ตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าประชาชนสามารถรับรู้ได้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างถดถอย คนไทย-ประเทศไทยจะเผชิญอีกหนึ่งปีที่ท้าทายด้านเศรษฐกิจและปากท้อง ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทย รวมถึงบุคคลในคณะรัฐมนตรีจะออกมายืนยันเสียงแข็งผ่านสื่อว่า “รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจได้ดี” แต่ภาพในความเป็นจริงอาจสวนทาง !
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถดถอย คืออัตราการว่างงานที่เริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ในภาพรวม ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้มีงานทำ 39.42 ล้านคน จากกำลังแรงงานในประเทศทั้งหมด 59.38 ล้านคน และจากข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมพบว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ว่างงาน 378,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 63,000 คน และหากพิจารณาเป็นรายภาคจะพบว่า
- ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือมีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น
- พื้นที่กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง
เมื่อไปดูที่ประสบการณ์ทำงานของผู้ว่างงานเราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เพราะในจำนวนผู้ว่างงาน 378,000 คน เป็นผู้ที่เคยทำงาน มีประสบการณ์ทำงาน 162,000 คน ในขณะที่ผู้ว่างงานที่เหลืออีกราว ๆ 216,000 คน (คิดเป็น 57% ของผู้ว่างงาน) เป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ไม่มีประสบการณ์การทำงาน
และในจำนวนกลุ่มคนว่างงาน เป็นกลุ่มคนที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากสุดถึง 144,000 คน (เป็นกลุ่มคนที่ว่างงานมากสุด) รองลงมาคือกลุ่มคนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายว่างงานที่ 100,000 คน ขณะที่คนจบมัธยมต้นจะว่างงานราว ๆ 59,000 คน
สะท้อนเศรษฐกิจไทยถดถอย
อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย เพราะแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารบริษัทเอกชนไม่ว่าจะอุตสาหกรรมไหนก็ตาม พยายามจะลดต้นทุนและ Lean องค์กรให้ได้มากที่สุดในเวลานี้ ถ้าผู้ประกอบการเชื่อมั่นและเห็นทิศทาง เห็นกระแสลมของเศรษฐกิจ บริษัทย่อมใส่ทุนเพิ่มเพื่อเปิดตำแหน่งงานเป็นแน่ และส่งผลให้จำนวนคนว่างงานน้อยลง ตรงกันข้าม หากผู้ประกอบการไม่มั่นใจ หรือเห็นสัญญาณบางอย่างที่กระซิบข้างหูว่ายังก่อน อย่าพึ่งใจร้อน ระมัดระวังกระแสเงินสดไว้ ก็จะทำให้บริษัทเลือกที่จะยังไม่รับคนเพิ่ม หรือรับให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นจริง ๆ
นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ แนะ “รัฐบาล” เร่งแก้ปัญหา “คนว่างงาน”
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (DEIIT-UTTC ) เปิดเผยกับ ทีมข่าว SUM UP ว่า อัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น บวกกับการจ้างงานที่น้อย สะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ได้คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ สิ่งที่รัฐบาลควรทำในการแก้ไขปัญหานี้คือ เจรจาเรื่องภาษีทรัมป์ให้เร็วที่สุด และถ้าหากเจรจาแล้วเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ควรหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับมาลงทุนในประเทศ และที่สำคัญคือ ต้องมีมาตรการกระตุ้นหรือชักจูงให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการจ้างงาน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนให้พร้อมรับตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล
ว่างงาน ไม่ว้าวุ่น ! ประกันสังคม ไม่ทอดทิ้ง
สิทธิที่ท่านจะได้รับประโยชน์ทดแทน เงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน มีดังนี้
- กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
- กรณีถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
- กรณีถูกเลิกจ้างเพราะเหตุสุดวิสัยภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม การระบาดของโรค
หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงาน
- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)
- หนังสือรับรองการออกจากงานหรือสำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงานของผู้ประกันตน (สปส. 6 -09) กรณีที่ไม่มีสำเนา สปส.6-09 ก็สามารถไปขึ้นทะเบียนกรณีว่างงานได้
- หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน (ถ้ามี)
- หนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัยกรณีเป็นผู้ประกันตนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ประกันตน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ จังหวัด สาขา หรือโทรสายด่วน 1506 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th, application SSO+
