SUM UP ได้ร้อยเรียงเรื่องราวผ่าน 3 แกนหลัก เพื่อปูทางไปสู่การปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มทำสตาร์ตอัป ดังนี้
- แกนที่ 1 จินตนาการคือพิมพ์เขียวและเข็มทิศของนวัตกรรม เรื่องนี้ตอกย้ำว่าเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม หรือนวัตกรรมใด ๆ ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากเป้าหมายที่เกิดจากจินตนาการ ไสยศาสตร์หรือความเชื่อโบราณ แท้จริงแล้วก็คือความพยายามของคนในอดีตที่ใช้จินตนาการสร้าง “ภาพอนาคตที่สมบูรณ์แบบ” เพื่อยึดเหนี่ยวสังคมในวันที่องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังมาไม่ถึง
- แกนที่ 2 พลังของเรื่องเล่าและจินตนาการร่วม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำให้คนจำนวนมากเชื่อในสิ่ง “สมมติ” เดียวกัน นับเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ นวัตกรรมหรือสตาร์ตอัปที่ประสบความสำเร็จก็คือการสร้างเรื่องเล่าใหม่ ที่คนในสังคมพร้อมใจกันเชื่อและให้คุณค่ากับมัน
- แกนที่ 3 การบรรจบกันของเส้นขนาน ไสยศาสตร์ x วิทยาศาสตร์ เรื่องนี้เป็นการทลายกำแพงความเชื่อที่ว่าไสยศาสตร์เป็นเรื่องงมงาย โดยเปลี่ยนมุมมองของตำนานหรือคำทำนายที่เกี่ยวกับ ‘พระศรีอริยเมตไตรย’ นั้นสามารถถูกอธิบายและอาจทำให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต นับเป็นการเชื่อมโยงอดีตอันลี้ลับเข้ากับอนาคตอันล้ำสมัยได้อย่างไร้รอยต่อ



‘แท๊ป ศุภกฤต’ Project Development Leader มูลนิธิไทยคม เล่าถึงที่มาที่ไปของกิจกรรมนี้ว่า เกิดจากการที่ทำงานด้านนวัตกรรมและกระบวนการเรียนรู้ผ่าน Design Thinking ร่วมกับคนทั่วไป พบว่าเมื่อขุดลึกลงไปถึงแก่นของปัญหา บางครั้งมันก้าวข้ามปัจจัยทางกายภาพไปสู่โครงสร้างทางสังคม วัฒนธรรม และจารีตประเพณี กระบวนการแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งพาแค่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่ต้องผสานมุมมองทางมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน มูลนิธิไทยคมจึงอยากเปลี่ยนภาพจำของงาน Hackathon ที่มักจะมีแต่คนสายเทคฯ หรือสายวิทย์ ให้กลายมาเป็นพื้นที่ที่สายวิทย์ สายศิลป์ สายสังคม และสายธุรกิจ ได้มาทำงานร่วมกันเพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับผู้ที่เข้าร่วม



สำหรับการนำเรื่องไสยศาสตร์มาเป็นโจทย์นั้น แท๊ปเล่าว่า มีจุดเริ่มต้นจากการที่เคยสอดแทรกเรื่องผีลงในงานสายการเรียนรู้ แล้วพบว่ามันกลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ในความเป็นจริง ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ใน Generation ใด หรือพูดถึงการมีสติมากแค่ไหน สุดท้ายผู้คนก็ยังคงโหยหาและพึ่งพาสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น การดูดวง หรือการมีเครื่องราง เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่ดี จึงมองว่าประเด็นนี้น่าสนใจพอที่จะนำมาตั้งเป็นโจทย์ในการทำงาน ส่วนเหตุผลที่ชวนให้ SUM UP มาเป็นส่วนหนึ่งของงานในครั้งนี้ เป็นเพราะมองเห็นศักยภาพที่โดดเด่นในการนำเสนอเนื้อหา มีชิ้นงานที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ มีความลึกซึ้ง และกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดการตั้งคำถาม



สำหรับมูลนิธฯ เองมีพันธกิจในการพัฒนาเยาวชน จึงได้ชวนน้อง ๆ มาเรียนรู้เรื่องนวัตกรรมและกระบวนการคิดในกิจกรรมรอบนี้ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘Purposeful Innovator’ ซึ่งหมายถึงคนที่มีความเข้าใจ (Emphaty) ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น รวมถึงยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการออกแบบ ควบคู่ไปกับการเป็นนักตั้งคำถามถึงบริบทต่าง ๆ และนำไปสู่การลงมือทำจริง โดยจะแบ่งน้อง ๆ ที่เข้าร่วมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ‘มนุษย์ Empathize’ ผู้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเพื่อนมนุษย์, ‘มนุษย์ Seeker’ นักตั้งคำถามและค้นหาความหมายเชิงปรัชญา และ ‘มนุษย์ Synthesizer’ นักผสานความรู้ที่สามารถเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ มารวมเป็นสิ่งใหม่



ในมุมของมูลนิธิฯ มองว่า SUM UP จัดอยู่ในกลุ่ม Seeker หรือนักคิดที่ช่วยจุดประกายให้เกิดความรู้สึก “เอ๊ะ” หรือ “อ๋อ” ซึ่งนับเป็นสารตั้งต้นที่ดีในการเปิดมุมมองให้กับน้อง ๆ ได้นำไปใช้เป็นทรัพยากรทางความคิดเพื่อต่อยอดในอนาคต ประกอบกับเด็กยุคนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลมหาศาล และน้อง ๆ ในคอมมิวนิตีของมูลนิธฯ ก็เป็นกลุ่มนักคิดอยู่แล้ว การนำเสนอเนื้อหาที่มีความลึกซึ้งกว่าปกติ จึงช่วยเปิดประเด็นและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับพวกเขาได้



แท๊ปทิ้งท้ายว่า ไสยศาสตร์ MINI HACK เป็นงานขนาดเล็กที่จัดขึ้น 2 วัน เป้าหมายหลักคือการให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้กรอบแนวคิด (Framework) และกระบวนการคิดที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับการแก้ปัญหา อีกทั้งงานนี้ยังเปรียบเสมือนการเปิดประตูบ้านเพื่อแนะนำให้รู้จักกับโปรเจกต์ต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ และพาร์ตเนอร์ นอกจากกระบวนการทางความคิดและการสร้างสรรค์ไอเดียที่น้อง ๆ จะได้รับแล้ว เป็นช่วงเวลาที่มูลนิธฯ กำลังมองหาผู้ที่มีศักยภาพเพื่อดึงเข้าสู่คอมมิวนิตีในโครงการใหญ่ประจำปีอย่าง ‘DREAMABLE 2026’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมด้วย

สำหรับภาพรวมของกิจกรรม มูลนิธฯ เชื่อมั่นในศักยภาพของน้อง ๆ ที่ผ่านกระบวนการคัดกรองเข้ามา ภายในกิจกรรมทั้ง 2 วันได้ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้น้อง ๆ ได้ค้นพบ “How to learn” หรือวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะที่มีมูลค่าสูงมากสำหรับการทำงานในอนาคต เพราะเชื่อมั่นว่าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า น้อง ๆ กลุ่มนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติต่อไปอย่างแน่นอน

