หมอปลา, คนตื่นธรรม, อาจารย์เบียร์, แพรี่ ไพรวัลย์

“คุณรู้ได้ไงว่าตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ คนจีนเขายังเผากงเต๊กไปได้เลย”
“แล้วมึงรู้ได้ยังไงว่าเค้าได้ มึงตอบกูหน่อย”
อ.เบียร์ คนตื่นธรรม

“เออ.. ว่ะ” นี่คือประโยคแรกที่เราและคนหลาย ๆ คนน่าจะได้ยินจากในหัวตัวเองหลังจากได้ยินการตอบปัญหาด้านความเชื่อจากผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปสอบถามใน Live ของช่อง TikTok @kontuenthum ซึ่งทุกคำถามที่ได้ยินได้ฟังต่างก็ดูจะเป็นปัญหาคาใจจาก ‘ชาวไทยพุทธ’ มนุษย์ที่เกิดบนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการตัดกันของเส้นความเชื่อที่พัวพันกันไปมา จนกลายเป็นชุดความคิดทางความเชื่อที่บิดเบี้ยวไปมากพอสมควร และกลายเป็นคำถามที่แม้จะดูไร้สาระ แต่ก็สะท้อนแนวทางความเชื่อรูปแบบเดิม ๆ ของคนไทยได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งรูปแบบการสื่อสารเรื่องราวของ ‘อ.เบียร์ คนตื่นธรรม’ ก็ทำให้คนตื่นตาตื่นใจกับวาทะในการตอบที่เฉียบขาด พาลให้คนถามนั่งหงออยู่หน้าจอได้เลย เพราะเขาหยิบเอาความจริงมาพูดกันแบบ Common Sense ที่ทำให้คนบางคนตาสว่างได้เลยกับความเชื่อที่เคยยึดถือ และกลายเป็นแนวทางการสอนหลักธรรมยุคใหม่ที่ค่อย ๆ ฉายให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อย ๆ

เราขอเรียกสิ่งนี้ว่า ‘พุทธแบบโผงผาง’ เพราะเป็นแนวทางการสอนหลักธรรม และความเชื่อทางศาสนา รวมถึงความเชื่อในแขนงอื่น ๆ ที่พร่าเลือนจนเจือจางกับศาสนาพุทธอย่างแยกไม่ออกตามความเชื่อของคนไทยพุทธ ซึ่งถูกสอนโดยผู้คนที่คล้ายจะเป็นอินฟลูในยุคนี้มากมาย อาจจะด้วยวาจาบ้าง การกระทำบ้าง อย่างเช่น ‘หมอปลา’ มือปราบสัมภเวสีที่โด่งดังจากการถีบศาลเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว หรือ ‘อาจารย์แดง กีตาร์’ ชายผู้ใช้วิธีการสอนธรรมแบบกระตุกจิตกระชากใจ ไปจนถึง ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ อดีตพระสงฆ์ผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ที่ลาสิกขามาเป็นฆราวาสแล้วใช้วาทะในการตีแผ่ความเน่าเฟะของวงการสงฆ์อย่างถึงพริกถึงขิง

ทั้งเขาและเธอต่างเป็นมนุษย์ทั่วไปที่เลือกใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมา ดุดันไม่เกรงใจใคร และไม่อ้อมค้อมกับความเป็นจริงของเนื้อหาที่จะพูด ซึ่งสะท้อนภาพของการโต้กลับของคนธรรมดา ๆ ต่อความบิดเบี้ยวของรูปแบบความเชื่อที่เกี่ยวพันกับศาสนาที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน และยิ่งมีโลกออนไลน์ที่ช่วยตีแผ่ให้เห็นว่าผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแผ่ศาสนาโดยตรงในยุคสมัยนี้มีความประพฤติอย่างไร ก็ยิ่งทำให้ผู้คนบางส่วนที่รู้สึกเอือมระอากับวงการสงฆ์ วงการร่างทรง หรือวงการสร้างความงมงายอยู่เป็นทุนเดิมพร้อมรับฟังผู้คนธรรมดาเหล่านี้มากยิ่งขึ้นตามลำดับ

โดยเหตุผลหลัก ๆ ที่ผู้คนในโลกออนไลน์เชื่อถือคำพูดคนธรรมดาเหล่านี้มากขึ้นมาจากความไม่แน่นอนทางความเชื่อยุคใหม่ที่ค่อย ๆ ลึกลับซับซ้อนและน่าเชื่อถือทั้งง่ายและยากมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายผ่านระบบอัลกอริทึม ที่ช่วยให้คนคนหนึ่งสามารถเลือกตระหนักกับสิ่งที่ตนเชื่อและไม่เชื่อได้อย่างสนิทใจมากขึ้น จนบางครั้งในรายที่เชื่ออย่างถลำลึกลงไปก็ขาดความสงสัยใคร่รู้กับความโปร่งใสของความเชื่อเหล่านั้นไปโดยปริยาย

เมื่อโลกแห่งความเชื่อหลากหลายขนาดนี้ และยิ่งนับวันโลกออนไลน์จะยิ่งมอบข้อมูลที่ทั้งถูกและผิดจากผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งล้วนแล้วแต่ท้าทายความรู้สึกน่าเชื่อถือกับมนุษย์มากขึ้น สังคมในยุคนี้จึงต้องสร้างความตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาความเชื่อที่ดูงมงายเหล่านี้ที่กลายเป็นว่าการพูดจาแบบโผงผางดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการช่วย ‘ดึงสติ’ ผู้คนจากการหลอกลวงความเชื่อให้คล้อยตามได้เหล่านั้น

อีกทั้งโดยมากแล้ว สิ่งที่ถูกพูดผ่านความโผงผางเหล่านี้ก็คือการมอบข้อเท็จจริงในมุมมองใหม่ที่กระแทกใจคนได้เป็นอย่างดี และทำให้ความเชื่อที่พร่าเลือนเหล่านั้นชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ผู้คนกลับมาตั้งคำถามกับรูปแบบความเชื่อหลายด้านที่ทั้งดูงมงายจนน่าสนใจว่าเราเคยเชื่อกันไปได้ยังไง หรือตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมที่กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมนั้น ๆ ไปแล้วก็ได้ด้วยเหมือนกัน จนกลายเป็นการสร้างบทสนทนาทางสังคมเพิ่มมากขึ้นอย่างที่เราเห็นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้คนได้ออกมาช่วยกันคิดและแสดงความคิดเห็นต่อความเชื่อเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งแต่การกล้าทุบศาลและถีบศาลพระภูมิของหมอปลา ที่ทำให้คนกลับมาตั้งคำถามถึงความเชื่อเรื่องที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น การเลือกสอนธรรมะด้วยคำที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเพศชายและหญิง เพื่อกระตุกจิตกระชากใจผู้ฟังของอาจารย์แดง ไปจนถึงการตอบปัญหาด้านความเชื่อที่อุดมไปด้วยมุมมองที่ทำให้เห็นว่าความเชื่องมงายของคนไทยมันมีมากขนาดไหน สิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลให้ความตระหนักรู้เรื่อง ‘ความเชื่อ’ กลายเป็นสิ่งที่เราหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างที่กล่าวไป

เพราะสุดท้ายความเชื่อเหล่านั้นก็มีจุดมุ่งหมายแฝงร่วมอยู่ด้วยทั้งนั้น อาจจะเป็นเรื่องของเงินทอง การสร้างบารมีให้คนนับหน้าถือตา ไปจนถึงการสร้างอำนาจให้แก่ผู้สร้างความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นชนวนของความเชื่อที่หลากหลายทั่วประเทศไทยที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น เราจำเป็นจะต้อง ‘มองเห็น’ มันในฐานะความเชื่อไปจนถึงเนื้อใน รวมถึงปัจจัยของเหตุและผล ที่มาที่ไปของการสร้างความเชื่อเพื่อให้คนคล้อยตาม

ซึ่งดีเสียอีกในยุคนี้ที่เรามีอาจารย์แดง แพรรี่ หมอปลา และอาจารย์เบียร์ เป็นผู้นำพาวิธีคิดและการตั้งคำถามกับความเชื่อรอบข้างในชีวิตมาให้เรา ทำให้ประเด็นของความเชื่อถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้น และสำคัญไปกว่านั้นคือเราก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่แรก ว่าความเชื่อเหล่านั้นมันมีไปทำไม มีเพื่ออะไร นอกจากความสบายใจของเราแล้ว มีใครได้ประโยชน์แฝงอะไรกับความเชื่อเหล่านั้นบ้าง เราต้องตื่นตัวกับสิ่งเหล่านี้ได้เองโดยไม่ต้องรอคนตื่นธรรมมาบอกก็ได้ นี่คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป