ย้อนกลับไปในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เริ่มก่อตัวขึ้นจากความแตกต่างและไม่ยอมรับกันทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมที่ต้องเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของงานวิจัยเรื่อง ‘การศึกษานโยบาย มาตรการ และแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบและการพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้’ ของ บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ และคณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่าสาเหตุหลักของความไม่คลิกกันระหว่างคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่มาจากการที่สามจังหวัดเหล่านี้เป็นพื้นที่ของพี่น้องมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้รูปแบบภาษาในการติดต่อสื่อสารกันเองส่วนใหญ่เป็นภาษามลายู และชาวบ้านในสมัยก่อนก็มีฐานะที่ค่อนข้างยากจน ส่งผลให้การเข้าเรียนในโรงเรียนเน้นไปทางการเรียนศาสนามากกว่าการเรียนสายสามัญที่ทำให้เรียนรู้ภาษาไทยได้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพหรือหางานทำ
เวลาติดต่อราชการกับคนไทยที่ใช้ภาษาไทยกลางจึงกลายเป็นอุปสรรค อย่างเช่นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่บางคนที่เป็นชนวนยุยงให้รังเกียจหน่วยงานราชการ ดูถูกชาวบ้าน และขาดจิตสำนึกการบริการ เพราะเป็นคนนอกพื้นที่และไม่เข้าใจบริบทรูปแบบชีวิตของผู้คน อีกทั้งยังมีการเลือกปฏิบัติกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชาวบ้านต่างศาสนา จนชาวบ้านรู้สึกไม่เป็นธรรมก็มี
หรืออย่างบริบทของสังคมในแต่ละยุคสมัยที่ทำให้สามจังหวัดนี้ดูไม่ได้รับการพัฒนาจากภาครัฐเท่าที่ควร ทั้งระบบการศึกษา สิ่งแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ไปจนถึงแนวคิดที่แข็งแรงของชาวบ้านเกี่ยวกับความเป็นมลายูที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตมากกว่าการเป็นคนไทย ทำให้ความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมภายนอกนั้นเป็นไปได้ยากในสมัยก่อน ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ชอบออกไปข้างนอกมากนัก มักจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกันเอง และการส่งเรียนโรงเรียนศาสนาอย่างโรงเรียนปอเนาะก็เป็นหนึ่งเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกถึงการอยู่ร่วมกับสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลายด้วย
อาจจะเพราะหลาย ๆ เหตุผลประกอบรวมกันที่ทำให้ความเป็นตัวเองของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็นสังคมภายในที่อาจจะไม่เข้าใจภายนอกมากนัก และภายนอกเองก็เข้าไม่ถึงพวกเขา อีกทั้งยังมองพวกเขาเป็นเพียงพลเมืองชั้น 2 ความแตกแยกและไม่ลงรอยกันเมื่อต้องประสานกันจึงเกิดขึ้น และเป็นชนวนเหตุที่นำมาสู่ความรุนแรงได้ในที่สุด
นับแต่นั้นมาก็เริ่มมีการก่อเหตุความไม่สงบหลาย ๆ เหตุการณ์จากภาวะความไม่ลงรอยกันทางวัฒนธรรมเหล่านี้มากมาย โดยส่วนมากจะเป็นการพุ่งเป้าไปยังกำลังความมั่นคงและสัญลักษณ์ทางอำนาจของรัฐไทยเป็นหลัก อย่างเช่นการเผาโรงเรียนพร้อมกัน 36 แห่งในภาคใต้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2536 ไปจนถึงการวางระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2544 ซึ่งรัฐไทยเองก็หาทางกำราบกลุ่มผู้ก่อเหตุอยู่หลายครั้งด้วยกัน
ในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 มีกลุ่มผู้ชุมนุมชาวมุสลิมจำนวนหนึ่งรวมตัวกันหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ เนื่องจากการไม่เห็นด้วยกับการคุมขังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มอบอาวุธปืนลูกซองให้กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งแม้จะมีการเจรจาปล่อยตัวแต่ก็ไม่เป็นผล นำมาสู่การปะทะขว้างปาก้อนหินของผู้ชุมนุม และมวลชนบางส่วนพยายามบุกสถานีตำรวจ จนกองกำลังความมั่นคงเริ่มใช้แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ ไปจนถึงกระสุนจริงยิงตอบโต้ และมีผู้เสียชีวิตจากการใช้กระสุนจริง 7 รายด้วยกัน
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ชุมนุมกว่า 1,370 คนขึ้นรถขนย้ายไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งกินเวลานานถึง 6 ชั่วโมง ด้วยจำนวนคนที่แออัดยัดเยียดอยู่บนคันรถ ทำให้ระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมเกิดมีผู้คนเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นจากการหายใจไม่ออก หมดสติกะทันหันจากความร้อนและการชักเกร็ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตตามมาอีก 84 ราย
นี่เลยถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความล้มเหลวของการจัดการสถานการณ์การสลายการชุมนุมของประชาชนได้อย่างไม่น่าให้อภัย ที่นอกจากจะทำให้เกิดความสูญเสียแล้ว สิ่งที่ตามมาอย่างความรุนแรงในพื้นที่ที่มีมากขึ้นต่อเนื่องในอีกหลายปีถัดมา และการเกิดคดีความเพื่อฟ้องร้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญเสีย น่าจะทำให้ผู้ที่มีอำนาจปกครองในประเทศมองเห็นแล้วว่าชีวิตของประชาชนในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้นมีคุณค่า เพียงแต่ทันทีที่พวกเขาเปลี่ยนสถานะเป็น ‘ผู้ชุมนุม’ การปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมของพวกเขาก็ไม่เหมือนการปฏิบัติกับเพื่อนมนุษย์อีกต่อไป
อ้างอิง
- https://th.wikipedia.org/wiki/กรณีตากใบ
- https://kb.psu.ac.th/psukb/handle/2553/4408
- https://www.ilaw.or.th/articles/45135
- https://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/132149-halabalatakbai.html
