“เราทำบุญด้วยใจ เขาจะเอาเงินไปทำอะไรต่อ เรื่องของเขา”
ประโยคซื้อความสบายใจ ที่เอื้อให้วัดกลายเป็นแหล่งหมุนเงินสีเทา
โดยปกติแล้ว เมื่อพูดถึงศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ ที่เป็นเหมือนศาสนาที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนับถือ และเป็นศาสนาที่รัฐไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ การมีอยู่ของศาสนาในสายตาประชาชนทั่วไป มักจะมองเป็นสิ่งที่ไม่ยึดโยงกับการตรวจสอบในระบบต่าง ๆ ตามกฎหมาย เพราะคนไทยเชื่อว่าวัดคือสถานที่สงบ เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาในคราบศาสนา ก็มักจะตีให้เป็นเรื่องส่วนบุคคล และคงไว้ซึ่งสถาบันทางศาสนาที่ยังศักดิ์สิทธิ์อยู่ เป็นเพียงการกระทำส่วนน้อยที่คอร์รัปชันเท่านั้น โดยในระบบสังคมปัจจุบันจะสามารถแยกอาชญากรรมในวัดออกจากโครงสร้างสังคมได้จริงหรือไม่
สถานะของ “วัด” ในโครงสร้างกฎหมายและการบัญญัติ
ตามกฎหมายและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 วัดมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งหมายความว่า วัดมีหน้าที่ “เสมือนบุคคล” ในการจัดการและบริหารกิจการและธุรกรรมต่าง ๆ ในวัด โดยมี “เจ้าอาวาส” เป็นเหมือนผู้บริหารและตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัดได้ ซึ่งตามขอบเขตแล้ววัดสามารถใช้พื้นที่และบุคลากรของวัดในการแสวงหาผลประโยชน์ได้ด้วย หากแต่ต้องไม่ขัดกับหลักศาสนาและกฎหมาย โดยเจ้าอาวาสต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่ส่งผลขัดต่อศาสนธรรมและกิจการของวัด
แม้จะเป็นนิติบุคคลเทียบเคียงกับการเป็นบริษัท แต่ตามประมวลรัษฎากร วัดยังไม่ใช่นิติบุคคลในระบบปกติทั่วไป ทำให้วัด “ไม่มีภาระภาษีนิติบุคคล” การกล่าวตรง ๆ ว่าวัดเป็นสถานที่ “จัดอีเวนต์ทางศีลธรรม” จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางสังคมมายาวนาน ศาสนิกชนในสังคมไทยจึงหลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาและวัด ทั้งยังปล่อยให้เป็นวิจารณญาณในระดับบุคคล หรือกล่าวคือ ใช้การไว้วางใจว่าเจ้าอาวาสที่เป็นผูับริหารสูงสุดของวัดนั้น ๆ จะเป็นคนดี และทำให้วัดเป็นศาสนสถานที่ดีได้
สถานะของ “วัด” เมื่อการตรวจสอบขึ้นกับวิจารณญาณ
แน่นอนว่าสถิติอาชญากรรมในวัดและศาสนาที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน การตั้งคำถามต่อตัวบุคคลและระบบตรวจสอบที่พึ่งพิงวิจารณญาณจึงเกิดขึ้น ซึ่งตามระบบแล้วจะมีหน่วยงานหลัก ๆ อยู่สองหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบองค์กรศาสนา คือ กรมศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสองหน่วยงานก็จะทำหน้าที่วางระบบ ขึ้นทะเบียนพระ วัดต่าง ๆ และมีการตรวจประเมินอยู่เสมอ โดยจะมีบุคลากรที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ตำรวจพระ” เป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงมีสายด่วน 1374 ไว้รับเรื่องร้องเรียนพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
แต่อาชญากรรมบางประเภทในวัดไม่สามารถมองเห็นได้จากการสังเกตพฤติกรรมซึ่งหน้าของพระสงฆ์ หากแต่เป็นเรื่องของเงิน การยักยอกทางบัญชี การปล่อยใหัวัดเป็นพื้นที่ของการเข้ามาทำบุญในจำนวนมหาศาล แม้จะมีหลายวัดที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แล้ว ทำให้ผู้บริจาคเงินทำบุญสามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีในระบบได้ แต่เงินที่ไหลเวียนเข้าวัดในรูปแบบอื่น ๆ ก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้าออกระบบบัญชีของวัดได้อีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน และด้วยโครงสร้างที่วัดไม่มีภาระภาษีตามระบบรัษฎากร จึงเอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในวัดได้ง่ายมากขึ้นไปอีก
ทำบุญด้วยใจ เงินไปไหนก็ไม่สำคัญ
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ มายาคติที่ฝังหัวคนไทยในเรื่องของการทำบุญ คือการร่วมมอบเงินจำนวนมากไปให้ศาสนสถานเพื่อทำบุญ ซึ่งด้วยความที่คนทำบุญหลายคนไม่ได้นั่งในตำแหน่ง “เจ้าภาพ” หากแต่พบเห็นคำเชิญชวน การประชาสัมพันธ์รายทาง ช่องทางต่าง ๆ ในการรับเงินที่สะดวกสบายมากขึ้น ทำให้ความทุกข์ใจคลายได้รวดเร็วจากการทำบุญได้ไวขึ้น การแสวงหาผลประโยชน์จากบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับวัดจึงเกิดขึ้นได้ง่ายมาก และด้วยระบบที่ตรวจสอบได้ยาก กว่าจะมีหน่วยงานเข้าไปแฝงตัวเพื่อสืบทราบ มูลค่าต่าง ๆ ก็ถูกหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจสีเทาเป็นหลักล้านเสียแล้ว โดยในหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรม การเงินสีเทาภายในวัดมีให้เห็นมากมายหลายคดีมาแล้วเช่นกัน
อาจจะอนุมานได้ว่าสังคมไทยให้คุณค่าทางจิตใจและยกให้ร่มศาสนาเป็นที่พึ่งพิง เป็นบริการเยียวยาทางจิตวิญญาณที่ไม่มีกำหนดขั้นต่ำทางราคาและมาตรฐาน คนไทยสามารถทำบุญโดยเริ่มจากมูลค่าเล็กน้อย เพียงการหยอดตู้บริจาคด้วยเหรียญ ไปจนถึงการร่วมสร้างศาสนสถานโอ่อ่า เมื่อไม่มีราคาขั้นต่ำ มาตรฐานจึงไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดเพื่อความสบายใจของผู้ทำบุญ ธรรมชาติของผู้ทำบุญคนไทยจึงเข้าวัดเพื่อความสบายใจ มากกว่าการคิดให้มากขั้นตอน เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของชีวิตเข้าไปอีก ด้วยหลักคิด ทำบุญเพื่อให้พ้นตัวไปก่อน กลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นมากมายในสังคม
อย่างไรก็ตาม พลวัฒน์ทางสังคมได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตั้งคำถามต่อวัด การทำบุญ อาชญกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแวดวงผ้าเหลืองถูกบรรจุอยู่ในสื่อรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงสถิติทางคดีที่เปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ ได้ช่วยคานความคิดให้คนในสังคมได้เริ่มต้นมีสติก่อนที่จะทำบุญมากขึ้น และเลือกตรวจสอบปลายทางของเงินตัวเองว่าไปถึงอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่
รวมถึงเริ่มมีการตั้งคำถามถึงการปฏิรูปศาสนาจากภาคการเมืองในระดับนโยบายของพรรคต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ศาสนาและสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยลดการใช้สถานที่ที่เป็นจุดศูนย์รวมความเชื่อและจิตใจ ให้กลายเป็นแหล่งอาชญากรรมสีเทาจากกลุ่มคนที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะท้ายที่สุด ความศรัทธาต่อพุทธศาสนาไทยอาจจะสั่นคลอนต่อไปในอนาคต หากอาชญกรรมเหล่านี้ยังวนเวียนอยู่ในวัดนั่นเอง
