ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอาจจะเป็นปัญหาที่เรามักจะได้ยินกันอยู่เป็นระยะ ๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนน่าจะเห็นแล้วว่าประเด็นดังกล่าวเกิดข้อพิพาทกันอีกครั้ง สิ่งนี้นำมาสู่ความตึงเครียดของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง และการหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันก็คงจะมีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย อย่างล่าสุดที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีการเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน
จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทในรอบนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ในระหว่างที่ทหารกำลังลาดตระเวน กองกำลังไทยและกัมพูชาก็ได้มีการปะทะกันบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย โดยทหารคนดังกล่าวมีชื่อว่า ‘สวน โรน’ (Suan Roan) เป็นทหารยศสิบเอกวัย 48 ปี ทั้งนี้ สำนักข่าวสัญชาติกัมพูชา ‘Khmer Times’ ระบุว่า ฝั่งไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน
ส่วนทางด้าน ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกฯ และรมว.กลาโหมของไทย ระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้มีเจตนาจะต่อสู้กัน และการปะทะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ อีกทั้งความคิดเห็นจากนักวิชาการส่วนหนึ่งในไทยมองเรื่องนี้ตรงกันว่า ‘การปะทะกันในครั้งนี้ผิดวิสัย’ เพราะส่วนใหญ่เวลาทหารลาดตระเวนเจอกันจะไม่มีการปะทะกันในทันที ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ถัดมาในวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 รัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการหารือร่วมกันทุกระดับ เพื่อหาแนวทางในการยุติปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการหารือกันระหว่าง ‘พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์’ ผู้บัญชาการทหารบกไทยกับ ‘พลเอกเมา โซะพัน‘ ผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา จากนั้นทางการไทยก็ได้ออกมาแถลงผลในการหารือ 3 ข้อ ได้แก่ กลไกที่จะใช้แก้ปัญหาในครั้งนี้นั่นก็คือ JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา) และจะมีการนัดประชุมกันวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ซึ่งทหารทั้ง 2 ฝ่ายต้องถอนกำลังออกมา 200 เมตรเพื่อลดการเผชิญหน้า และให้รักษาความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศเอาไว้
ถัดมาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ทางการกัมพูชาได้ออกมาแถลงผลการหารือ 4 ข้อ ส่วนที่เพิ่มมา 1 ข้อก็คือ ทางการกัมพูชายืนยันจะไม่ถอยออกจากจุดปะทะ เพราะบริเวณดังกล่าวประเทศกัมพูชาครอบครองมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการลงนาม MOU43 (บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรังวัดและการกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543)
ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2568 รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจส่งเรื่องพื้นที่เปราะบาง 4 จุด ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาเมือนโต๊ด, ปราสาทตาควาย และพื้นที่มุมใบ ไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือที่เรารู้จักกันในนามของ ‘ศาลโลก’ ซึ่งการตัดสินใจนี้ได้ผ่านมติสภาฯ ของประเทศกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังแจงว่าจะไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ในการประชุม JBC ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ดังนั้น หากพอจะสรุปท่าทีของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศก็จะมีหัวข้อหลัก ๆ อยู่ที่ ‘วิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน’ กล่าวคือ ท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาคือต้องการให้ศาลโลกเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องชายแดน โดยทาง ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา อ้างเหตุผลว่า เรื่องราวมันอาจจะลุกลามใหญ่โตจนคล้ายกับ ‘ฉนวนกาซา’ ที่ทำให้อิสราเอลและปาเลสไตน์ขัดแย้งกันต่อเนื่องยาวนานได้ ทั้งนี้หากยังพอจำกันได้ ไทยและกัมพูชาเคยมีข้อพิพาทกันเรื่องพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และในกรณีนั้นก็ใช้กลไกของศาลโลก โดยศาลโลกได้ชี้ขาดว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา
ส่วนท่าทีของรัฐบาลไทยคือ ไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2503 และยังคงยืนยันในจุดยืนนี้อยู่ ทั้งยังเสนอให้เจรจากันอย่างสันติวิธีบนฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และความตกลงต่าง ๆ เช่น MOU 2543 รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ และย้ำอีกครั้งว่าควรเจรจากันผ่าน ‘กลไกทวิภาคี’ ที่ทั้ง 2 ประเทศมีกันอยู่แล้ว ประกอบไปด้วย JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม), GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) และ RBC (คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค) ซึ่งท่าทีไทยจะยึดหลักของการเจรจาอย่างสันติและมีปลายทางคือการจัดทำหลักเขตแดนต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงแบบทวิภาคีระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย โดยมีตัวอย่างที่เคยทำสำเร็จในบางพื้นที่ อาทิ สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา, สะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้ ไทยยังย้ำว่าพร้อมที่เข้าร่วมประชุม JBC ในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ที่กรุงพนมเปญ และคาดหวังว่าประเทศกัมพูชาจะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ส่วนความคืบหน้าต่าง ๆ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ภูมิธรรม เวชยชัย พร้อมกับคณะได้มีการเดินทางไปยังอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อพบกับ ‘เตีย เซยฮา’ รองนายกฯ รมว.กลาโหมกัมพูชาและคณะ เพื่อพูดคุยเจรจากันถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้น แต่ล่าสุดทางกระทรวงกลาโหมของฝั่งกัมพูชา ได้ออกมาเปิดเผยผลการเจรจาว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะลดความตึงเครียดและจะสื่อสารเจรจาอย่างสันติต่อไปในอนาคต แต่ขอปฏิเสธที่จะถอนกองกำลังออกจากช่องบกหรือมอมเตยตามคำขอ
นอกจากนี้ในวันนี้ (6 มิถุนายน 2568) รัฐบาลไทยก็ได้มีการแถลงผลการประชุม สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) โดยยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลและกองทัพจะมีความเป็นเอกภาพ ส่วนหน้าที่ในการสื่อสารประเด็นต่าง ๆ จะเป็นกระทรวงต่างประเทศ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 14 นี้จะเน้นไปที่เรื่องของจุดที่ปะทะกันก่อนเพื่อคลายสิ่งที่กระทบกระทั่งกัน ส่วนประเด็นอื่น ๆ ยังไม่ใช่สาระสำคัญ
อย่างไรก็ดี ข้อมูลจาก BBC ระบุว่า ไทยและกัมพูชามีชายแดนติดกันความยาวประมาณ 789 กิโลเมตร มีบริเวณที่คาบเกี่ยวกันทั้งทางบกและทางทะเล ส่วนข้อมูลอีกชุดที่น่าสนใจก็คือ ทาง ‘สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี’ อดีตสื่อมวลชนและนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภูมิภาคอาเซียน ได้ให้สัมภาษณ์กับประชาไทในประเด็นนี้เอาไว้ว่า วิธีการแก้ไขปัญหาก็คือ การปักปันเขตแดนให้เรียบร้อย แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเขาเสนอว่ารัฐบาลต้องทำให้เรื่องชายแดนโปร่งใส ชัดเจน เพื่อจะได้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ เขายังได้อธิบายให้เห็นว่า แผนที่ที่จะใช้อธิบายเขตชายแดนไทย-กัมพูชามีทั้งหมด 3 ฉบับ ได้แก่ แผนที่ L7018 มาตรา 1 ต่อ 50,000 ที่จัดทำโดยกรมแผนที่ทหารไทย, แผนที่มาตรา 1 ต่อ 200,000 ที่จัดทำโดยฝรั่งเศสและอยู่ใน MOU 43 และแผนที่ที่ทางกัมพูชาใช้มาตรา 1 ต่อ 100,000 ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ หากเอาแผนที่ทั้ง 3 มาเทียบเคียงกัน เส้นเขตแดนไทยยังไงก็ไม่มีทางตรงกัน ดังนั้นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนควรค้นหาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนรายงานออกสู่สาธารณะ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่านั่นอาจจะเป็นเพราะสื่อเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสาร และในประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การสื่อสารใด ๆ ก็ควรเต็มไปด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบตามมานั่นเอง

อ้างอิง
- แถลงการณ์รัฐบาลไทยและแถลงการณ์รัฐบาลกัมพูชา
- https://www.khmertimeskh.com/501691344/cambodian-soldier-killed-in-border-clash-with-thai-troops-ministry-of-defense-confirms
- https://apnews.com/article/cambodia-thailand-border-court-preah-vihear-dispute-ed4967fb809448ccf42542ea21de9839
- https://www.bbc.com/thai/articles/cn4qp0l5091o
- https://www.bbc.com/thai/articles/cy4kw59el3zo
- https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1154251/?bid=1
- https://prachatai.com/journal/2025/06/113148
- https://www.thairath.co.th/news/foreign/2862618
- https://www.facebook.com/photo/ข้อพิพาทดินแดน “ไทย-กัมพูชา” ควรจบที่ JBC หรือ ศาลโลก
- https://www.thairath.co.th/news/foreign/2862618
- https://www.matichon.co.th/politics/news_5216582
- https://www.thaipbs.or.th/news/content/352925
- https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/395288
