TASTE เด็กเจนแซ่บ

หากช่วงเดือนที่ผ่านมาใครได้รับชมซีรีส์ ‘TASTE เด็กเจนแซ่บ’ ซีรีส์เรื่องล่าสุดจากผู้สร้าง ‘ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น’ ที่ก็ได้นิยามว่าเป็นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตวัยรุ่น Gen Z กลุ่มหนึ่งที่แต่ละคนล้วนมีแรงปรารถนาและความต้องการในการสร้างตัวตน โดยพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงสังคม 1% ของประเทศด้วยความทะเยอทะยาน 

แน่นอนว่าถึงแม้ตัวซีรีส์จะมาจากผู้สร้างฮอร์โมนฯ แต่ว่าเรื่องราวก็ไม่ได้มีความคล้ายกันเท่าไรนัก อาจจะด้วยเพราะยุคสมัยที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ ตัวตน และค่านิยมความสำเร็จของเด็กวัยรุ่นในยุคนี้ต่างออกไปจากเมื่อสิบปีที่แล้ว

ยุคสมัยนี้ คือยุคที่ทุกคนสามารถเป็นคนดังได้เพียงชั่วข้ามคืน เพียงแค่ปลายนิ้วกดก็สามารถสร้างไวรัลคอนเทนต์ได้ และแน่นอนว่าแวดวงไฮโซ ดารา นักร้อง นางแบบ หรืออินฟลูเอนเซอร์ล้วนโยงใยเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ขาด โดยมีสิ่งสำคัญที่เป็นทั้งแกนเรื่องและชื่อเรื่องอย่าง ‘รสนิยม’ (Taste) เป็นเครื่องหมายกำกับ ว่าใครเป็นพวกเดียวกัน และใครที่ไม่ใช่พวกเดียวกันกับพวกเขา

“เมื่อเทสต์ที่ดี… อาจพาเราไปสู่ชีวิตที่ดี
แต่เทสต์ที่ดี… มีราคาที่ต้องจ่าย”

เรื่องราวของเรื่องเริ่มต้นเมื่อ ‘แบมบี้’ เด็กสาวไร้แสงที่โหยหาการยอมรับมาทั้งชีวิตได้เข้าไปพัวพันกับโลกของการเป็น ‘อินฟลูฯ’ ทั้งในด้านฐานะทางสังคม เงินทอง การเป็นคนดังในโลกโซเชียล และบรรดาคนป๊อป ๆ ที่ถึงแม้ภายนอกจะดูมีความสุขกับพรีวิลเลจและกระแสนิยมของตัวเองเป็นอย่างดี แต่อันที่จริงทุกคนล้วนมีปมบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายใต้คำว่า TASTE

‘วัยรุ่นเทสต์ดี’ คือประโยคที่เราต่างเคยได้ยินและถกเถียงกันมาในโซเชียลนับครั้งไม่ถ้วน ว่าความหมายของ ‘เทสต์ดี’ คืออะไรกันแน่ ทั้งที่จริง ๆ รสนิยมควรเป็นความชอบส่วนบุคคล แต่เมื่อกระแสความนิยมและแฟชั่นยังคงมีอยู่และเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด ก็ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใดใครหลายคนจึงอยากจะเป็นคนอินเทรนด์ แม้ว่าสิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่ตัวเองสักเท่าไร

แบมบี้เคยผ่านมาทั้งการถูกเมินในวัยเด็ก พอโตมาก็เจอเพื่อนหักหลัง มีแต่คนไม่จริงใจ นั่นจึงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรที่เธอเองก็เป็นอีกคนได้เลือกเปลี่ยนตัวเองให้ ‘เทสต์ดี’ และกลายเป็นคนดังในโซเชียลเพียงชั่วข้ามคืน โดยไม่ง้อวงสังคมเดิม ๆ จากเพื่อนที่โรงเรียน เพราะเธอคิดว่าตัวเอง ‘ไปได้ไกล’ มากกว่านั้น

แบมบี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เธอได้อยู่ในจุดของการเป็นวัยรุ่นเทสต์ดี ไม่ว่าจะเริ่มจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีไวรัลชั่วข้ามคืน ออกเพลงเป็นซิงเกิลของตัวเองโดยการหลอกใช้เพื่อนสนิทที่แอบชอบเธอตอนเด็ก เข้าวงการนางแบบโดยไม่สนว่าจะต้องเหยียบใครขึ้นไป ยิ่งช่วงท้าย ๆ เราก็จะเห็นได้ว่า แม้ว่าแบมบี้จะรู้ว่าทุกสิ่งที่เธอทำมานั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว เธอจึงเลือกที่จะ ‘ดับเครื่องชน’ มากกว่าจะแก้ไขเรื่องราวที่คล้ายกับแก้วที่แตกจนร้าว

นอกเหนือไปจากแบมบี้ ก็ยังมีอีก 7 ตัวละครที่เป็นตัวแทนของ ‘วัยรุ่นยุคนี้’ ได้อย่างดี ทั้งเด็กหนุ่มนักแสดงวายขายจิ้นที่หมดไฟกับการเซอร์วิสแฟนคลับ, เด็กสาวชาวโว้กที่เชื่อในอิสรภาพและคนเท่ากัน ถึงแม้ว่าจะเกิดมาในสังคมที่ไร้ซึ่งความเท่าเทียม, เด็กหนุ่มที่ถูกตีกรอบกับเส้นทางที่ผู้เป็นพ่อมอบให้, เด็กสาวที่เกิดมาพร้อมทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไร หรือกระทั่งหญิงข้ามเพศที่รักตัวเองมาก แต่เมื่อมีความรักก็กลับสูญเสียตัวตนลงเพราะกลัวอีกฝ่ายไม่รัก

แม้ว่าตัวละครที่เล่ามาจะมีปูมหลังจะต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนเหมือนกันคือ ‘ความอยาก’ จะเป็นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งที่ใครสักคนบอกว่าทำแล้วจะดี สิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะได้รับทั้งความรักและการยอมรับจากใครสักคน

ในโลกที่ดูจะทันสมัยและใครหลายคนดูจะสบายดี ท่ามกลางสื่อออนไลน์นอกเหนือจากการเป็นช่องทาง ‘การสร้างตัวตน’ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นการผลิตซ้ำวาทกรรมทางสังคมหลายอย่าง วาทกรรมและค่านิยมที่ถูกนิยามว่าดีเมื่อวัดจากตัวเลขยอด Like และ Follower แต่ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้กลับทำให้ความหลากหลายทางตัวตนถูกบดบังไป เพราะใคร ๆ ก็เป็นแบบเดียวกันหมด ทั้งมาตรฐานความงาม แฟชั่น หรือกระทั่งไลฟ์สไตล์ 

แต่หากลองมองให้ลึกเข้าไป หลายครั้งเราก็กลายเป็นคนที่เราไม่รู้จัก เพราะทำตามกระแสสังคมแต่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และสิ่งอันตรายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคือ “เราอาจมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองอีกต่อไป”

ทางจิตวิทยามีคำอธิบายถึง ‘การเห็นคุณค่าในตัวเอง’ เอาไว้ว่า “บุคคลที่ไม่ยอมรับในตัวเอง จนไม่สามารถปรับตัวให้บาลานซ์ระหว่าง ‘ตัวตนตามความเป็นจริง’ และ ‘ตัวตนในอุดมคติ’ ได้ อาจสูญเสียการมองเห็นคุณค่าในตนเอง” ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการตระหนักรู้ถึงตัวตนของตัวเอง

ภาวะความนับถือตนเองต่ำ (Low Self-esteem) ถือเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่เด็ก วัยรุ่น หรือกระทั่งคนวัยทำงานเองประสบพบเจอกันอยู่ทั่วโลก สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรจากภัยร้ายที่แฝงฝังเข้ามาอย่างเงียบเชียบในจิตใจ คล้ายกับไวรัสที่ออกฤทธิ์เมื่อเราไม่แข็งแรง และโจมตีเราเมื่อสงสัยเคลือบแคลงใจกับการเป็นตัวเอง

ด้วยยุคสมัยที่เราอยู่กับโลกออกไลน์มากกว่าชีวิตจริง แน่นอนว่าทำให้เทรนด์ต่าง ๆ หลั่งไหลและแพร่หลายอย่างรวดเร็วว่องไว นั่นจึงทำให้การเป็นตัวของตัวเองถูกท้าทาย และแทนที่ด้วยการอยากเป็น ‘ใครสักคน’ ของเพื่อนฝูง คนรัก วงสังคม หรือใครก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเราเอง

ที่อยากจะบอกก็คือ ทุกคนล้วนมีตัวตนที่แตกต่างกันออกไป และไม่มีใครที่จะเหมือนกับใครไปได้ทั้งหมดไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม และการพยายามวิ่งตามในสิ่งที่ไม่ใช่ แน่นอนว่ามันเหนื่อยเสมอ และอาจทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวตนออกไปยิ่งกว่าเดิม

“ฉันเป็นใคร?” คำถามที่อาจดูถามง่าย ตอบยาก แต่หากอยากเช็กว่า ‘เรา’ รู้จัก ‘ตัวเอง’ มากแค่ไหนก็อยากให้ลองถามดู แล้วจะค้นพบว่าจริง ๆ แล้ว เราหลงลืมตัวเองไปบ้างหรือเปล่า

แน่นอนว่าเราล้วนต่างเคยเป็น People Pleaser ล้วนอยากเป็นใครสักคนที่ถูกรัก ได้รับการยอมรับ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ถูกจดจำและมองเห็น แต่เราอาจไม่จำเป็นต้องขวนขวายตามหามันจากคนอื่นเลย เพราะที่จริงเรามอบมันให้กับตัวเองได้

หรือถึงแม้ว่าจะรู้ตัวในตอนนี้มันก็ยังไม่สายไป เพราะที่จริงแล้วตัวตนอาจไม่ใช่สิ่งที่จะตามหาจากภายนอก แต่อาจเริ่มได้จากการเรียนรู้ความเป็นตัวเองจากภายใน เราชอบ-ไม่ชอบอะไร และเป็นคนแบบไหน คำถามเหล่านี้เชื่อสิว่าตัวเราจะตอบได้ดีที่สุด

อ้างอิง

AUTHOR

หนังสือ ไพ่ทาโรต์ กาแฟส้ม แมวสามสี และลิเวอร์พูล