ประเทศไทย หรือ ดินแดนขวานทอง ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่แสนจะเป็นใจแก่การเป็นจุดศูนย์กลางทางอำนาจของภูมิภาค ทั้งที่ราบแม่น้ำผืนใหญ่ ด้ามขวานทองที่เต็มไปด้วยเมืองท่าสำคัญในอดีตมากมาย แต่เชื่อหรือไม่ว่าดินแดนที่เราเรียกว่าประเทศไทยในอดีตไม่ได้มีหน้าตาแบบที่พวกเราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นผลการเปลี่ยนแปลงของโลกที่วนกลับมาเป็นวัฏจักรในทุก ๆ หลายแสนปีอย่างยุคน้ำแข็ง ที่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศของดินแดนแถบนี้ให้กลายเป็นดินแดนที่เราคนในยุคปัจจุบันเองก็ไม่อาจรู้จัก
เมื่อสีขาวย้อมโลกทั้งใบ
ยุคน้ำแข็ง คือช่วงเวลาที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกต่ำสุดเป็นเวลาติดต่อกันนานหลายปี ซึ่งอาจกินเวลาประมาณหลายแสนปีขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของโลก เช่น ความเอียงของแกนโลก, ตำแหน่งของโลกในวงโคจรของดวงอาทิตย์ และระดับของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ ซึ่งสิ่งพวกนี้ถือเป็นสิ่งปกติที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วตามวงรอบของวัฏจักรที่เราเรียกว่า Interglacial-glacial period โดยยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 26,000 – 19,000 ปีก่อน ซึ่งมีช่วงที่หนาวเย็นมากที่สุดเมื่อประมาณ 20,000 ปี

สาเหตุการเกิดของยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดนั้นเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของแกนโลกและตำแหน่งของโลกที่โคจรเป็นวงรีออกห่างจากดวงอาทิตย์เล็กน้อย หรือที่นักบรรพชีวินวิทยาเรียกว่า Milankovitch Cycles ซึ่งส่งผลต่อปริมาณและรูปแบบในการกระจายแสงอาทิตย์ที่โลกได้รับ นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการขยายตัวของธารน้ำแข็งที่สะท้อนแสงอาทิตย์ออกไป การเพิ่มขึ้นของประชากรแพลนตอนพืชที่เพิ่มการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในมหาสมุทรจนชั้นบรรยากาศมีก๊าซเรือนกระจกน้อยลงจนกักเก็บความร้อนไว้ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำที่เกิดจากการปิดกั้นช่องการไหลเวียนความร้อน โดยการเกิดขึ้นของยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดนี้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมนุษยชาติ และมีส่วนช่วยให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีถิ่นฐานในทุกมุมของโลก
เมื่ออ่าวไทยไม่ใช่ทะเล
เมื่อเราพูดถึงยุคน้ำแข็ง เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนน่าจะนึกถึงทุ่งหิมะ ธารน้ำแข็งที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ช้างแมมมอธขนยาว เสือเขี้ยวดาบ ฯลฯ สิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในยุคแห่งธารน้ำแข็งปกคลุมโลก แต่ว่าในความจริงแล้วยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดนั้นกลับมีธารน้ำแข็งปกคลุมเพียงทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียตอนเหนือเท่านั้น แต่ในพื้นที่ที่เป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือประเทศไทยกลับไม่มีธารน้ำแข็งปกคลุมเลยแม้แต่ก้อนเดียว เนื่องจากอิทธิพลของเส้นศูนย์สูตรที่ร้อนอบอ้าวเกินกว่าที่ธารน้ำแข็งจะก่อตัวได้ และเป็นพื้นที่สีเขียวเพียงไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่บนโลกในตอนนั้น
ถึงแม้ดินแดนแถบนี้จะไม่หนาวเย็นเหมือนพื้นที่อื่น ๆ แต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราในตอนนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครั้งนี้เหมือนกัน เมื่อธารน้ำแข็งที่กำลังก่อตัวส่งผลให้ระดับน้ำทะเลลดลงจนทำให้พื้นที่ใต้ทะเลหลายแห่งโผล่พ้นน้ำจนทำให้บริเวณที่เคยเป็นเกาะเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ ทวีปที่เคยตัดขาดออกมาจากกันเกิดเชื่อมติดกันชั่วคราว ซึ่งอ่าวไทยคือหนึ่งในนั้นที่ได้รับผลจากระดับน้ำทะเลที่ลดลง

อ่าวไทยคือส่วนหนึ่งของไหล่ทวีปขนาดใหญ่ที่มีระดับความลึกอยู่ที่ประมาณ 40-60 เมตร โดยพื้นที่ไหล่ทวีปแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์จากตะกอนที่ไหลนำพาแร่ธาตุและสารอาหารจากแผ่นดินใหญ่ แต่ด้วยระดับน้ำทะเลที่ลดลงจากการขยายตัวของธารน้ำแข็งขั้วโลก ส่งผลให้พื้นที่ไหล่ทวีปที่ควรถูกท้องทะเลซ่อนไว้กลับโผล่พ้นน้ำและกลายเป็นที่ราบพื้นใหญ่ที่เรียกว่า ‘ที่ราบซุนดา’ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่แผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียบางส่วน และฟิลิปปินส์บางส่วน
ในขณะที่พื้นที่ทางตะวันออกของร่องสมุทรลึกบนเส้นแบ่งทางชีวภูมิศาสตร์ Wallace line นั้นจะแยกเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เรียกว่า Wallacea ทำให้สิ่งมีชีวิตจากทั้งสองพื้นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม และแยกสายวิวัฒนาการของตัวเองจนเกิดระบบนิเวศแบบปิดที่มีความเฉพาะตัว จึงอาจกล่าวได้ว่าครั้งหนึ่งอินโดนีเซียและคาบสมุทรอินโดจีนเคยเชื่อมติดกันเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน

การอุบัติของที่ราบขนาดใหญ่อย่างที่ราบซุนดาทำให้เกิดสะพานแผ่นดิน หรือ Land bridge ที่เชื่อมเกาะสุมาตราและบอร์เนียวกับภูมิภาคอินโดจีนเข้าด้วยกัน สิ่งมีชีวิตที่เดิมอยู่บนเกาะ หรืออินโดจีนสามารถกระจายพันธุ์ไปยังพื้นที่โดยรอบได้ รวมไปถึงมนุษย์ที่อพยพมายังหมู่เกาะต่าง ๆ ในอินโดนีเซียแบบเดียวกับการอพยพของมนุษย์ไปยังทวีปอเมริกาผ่านช่องแคบเบริงที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยมนุษย์กลุ่มนี้ในเวลาต่อมาก็ได้ข้ามเส้นแบ่งทางชีวภูมิศาสตร์เข้าสู่พื้นที่ Wallacea
ก่อนที่บางส่วนจะอพยพตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ Sahul หรือออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ในปัจจุบันจนเกิดชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ นอกจากอิทธิพลในการอพยพและขยายตัวของประชากรมนุษย์แล้ว ที่ราบซุนดายังเป็นพื้นที่ที่แม่น้ำหลายสาย อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำโขง แม่น้ำปะหังไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่หลาย ๆ สายก่อนออกสู่ทะเลที่นำความอุดมสมบูรณ์มายังพื้นที่โดยรอบ ทำให้บริเวณดังกล่าวอุดมไปด้วยพืชและสัตว์มาก
เมื่อสิ่งมีชีวิตล้มตายก็จะมีซากพืชซากสัตว์ทับถมกันมากและกลายเป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน โดยเฉพาะอ่าวไทยที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และนำมาสู่ข้อพิพาทหลายฉบับของประเทศในแถบนี้เพื่อครอบครองแหล่งทรัพยากรที่อยู่ใต้สมุทรซึ่งจะนำความมั่งคั่งมายังประเทศของตน

ในเวลาต่อมาเมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำลงจนลิมิตในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ของมหาสมุทรไม่เพียงพอ และการขยายตัวของธารน้ำแข็งทำให้ไม่มีพืชมากเพียงพอ ส่งผลให้ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจนโลกค่อย ๆ อุ่นขึ้นในท้ายที่สุด เมื่อนั้นธารน้ำแข็งที่เคยขยายตัวก็หยุดการขยายตัวและหดตัวจนเหลือแต่บริเวณขั้วโลก จึงทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนที่ราบซันดาส่วนใหญ่จมลงใต้ทะเลดังเช่นในปัจจุบัน
มนุษย์ที่อพยพไปยังหมู่เกาะสุมาตรา บอร์เนียว ฯลฯ จึงถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่โดยสมบูรณ์ และเกิดวัฒนธรรม ประเพณี รากเหง้าของภาษาที่พัฒนาในแต่ละพื้นที่ก่อนที่ชนชาติต่าง ๆ จะถูกรวมเป็นปึกแผ่นภายใต้อาณาจักรโบราณต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงยุคประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันสิ่งนี้ก็ทำให้ชนพื้นถิ่นบนเกาะต้องพัฒนาเทคโนโลยีการเดินเรือในการติดต่อระหว่างเกาะกับแผ่นดินใหญ่ จนกลายเป็นที่มาของเมืองท่าโบราณจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเล และสร้างผลกระทบไปยังสิ่งอื่น ๆ ตามมามากมาย
อ้างอิง
- https://darchive.mblwhoilibrary.org/entities/publication/746f8da0-4666-5102-b760-4ee680709154
- https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1046/j.1365-2699.2000.00489.x
- https://climateandnature.org.nz/climate-wiki/causes/ice-age-or-glacial/
