“แดนฝันอันตรธาน” คือภาพยนตร์ที่พูดถึงความเศร้าในฐานะ “พื้นที่” บางอย่างของมนุษย์ พื้นที่ที่เราหลงทาง อยู่กับความทรงจำ อยู่กับความสูญเสีย และพยายามหาความหมายให้กับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ผ่านสายตาของนักมายากล คนกู้ภัย และคนที่พยายามสื่อสารความรู้สึกของตัวเองผ่านถ้อยคำเปรียบเปรย

บทสนทนานี้จึงไม่ใช่แค่การคุยถึงหนังเรื่องใหม่ของ ณัฐภกร แน่งน้อย แต่ยังเป็นการคุยถึง “ความเศร้า” ในฐานะภาษาหนึ่งของชีวิต ผ่านมุมมองของผู้กำกับ นักแสดง และคนทำงานที่กำลังพยายามทำความเข้าใจโลกที่เย็นชาและเปราะบางขึ้นทุกวัน

ตั้งแต่การรู้จักมายากลวัย 11 ขวบ ข่าวอาชญากรรมที่เห็นในโทรทัศน์ ความรู้สึกผิดจากการสูญเสียครั้งแรก ไปจนถึงโลกของนักกู้ภัยที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า “แดนฝันอันตรธาน” จึงกลายเป็นหนังที่ไม่ได้พูดถึงแค่ความเศร้า แต่พูดถึงมนุษย์ที่กำลังพยายามมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมัน

“มายากล” กับการหลงใหลในสิ่งที่อธิบายไม่ได้

สำหรับ ณัฐภกร แน่งน้อย จุดเริ่มต้นของความสนใจใน “มายากล” เกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 11 ปี ตอนที่ครูศิลปะคนหนึ่งเล่นมายากลให้ดูในช่วงพักเที่ยง และเลือกจะไม่เฉลยว่ากลไกเบื้องหลังคืออะไร

บอส ณัฐภกร : ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติมาก มันอธิบายไม่ได้ แล้วอาจารย์ก็ไม่ได้เฉลย เขาแค่บอกว่า ‘มันคือมายากล’ แล้วปล่อยให้ผมกลับไปหาคำตอบเอง

จากความสงสัยในวันนั้น เด็กคนหนึ่งเริ่มกลับบ้านไปค้นคลิปสอนมายากลในอินเทอร์เน็ต เริ่มฝึกไพ่ ฝึกการหลอกสายตา และค่อยๆ หลงใหลในศาสตร์ที่ใช้ “ภาพลวง” เป็นเครื่องมือสื่อสารกับความรู้สึกของมนุษย์ สำหรับบอส มายากลไม่ใช่แค่การโชว์เทคนิค แต่มันคือการทำให้คนดู “เชื่อ” ในบางสิ่งชั่วขณะ เหมือนกับภาพยนตร์ที่กำลังพาเราเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

และบางที “แดนฝันอันตรธาน” ก็อาจเป็นมายากลอีกแบบหนึ่งของเขาเช่นกัน

ข่าวอาชญากรรม และโลกที่เย็นชาขึ้นทุกวัน

แรงบันดาลใจตั้งต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับไม่ได้มาจากภาพยนตร์เรื่องไหนโดยตรง แต่มาจาก “การดูข่าว” ผู้กำกับเล่าว่า เขาเติบโตมากับยุคที่สื่อเต็มไปด้วยข่าวอาชญากรรม ความรุนแรง และเหตุการณ์สะเทือนใจ จนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมทุกข่าวถึงมักมี “คนกู้ภัย” อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นเสมอ

“ถ้าเราทำหนังที่มีตัวละครเป็นกู้ภัย
เขาจะเป็นคนที่พาเราไปเห็นเหตุการณ์ต่างๆ
ที่อธิบายยากมากๆ ของชีวิต”

บอส ณัฐภกร : จุดนั้นเองทำให้ “แดนฝันอันตรธาน” เริ่มขึ้น หนังไม่ได้เล่าแค่เหตุการณ์ แต่เล่าถึงคนที่อยู่ท่ามกลางเหตุการณ์เหล่านั้น คนที่ต้องเห็นความตาย ความสูญเสีย และความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเริ่มตั้งคำถามกับโลกและตัวเอง

SUM UP : ความเศร้าในฐานะ “ภาษาของชีวิต”

ถ้าย้อนกลับไปถึงผลงานก่อนหน้าอย่าง “โศกาอาดูร” ความเศร้าคือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในงานของบอสมาโดยตลอด แต่สำหรับเขา ความเศร้าไม่ใช่แค่ความหม่นหรือความหดหู่ มันคือบางอย่างที่ทำให้มนุษย์ “ระวังชีวิต” มากขึ้น

“ความเศร้ามันสอนให้เราไม่ประมาท มันทำให้เราเข้าใกล้สัจธรรมของชีวิตมากขึ้น”บอส ณัฐภกร : จุดเริ่มต้นของการทำหนังตั้งแต่หนังสั้นและสารดีเรื่องแรก เกิดขึ้นจาก “การสูญเสียครั้งแรก” ของตัวเอง และการพยายามสำรวจความรู้สึกนั้นซ้ำๆ ผ่านงานศิลปะ แต่ใน “แดนฝันอันตรธาน” ความเศร้าถูกขยายออกไปกว่านั้น มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเศร้าในเชิงสังคม ความเศร้าจากโลกที่รุนแรงขึ้น โลกที่ผู้คนค่อยๆ เย็นชาต่อกันมากขึ้นทุกวัน

SUM UP : ขุนโน้ต กับ “ก้อนความเศร้า” ของตัวละคร ผ่านโลกของ “กู้ภัย” ที่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา

ในฐานะนักแสดงนำ จิรภัทร อุตมานันท์ มองว่าความเศร้าของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ความเศร้าแบบชัดเจนตรงไปตรงมา แต่มันคือความรู้สึกของ “การไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกแบบไหน” ตัวละครนักมายากลในเรื่อง จึงกลายเป็นคนที่มองโลกต่างออกไปจากคนอื่นเสมอ เขาอยู่ระหว่างความจริงกับภาพลวง ระหว่างสิ่งที่คนเห็น กับสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน

สำหรับขุนโน้ต ความเศร้าของตัวละครจึงไม่ใช่แค่การร้องไห้หรือสูญเสีย แต่มันคือการค่อยๆ สะสมความรู้สึกบางอย่างไว้ข้างใน จนสุดท้ายมันกลายเป็นแรงกดดันที่พร้อมปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ ซึ่งหนึ่งในกระบวนการสำคัญของหนัง คือการลงพื้นที่ศึกษาการทำงานของกู้ภัยจริง ซึ่งสิ่งที่ขุนโน้ตค้นพบ กลับแตกต่างจากภาพจำเดิมโดยสิ้นเชิง

ขุนโน๊ต จิรภัทร : เขาเหมือนคนที่ไม่เข้าพวก ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกแบบไหนกันแน่ ตอนแรกคิดว่าคนทำงานกู้ภัยน่าจะเต็มไปด้วยความเศร้า ความกดดัน หรือความหดหู่จากการเห็นความตายตลอดเวลา แต่สิ่งที่พบจริงคือ “ความเป็นมืออาชีพ” บางอย่าง โดยสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคนทำงานเหล่านี้ กลับไม่ใช่ศพหรืออุบัติเหตุ แต่เป็น “เคสคนเมา” หรือเหตุทะเลาะวิวาทที่ควบคุมอารมณ์ยาก และเต็มไปด้วยความวุ่นวายของมนุษย์ 

สำหรับขุนโน้ต สิ่งนี้ทำให้เขาเคารพคนทำงานกู้ภัยมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องจัดการทั้งสภาพร่างกาย เหตุการณ์เฉพาะหน้า ความเร็ว ความสูญเสีย และอารมณ์ของผู้คนไปพร้อมกัน

เอิงเอย กับการสื่อสารผ่าน “คำเปรียบเปรย”

“บางครั้งสิ่งที่อยู่ข้างในมนุษย์ มันซับซ้อน
เกินกว่าจะพูดออกไปได้ง่าย ๆ
เพราะการพูดตรงๆ อาจนำไปสู่การปะทะ ความขัดแย้ง
หรือผลลัพธ์บางอย่างที่เราเองก็ไม่พร้อมรับ”

ด้าน ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ ตัวละครของเธอในเรื่อง เปรียบเสมือน “ผู้เล่าเรื่อง” ที่มักสื่อสารผ่านอุปมาอุปไมยมากกว่าการพูดตรงๆ เมื่อถูกถามว่า ทำไมมนุษย์ถึงชอบพูดอ้อมๆ แทนที่จะพูดตรงไปตรงมา เอิงเอยมองว่า บางครั้งสิ่งที่อยู่ข้างในมนุษย์ มันซับซ้อนเกินกว่าจะพูดออกไปได้ง่ายๆ เพราะการพูดตรงๆ อาจนำไปสู่การปะทะ ความขัดแย้ง หรือผลลัพธ์บางอย่างที่เราเองก็ไม่พร้อมรับ

มนุษย์จึงเลือกใช้ “ภาษาซ่อนความรู้สึก” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำเปรียบเปรย เรื่องเล่า หรือประโยคที่พูดไม่หมด และบางครั้ง สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเดียวที่ทำให้เราสามารถพูดความจริงออกมาได้ โดยไม่ต้องพูดมันตรงๆ แม้จะขัดกับธรรมชาติของตัวเธอที่ชอบพูดตรง ๆ มากกว่า แต่เธอก็เข้าใจว่าทำไมตัวละคร รวมถึงมนุษย์ทุกคน มีกำแพงบางอย่างที่ทำให้ไม่กล้าสื่อสารออกไปแบบนั้น

Mental Health ของมนุษย์ทำงาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดัน และความสูญเสีย 

จากการลงพื้นที่ศึกษางานกู้ภัยจริง จิรภัทร อุตมานันท์ เล่าว่า สิ่งที่น่าตกใจที่สุด ไม่ใช่ภาพความรุนแรงหรือความตาย แต่คือการได้เห็นคนที่ต้องจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว เยือกเย็น และแม่นยำ เหมือนมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งที่ลึกลงไป พวกเขาเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน

“จริงๆ เขาอาจรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
แต่เพราะมันคืองาน เขาต้องทำมัน”

ประโยคนี้กลายเป็นเหมือนภาพสะท้อนของคนยุคนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักกู้ภัย นักแสดง คนทำงานกองถ่าย หรือมนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก ที่กำลังเรียนรู้จะกดซ่อนความเปราะบางเอาไว้ใต้คำว่า “มืออาชีพ” จนบางครั้งเราเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองหน้าตาเป็นแบบไหนกันแน่

และบางที “แดนฝันอันตรธาน” ก็อาจกำลังพูดถึงผู้คนที่ยังฝืนใช้ชีวิตต่อไป ทั้งที่ข้างในกำลังพังเงียบๆ อยู่ตลอดเวลา

SUM UP : ความเศร้าไม่ได้เกิดขึ้นจาก “การสูญเสีย” เพียงอย่างเดียว แต่มันยังเกิดจากความรู้สึกของ “การไม่เข้าพวก” ด้วยเช่นกัน

บอส ณัฐภกร : ผมมองว่านักมายากลเป็นคนที่มี Perspective ต่อโลกแตกต่างจากคนอื่น พวกเขาเห็นบางอย่างที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น รับรู้ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายออกมาไม่ได้ และยิ่งรับรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกแปลกแยกจากโลกมากขึ้นเท่านั้น

ความเศร้าใน “แดนฝันอันตรธาน” จึงเป็นความเศร้าของคนที่เหมือนกำลัง “อยู่ผิดโลก” อยู่ตลอดเวลา เป็นมนุษย์ที่ไม่รู้ว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหน หรือควรใช้ภาษาแบบไหนอธิบายสิ่งที่อยู่ในใจ มันคือความรู้สึกของคนที่พยายามซ่อนตัวเองเอาไว้ใต้ความนิ่ง ความเงียบ หรือแม้แต่ “การแสดงมายากล” บางอย่าง เพื่อไม่ให้ใครมองเห็นความเปราะบางจริงๆ ที่อยู่ข้างใน

SUM UP : ยิ่งโลกในหนังเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวมากขึ้นเท่าไร โลกยุคปัจจุบันในฐานะสถานที่ที่ “ใจร้ายขึ้นเรื่อยๆ”

บอส ณัฐภกร : ทุกวันนี้โลกมันใจร้ายอยู่แล้วในมุมหนึ่ง ผมไม่ใช่คนที่มองโลกสดใสนัก เพราะยิ่งเติบโตขึ้น ยิ่งเห็นความเยือกเย็นของสังคมมากขึ้นทุกวัน ทั้งจากข่าว ความรุนแรง หรือวิธีที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันเอง 

ความรู้สึกนั้นจึงค่อยๆ ซึมเข้าไปในบรรยากาศของหนัง ทั้งภาพฝันอันเวิ้งว้าง ตัวละครที่เหมือนกำลังหลงทาง และผู้คนที่พยายามดิ้นรนรักษาความอ่อนโยนเอาไว้ ท่ามกลางโลกที่ค่อยๆ ทำให้มนุษย์ชา

บางที “แดนฝันอันตรธาน” จึงไม่ใช่แค่หนังเศร้า แต่มันคือหนังของคนที่กำลังพยายาม “รักษาหัวใจตัวเอง” เอาไว้ ในโลกที่พร้อมจะทำให้เรากลายเป็นคนเย็นชาตลอดเวลา

“ระบบ” ที่กำลังกดทับมนุษย์อย่างเงียบๆ 

ด้าน ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ กลับหยิบอีกประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาพูด นั่นคือเรื่องของ “ระบบ” ที่กำลังกดทับมนุษย์อย่างเงียบๆ

“โครงสร้างทุนนิยมที่บังคับให้ผู้คนต้องแข่งขัน
ต้องปิดซ่อนความอ่อนแอ
และต้องพยายามทำตัวเองให้ใช้งานได้
อยู่ตลอดเวลา”

มุมมองของเธอจึงเต็มไปด้วยคำถามต่อโลกสมัยใหม่ ว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ทั้งที่จริงๆ แล้วเราต่างต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความรู้สึกเหมือนกันทั้งหมด

การที่ตัวละครของเธอเลือกพูดผ่านอุปมาอุปไมย เลือกใช้ภาษาที่อ้อมค้อม ไม่พูดตรงๆ จึงไม่ใช่แค่ลูกเล่นทางบท แต่เป็นเหมือนการต่อต้านโลกที่บังคับให้ทุกอย่างต้อง “ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และอธิบายได้ทันที” เพราะบางครั้ง ความรู้สึกของมนุษย์ก็ซับซ้อนเกินกว่าจะถูกย่อยให้กลายเป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ แบบที่โลกทุกวันนี้ต้องการ

SUM UP : ความหมายของ “แดนฝันอันตรธาน”

เมื่อถูกถามว่า “แดนฝัน” ของแต่ละคนมีหน้าตาแบบไหน คำตอบของทั้งสามคนกลับไม่ได้ฟังดูยิ่งใหญ่เกินจริง แต่มันคือความฝันธรรมดาๆ ของมนุษย์ที่อยากมีพื้นที่ปลอดภัยบางอย่างในชีวิต อยากได้ใช้ชีวิตในโลกที่ตัวเองเข้าใจ และถูกรับฟังโดยไม่ต้องพยายามอธิบายตัวเองตลอดเวลา

บางที “แดนฝัน” จึงอาจไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นความรู้สึกของการได้อยู่ตรงไหนสักแห่ง โดยไม่ต้องหลบซ่อนตัวเองอีกต่อไป หาก “แดนฝันอันตรธาน” คือเรื่องเล่าของความโหยหา การสูญเสีย และความเศร้าที่ส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคน สิ่งที่ทั้งสามอยากมอบให้ผู้ชม อาจไม่ใช่คำตอบ

แต่อาจเป็นความรู้สึกร่วมบางอย่าง ความรู้สึกว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็น ความเปราะบาง และผู้คนที่กำลังซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ใต้ใบหน้าปกติ เราอาจไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว และบางที การได้มีใครสักคนมองเห็น ความเศร้าของเรา ก็อาจเป็นมายากลที่สำคัญที่สุดของชีวิตแล้วก็ได้

ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ “แดนฝันอันตรธาน” อาจอยู่ตรงที่ หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามแยก “มายากล” ออกจาก “ความจริง ตรงกันข้าม มันกลับมองว่ามนุษย์อาจจำเป็นต้องมี “ภาพลวง” บางอย่าง เพื่อใช้ทำความเข้าใจกับความจริงที่เจ็บเกินกว่าจะมองตรงๆ

เช่นเดียวกับมายากล ที่ใช้การหลอกสายตาเพื่อสร้างความรู้สึกบางอย่าง ภาพยนตร์เองก็อาจเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความเศร้า ความสูญเสีย หรือบาดแผลในใจ โดยไม่ต้องมองมันตรงๆ ตลอดเวลา

“บางคนใช้เรื่องเล่า
บางคนใช้ความฝัน
บางคนใช้คำเปรียบเปรย
และบางคนใช้ “มายากล”

เพื่อพาตัวเองค่อยๆ เดินเข้าใกล้ความจริง ที่อาจหนักเกินไปสำหรับหัวใจมนุษย์จะรับไหวในครั้งเดียว และภาพยนตร์เรื่องแดนฝัน อันตรธาน และเรื่องเล่า The White Rabbit กำลังทำหน้าที่นั้นในการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองของนักกู้ภัยนั่นเอง

ภาพยนตร์ “แดนฝันอันตรธาน” จะเข้าฉายพิเศษเฉพาะโรงภาพยนตร์เครือ SF Cinema และโรงภาพยนตร์ House Samyan ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นี้

AUTHOR

นักคิด นักเขียน นักสร้างคอนเทนต์ ตัวปัญหาของกระแส ชาวเกย์ผู้แปลกแยก และนักเล่าเรื่องในรูปแบบที่แตกต่าง หลงใหลวัฒนธรรม Pop ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์และดนตรี และยังเป็นผู้กำกับอิสระ นักดนตรีและนักแต่งเพลง รวมถึงแอดมินเพจที่ประสบความสำเร็จในโซเชียลอีกด้วย เก่งซะไม่มี

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป