วิกฤตภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

ปี 2568 เป็นปีที่การท่องเที่ยวไทยเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่จากหลายปัจจัย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัว 2.8% ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และจะส่งผลกระทบต่อรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ที่คาดว่าจะหดตัวลงจากปี 2567 ถึง 3% โดยในช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 11 พ.ค. 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี อาทิ การหายตัวไปของนักแสดงชาวจีน ‘ซิงซิง’ และเหตุแผ่นดินไหว

ตัวเลขการท่องเที่ยวสะท้อนให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกที่จะมาเที่ยวเมืองไทยน้อยลงจากสาเหตุด้านความปลอดภัย ขณะที่สภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวของไทยก็ยังมีปัจจัยลบอีกหลายประการที่ยังคงส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว

ท่องเที่ยวไทย ‘ไม่ปลอดภัย’

การหายตัวไปของนักแสดงชาวจีนอย่าง ‘ซิงซิง’ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กำลังจะตัดสินใจมาท่องเที่ยวในประเทศไทย เห็นได้จากการสำรวจความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จัดทำโดย Dragon Trail เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าชาวจีนมีความเชื่อมั่นในการมาเที่ยวเมืองไทยลดลงเหลือ 19% จากเดิม 51%

ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยยิ่งเลวร้ายลงในปี 2568 เมื่อประเทศไทยกลายเป็นแหล่งทุนจีนสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมาย และมีชื่อเสียงในแง่การเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ แม้การท่องเที่ยวไทยจะพยายามชูภาพลักษณ์ของการเป็นสยามเมืองยิ้ม ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสและมีมิตรไมตรี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปัญหาภาพลักษณ์ดังกล่าวกลับไม่ได้เกิดจากคนไทยโดยตรง หากแต่เป็นผลจากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำกิจกรรมผิดกฎหมายในประเทศ

ปัญหาทุนจีนสีเทาเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาและมาตรการระยะยาวในการแก้ไข เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน และผู้กระทำความผิดมักจะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้การปราบปรามทำได้ยาก และจะยังคงเป็นปัญหาที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยต่อไป

ท่องเที่ยวไทย ‘แพง’

ปี 2568 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความผันผวนจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภาคการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 400 บาท ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นตามมา

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายยังคงดำเนินกลยุทธ์ฟื้นฟูรายได้จากผลกระทบของโควิด-19 ประกอบกับความต้องการในการท่องเที่ยวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหลายปัจจัยที่รุมเร้าผู้ประกอบการไทยส่งผลให้จำเป็นต้องปรับเพิ่มราคาค่าบริการ ทำให้ต้นทุนในการท่องเที่ยวไทยเทียบเท่ากับจุดหมายปลายทางอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังวางแผนท่องเที่ยว

โครงสร้างการท่องเที่ยวไทย ‘แออัด’ กระจุกตัวแค่ในเมืองใหญ่

แม้ว่าไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานหลายด้านยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือพัทยา ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพียงพอ แม้กระทั่งในการรองรับประชากรในพื้นที่ ส่งผลให้การเดินทางเป็นไปอย่างลำบาก การเดินทางของนักท่องเที่ยวจึงไม่สะดวก ส่งผลให้ศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากเป็นไปได้อย่างจำกัด

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเปลี่ยนไป โดยหันไปให้ความสนใจกับประสบการณ์ในเมืองเล็กมากขึ้น แต่ไทยยังไม่มีศักยภาพในการนำพานักท่องเที่ยวไปสู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ได้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกหมดความน่าสนใจ

ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นปัจจัยภายในที่รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของประเทศอีกครั้ง ท่ามกลางความท้าทายของปี 2568 และปีถัด ๆ ไป การฟื้นฟูความเชื่อมั่นผ่านแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับความปลอดภัย เสริมสร้างคุณภาพ และการเข้าถึงการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป