สำหรับใครที่พอจะเห็นข่าวคราวของงาน ‘THACCA SPLASH 2025’ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเห็นกิจกรรม พื้นที่จัดแสดง เวทีทอล์ก และการแสดงมากมายเกิดขึ้นภายในงาน ซึ่งก็เป็นอีกปีที่สะท้อนให้เห็นว่าภายในอีเวนต์ของหน่วยงานที่กำลังเร่งสนับสนุนเรื่อง Soft Power เขากำลังสนใจและอยากส่งเสริมเรื่องอะไรอยู่ในขณะนี้
หากมองกลับมายังประเด็นเรื่องการส่งเสริม Soft Power หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในบ้านเรา Pavillion ที่ดูจะตอบโจทย์และฉายให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าการสนับสนุนเหล่านี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้างเลยคือ Pavillion ที่ชื่อว่า ‘โครงการอวดเมือง The Pitching 2568’ โซนที่ 5 ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณงาน เมื่อก้าวเท้าเข้าไปยังโซนแรก โซนสองเรื่อย ๆ เราจะเห็นโซนนี้ก่อตัวขึ้นเป็นทรงกลม พื้นที่ตรงกลางคือเวทีทอล์ก และเวทีกิจกรรม พร้อมด้วยอัฒจันทร์ขนาดย่อมที่ชวนผู้คนเข้ามาฟัง มาดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้อย่างใกล้ชิด






ไฮไลต์ของกิจกรรมนี้คือพื้นที่ด้านนอก ซึ่งจัดไว้เป็นพื้นที่แสดงข้าวของ อัตลักษณ์ และจุดเด่นของจังหวัดต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในโครงการอวดเมืองปีนี้ ถามว่าโครงการนี้คืออะไร เล่าง่าย ๆ ว่าในประเทศเรา เวลาจะมีเทศกาลดี ๆ เด็ด ๆ เกิดขึ้นทีไร ก็คงจะหนีไม่พ้นจังหวัดหัวเมืองของภาคต่าง ๆ อย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น หรือภูเก็ต จังหวัดที่ดูนอกสายตาก็มักจะไม่ถูกเลือกเป็นพื้นที่สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยมุมมองความเป็นปัจจุบัน แบบเพิ่มความครีเอทีฟลงไปมากนัก จะมีแต่งานแสดงสินค้าโอท็อปบ้างล่ะ งานกาชาดจังหวัดบ้างล่ะ งานแฟร์ขายของในจังหวัดให้คนในจังหวัดมาเดินบ้างล่ะ เป็นเพราะต้นทุนการจัดงานอาจไม่มากพอให้เกิดการสร้างสรรค์มุมมองใหม่ ๆ ภายในกิจกรรมหรืออีเวนต์ในแต่ละพื้นที่ย่อย ๆ ในประเทศมากเท่าที่ควร
ทั้งที่จริง ๆ แล้วประเทศเราเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า Hidden Gem เต็มไปหมด และมักจะต้องถูกสนับสนุนด้วยสื่อ หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากช่วยพัฒนาความเป็นท้องถิ่นให้เข้าถึงง่าย อาจจะออกมาเป็นอีเวนต์งานคราฟต์ พิพิธภัณฑ์ หรือนิทรรศการเจ๋ง ๆ ที่นำเสนอความเป็นพื้นถิ่น ไม่ก็ร้านสไตล์ชิค ๆ ที่รวมเอาความเป็นพื้นถิ่นและความสนใจของผู้คนในยุคนี้เข้าไว้ด้วยกัน
ฉะนั้น สิ่งที่ภาครัฐหรือคนที่มีเงินพอจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ อย่าง คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA), คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) จึงร่วมกันสร้างโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อหาจังหวัดนำร่องจัดงาน ‘City Expo’ ของตัวเองขึ้นมาได้จริงในปี 2569 หรือภายในปีหน้านี้ โดย Pavillion ภายในงาน คือการนำ City Showcase ทั้ง 12 จังหวัดที่ผ่านเข้ารอบมาโชว์ให้ทุกคนได้เห็นกัน ว่าแต่ละจังหวัดมีแผนการจัดอีเวนต์ใหญ่ในพื้นที่จังหวัดตัวเองด้วยแนวคิดอย่างไร ออกแบบหน้าตา City Branding ยังไง และนำเสนอตัวตนของจังหวัดด้วยท่าทีแบบไหน เพื่อมา Pitching กันภายในงาน และหาเพียง 2 จังหวัดสุดท้ายที่จะได้งบจากภาครัฐไปจัดอีเวนต์อวดอัตลักษณ์และเศรษฐกิจชุมชนของเมืองตัวเองต่อไป






ตั้งแต่รอบแรกมีด้วยกัน 51 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการนี้ และมี 12 จังหวัดเข้ามาร่วม Pitching ภายในงาน ได้แก่ กาญจนบุรี, ขอนแก่น, จันทบุรี, เชียงราย, นครราชสีมา, พิษณุโลก, เพชรบุรี, แพร่, เลย, ศรีสะเกษ, สุโขทัย และ อุบลราชธานี โดยต้องผ่านเกณฑ์การตัดสินใหญ่ ๆ ของคณะกรรมการอย่างเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน, ความชัดเจนของอุตสาหกรรมเป้าหมาย, แผนการเงินและโมเดลธุรกิจ, ความพร้อมของการนำกิจกรรมไปปฏิบัติจริง, ศักยภาพเมืองน่าอยู่และดึงดูดประชากร
ซึ่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งเสร็จสิ้นการ Pitching โครงการไป และได้ 2 จังหวัดสุดท้ายที่จะได้จัดงาน City Expo เป็นของตัวเองในปีหน้า นั่นคือจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดศรีสะเกษ โดยทั้งสองจังหวัดต่างนำเสนอแนวคิดเทศกาลที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมโยงเศรษฐกิจสร้างสรรค์อันเป็นเนื้อตัวของพื้นที่ และขับเคลื่อนอีเวนต์ที่จะเกิดขึ้นด้วยพลังของผู้คนและความเป็นชุมชนอย่างแท้จริง จนได้รับคะแนนเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ในท้ายที่สุด
นี่อาจจะเป็นบันทึกหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าจับตามองต่อไปในปีหน้า เพราะปกติเรามักจะเห็นงานเจ๋ง ๆ ในแต่ละจังหวัดเกิดขึ้นด้วยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน จนช่วงเวลาที่ผ่านมาเราก็เห็นอีเวนต์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากหน่วยงานเอกชนอื่น ๆ มากขึ้น และจังหวะนี้นี่แหละที่จะทำให้เราเห็นว่า เมื่อภาครัฐมองเห็นและเริ่มต้นสนับสนุนเม็ดเงินและโอกาสอย่างจริงจัง จะทำให้มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นได้อีกบ้าง
สามารถติดตามการพัฒนาเทศกาลต้นแบบของจังหวัดผู้ชนะทั้งสองได้ตลอดปี 2569 ในช่องทาง Facebook : TCEB Domestic MICE ได้เลย
