วันนี้ (9 กรกฎาคม 2568) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ ในงาน SPLASH-Soft Power Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ ‘Crafting the Future: From OTOP to ThaiWORKS and Beyond’ โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมทั้งคู่สมรส รวมถึงนางสาวพินทองธาร ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมคู่สมรส ร่วมเข้าฟังการแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ด้วย







นายทักษิณได้เล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการ OTOP ว่า ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้ได้เล่าให้ฟังถึง ‘โครงการอิซองอีปิง’ หรือโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 ผลิตภัณฑ์ โดยตัวนายทักษิณเองก็เติบโตมากับร้านชินวัตรไหมไทยและได้เห็นงานฝีมือมาโดยตลอด แต่ก็สังเกตว่าสินค้ามันไปได้ระดับหนึ่ง แต่ไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ตนจึงคิดว่า ถ้าเรามีการออกแบบใหม่ ดีไซน์ใหม่ และทำการตลาดดี ๆ สินค้ามันน่าจะไปได้ไกลมากกว่านี้ บวกกับตอนนั้นอยากจะทำอะไรสักอย่างที่ชาวบ้านจะเข้ามามีส่วนร่วมและมีรายได้ จึงมองว่าโครงการอิซองอีปิงของญี่ปุ่นน่าจะนำมาใช้ได้
นายทักษิณเล่าต่อว่า บ้านเรามีงานฝีมือ งานภูมิปัญญาชาวบ้าน กระจายอยู่ทุกที่ ทุกภูมิภาค และต้องยอมรับว่าชาวบ้านมีฝีมือจริง แต่ปัญหาติดอยู่ที่ชาวบ้านไม่สามารถลงทุนวัสดุได้ ไม่สามารถออกแบบใหม่ ๆ ได้ รวมถึงไม่สามารถหาตลาดใหม่ ๆ ได้ ก็เลยต้องเข้าไปช่วย ซึ่งตอนนั้นทีมงานญี่ปุ่นและทีมข้าราชการของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้เข้ามาช่วยกัน ทำให้โครงการ OTOP หรือโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ประสบความสำเร็จ ปีแรกที่เริ่มทำสามารถขายได้ถึง 2 หมื่นล้าน ปีต่อมาขายได้ 4 หมื่นกว่าล้าน และสามารถส่งออกไปยังญี่ปุ่นได้อีกด้วย







แต่สิ่งหนึ่งที่ตนยังคงติดใจก็คือ ในอนาคตประเทศไทยอาจจะสู้เขาไม่ได้ เพราะการศึกษาและระบบบริหารบ้านเรายังคงมีปัญหา รวมถึงเรายังมีแนวคิดการทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ เลยมองว่าในอนาคตเราน่าจะตามเขาไม่ทัน แต่สิ่งที่น่าจะเป็นจุดแข็งของเราและยังสามารถพัฒนาได้อยู่ก็คือ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’
นายทักษิณเล่าต่อว่า ในช่วงที่ตนไปอยู่เมืองนอกก็มีโอกาสได้พบกับ ‘ปีเตอร์ ฮาร์แนล’ ซึ่งเป็นคนที่สร้างแบรนด์ในช่วงที่บริษัทซัมซุงเริ่มขายไมโครเวฟ ปีเตอร์ได้เล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ฟัง นายทักษิณก็เลยชวนปีเตอร์มาทำ ThaiWORKS ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ OTOP ที่ตนยังคงเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยคนไทยลงไปในระดับรากหญ้า ขณะเดียวกันคนระดับบนก็สามารถต่อยอดได้ ทั้งด้านการตลาด การเสริมสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตนได้คุยกับปีเตอร์ว่าจะทำ OTOP ให้มีความสมัยใหม่มากขึ้น
ส่วนแพลนของ ThaiWORKS นายทักษิณ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (10 กรกฎาคม 2568) ปีเตอร์จะมาสรุปให้ฟังทั้งหมด และตนจะเอาแนวคิดมาแยกว่าอะไรจะลงกับหมู่บ้าน อะไรจะลงกับชุมชน อันนี้จะฝากให้รัฐมนตรีมหาดไทยและรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยกัน นายทักษิณกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง SMEs ก็จะขยายตัวได้ดี เพราะปัจจุบัน SMEs มีปัญหาเพราะถูกจีนนำสินค้าราคาถูกมาขาย บางทีเราก็อาจจะมีการเชิญ SMEs มาฟังเรื่องราวทั้งหมด และใครอยากทำอะไรก็มาคุยกัน เราจะช่วยกันให้เกิดขึ้นได้จริง โดยก้าวต่อไปของ ThaiWORKS จะมี 2 ระดับ ส่วนระดับที่จะไปสู่ตลาดโลกตนจะใช้ทีมของปีเตอร์ ซึ่งมีความกว้างขวางในวงการตลาดโลก รู้จักแบรนด์ต่าง ๆ และจะทำให้เราได้รู้ว่าเราจะผลิตป้อนแบรนด์ หรือจะดีไซน์ร่วมอย่างไร หรือเราจะผลิตแบรนด์ของเราอย่างไร อันนี้ก็จะเป็นเรื่องต่อไป และคงต้องรอให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ได้กลับไปทำงานเสียก่อน




ทั้งนี้ ในช่วงท้าย นายทักษิณ ได้พูดถึงอนาคตของ Soft Power ในไทย เอาไว้ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยก็คือ ความไม่สามัคคี ความอิจฉาริษยา ถ้าเราอยู่ด้วยความเกื้อกูลกัน Soft Power จะคือพลังมหาศาล เพราะนิสัยคนไทยมีความครีเอทีฟสูง และมีวัฒนธรรมที่ดี สิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วจะสามารถสร้างพลังของ Soft Power ได้หลากหลายสาขา หลากหลายช่องทาง และมันเป็นช่องทางในการทำเงินทั้งหมด และโลกหลังจากนี้ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีสมัยอย่างไร มันก็หนีคำว่า Soft Power ไม่ได้ เพราะคนเราไม่ทิ้งรากเหง้าเดิม ๆ แน่นอน เรามีของดีอยู่แล้ว ดังนั้นต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
