เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

ถ้าเราจะพูดถึงใครสักคนที่ผ่านทุกบทบาทในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง ดีเจ นักแสดง เจ้าของค่าย ไปจนถึงผู้กำกับที่แว่ว ๆ ว่ากำลังจะเปิดกล้อง เราคงต้องพูดถึง “เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์” ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช่แค่ชื่นชม แต่ต้องเป็นน้ำเสียงที่เข้าใจว่า เขาคือคนที่ไม่เคยยึดติดกับตัวเองในอดีต และไม่เคยคิดว่าอะไรที่เคยทำจะต้องกลายเป็น “สิ่งที่ต้องทำต่อไป” เขาไม่หวนหาเวที ไม่โหยหาการตบมือ เขาแค่ขยับไปเรื่อย ๆ ตามที่ใจสั่ง และในจังหวะที่สตินำหน้าอารมณ์เสมอ

“ไม่ได้คิดถึงการร้องเพลงแล้ว” เป็นคำตอบเร็ว ๆ เพราะเป็นคำถามที่ตอบมาหลายครั้งแล้ว แต่ฟังให้ดี มันไม่ใช่การปฏิเสธความทรงจำ แต่มันคือการเลือกใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟังว่า เหตุผลที่ไม่หันกลับไปคืออะไร นั่นเพราะเขากำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่ สิ่งที่ลึกกว่า แหลมคมกว่า พูดได้เสียงเบากว่าแต่มีแรงสั่นสะเทือนในหัวใจมากกว่า นั่นคือ ‘ความเข้าใจ’ ซึ่งเขาค้นหาอยู่เสมอผ่านการแสดง ผ่านการเขียน และในวันที่เขากำลังจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำกับ…เขายังคงตั้งคำถามแบบเดียวกับที่เคยทำในเพลงของตัวเองว่า “ทำไมมนุษย์เราถึงต้องมีกฎเกณฑ์มากมายขนาดนั้นเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข?”

เขาไม่เคยเล่นบทบาทเดียวกันซ้ำ ๆ แม้กระทั่งในชีวิตจริง เขาเป็นคนที่เข้าใจในความขัดแย้งของตัวเอง และใช้มันเป็นพลังงานในการคิด การพูด และซ่อมสร้าง บางวันเขานิ่งเหมือนเจ้าสัวคณินในซีรีส์สงคราม ส่งด่วน บางวันเขาเปิดเพลง Imagine ของ John Lennon แล้วตั้งคำถามกับโลกด้วยถ้อยคำของคนที่เคยผ่านอะไรมามาก ๆ และเขา…ยังคงมีความเชื่อว่า สิ่งที่ลึกที่สุดในศิลปะ ไม่ใช่แสง ไม่ใช่สี ไม่ใช่ชื่อเสียง แต่มันคือ “ความกล้าที่จะเข้าใจคนอื่น โดยไม่ต้องยืนยันตัวเองในทุกคำพูด” 

เขาไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินเพื่อที่จะสร้างศิลปะ บางวันเขาเป็นนักแสดง บางวันเขาเป็นพ่อ และในทุก ๆ วัน เขาคือคนธรรมดาที่ฟังโลกอย่างเงียบ ๆ เพราะความสำเร็จไม่ต้องการเสียงดัง และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ต้องมีคำประกาศ เขาไม่มีความฝันใหญ่ ๆ ไม่มีการนิยามตัวเอง มีแค่ความสงบที่ค่อย ๆ เบ่งบาน และ…นี่คือเรื่องราวของคนคนหนึ่ง “ธเนศ วรากุลนุเคราะห์”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

เราเริ่มต้นการพูดคุยด้วยคำถามแรกที่ว่า “พี่เอกคิดถึงการร้องเพลงมั้ยคะ?”

พี่เอกตอบมาเร็ว ๆ ว่า “ไม่” แล้วอธิบายให้พวกเราฟังต่อว่า … 

เคยตอบอันนี้บ่อย ๆ เลยตอบได้เร็ว เพราะว่าตั้งแต่ 10 กว่าปี หรือ 20 ปีก็ไม่รู้ หยุดร้องเพลงมานานแล้ว มันไม่ได้อยู่ในบรรยากาศการร้องเพลง มีช่วงยาว ๆ ที่เข้าห้องน้ำ เรายังไม่ได้อาบน้ำไป ร้องเพลงไปเลย…มันผิดธรรมชาติมั้ยวะ?

เพราะมันอาจจะไม่ได้มีบรรยากาศการที่จะอยู่กับเสียงเพลงจากเสียงของเราเอง ฟังน่ะฟัง แต่ก็ฟังเพื่อทำงานในช่วงหลาย ๆ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ช่วงหลัง ๆ ก็ร้องนะ เพราะต้องแต่งเพลงก็เลยร้อง กระนั้นก็ยังมีบางครั้งก็ทวน ๆ หน่อย ๆ เพราะว่าจะต้องไปแสดงบ้างเท่านั้นเอง ถามว่าคิดถึงไหม มันก็ไม่ได้คิดถึง แต่ว่ามันก็ต้องทำไปตามที่สมควรทำ ซึ่ง…แปลว่า มันอาจจะมีก็ได้ แล้วแต่ความลงตัว เหมาะสม อย่างเช่นที่ผ่านมาเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้ว มีเหตุให้ต้องไปขึ้นเวที “เผลอ The Concert” หลังจากที่หยุดไป 23 ปี มาถึงวันนี้ก็ 33 ปีแล้วที่หยุดไป ไม่น่าเชื่อ!!! ตายล่ะหว่า!!!…”

การแสดงเคยเปลี่ยนวิธีคิดของพี่เอกในชีวิตจริงบ้างมั้ย?

“ไม่เคยนึกถึงขนาดนี้นะ แต่ว่าคงมีบ้างไม่มากก็น้อย แต่ตอนนี้นึกไม่ออก เดี๋ยวคุยไปเรื่อย ๆ ถ้ามันผุดขึ้นมาก็จะเล่าให้ฟังนะ…”

มันไม่ชัดเจนขนาดนั้น แต่เชื่อว่าคงมีบ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานั้น ๆ เราก็มีความจำเป็นที่ต้องเข้าใจวิธีคิดของตัวละครนั้น ๆ เพื่อที่เราจะได้เป็นตัวนั้นโดยที่ไม่ต้องไปแสดง
คำว่า “เปลี่ยน” มันกว้างขวาง คืออย่างน้อยในช่วงนั้นมันก็เปลี่ยนเราล่ะ เปลี่ยนนิด ๆ หน่อย ๆ เปลี่ยนไปเพื่อโมเมนต์ตอนถ่ายนั้น และในช่วงนั้นถึงแม้ว่าไม่ได้ถ่าย มันคงเปลี่ยนเราอยู่พอสมควรโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวก็ดี”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“อย่างเช่น สมมติว่าบางเรื่องที่เราเล่นเป็นคนที่อารมณ์ร้อน พูดจาก้าวร้าว รุนแรง เสียงดัง มันก็เปลี่ยนเราโดยค่อย ๆ หลอมจนเป็นตัวนั้น ทีนี้พอ cut ไปแล้ว แม้จะออกจากฉากแล้ว เราก็ใช้วิธีนั้นในการสนทนา ไม่ถึงกับตั้งใจว่าจะอินอยู่กับบท แต่ว่ามันสนุกดีที่เป็นอย่างนั้น หรือว่าในเรื่องเขาพูดเสียงดัง ด่า พูดจาหยาบคายแบบจริงจัง พอ cut แล้ว เราก็หยาบคายต่อ แต่เป็นอารมณ์แบบเล่น หนึ่ง มันสนุกดี สอง ทุก ๆ คนก็สนุก เพราะเฮฮา สาม มันทำให้เลี้ยงบรรยากาศความรู้สึก บุคลิก ถึงแม้ว่าจะไม่ 100% แต่ว่าเลี้ยงเอาไว้ ถ้าพูดเรื่องเปลี่ยนก็จะประมาณนี้ อย่างที่บอก มันเปลี่ยนในช่วงเวลานั้น ๆ หน่อย ๆ ให้เราเป็นสิ่งนั้น ๆ แล้วเลยไปถึงแม้กระทั่งปิดกล้องไปแล้ว แม้กระทั่งไม่ได้เล่นแล้ว บางทีมันก็ยังอยู่ แต่ว่าก็สักช่วงเวลาหนึ่ง แล้วค่อย ๆ คลาย 

เพราะฉะนั้น ถามว่าเปลี่ยนไหม ก็คงมีบ้างไม่มากก็น้อย คล้าย ๆ ที่เราเล่าให้ฟัง และถึงแม้จะเป็นแบบนี้ เรายังนึกไม่ออกว่ามันเปลี่ยนเราตลอดเลยมีบ้างหรือเปล่า ไม่แน่ใจ ยังนึกไม่ออก เราไม่ได้มีความจำเป็นว่าเลิกกองแล้ว กลับบ้านแล้ว แล้วก็กลับไปเป็นคนเดิมเลย เราไม่ต้องไปตั้งใจทำอย่างนั้น

ถามว่าเราเลิกกองแล้ว แล้วอินอยู่กับตัวนั้นต่อ ก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้น มันก็เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ หยิบออกเลย อยู่ ๆ หยิบใส่มาเลย มันไม่ใช่อย่างนั้น มันก็คงต้องค่อย ๆ อย่างที่เราเล่าให้ฟัง”

พี่เอกเคยมองตัวเองในจอแล้วไม่รู้จักตัวเองมั้ย?

“เราไม่ได้มองเราในกระจกขนาดนั้น แต่ว่าเรามองตัวเราในหนังก็ดี รูป โปสเตอร์ ภาพข่าวอะไรก็ดี ก็มีเหมือนกันที่เคยรู้สึกว่า “ไอ้เหี้ยนี่ใครวะเนี่ย” โดยเฉพาะล่าสุด สงคราม ส่งด่วน – เจ้าสัวคณิน เนี่ย ชัดเลย เพราะว่าตอนที่ไป fitting แล้วเขาต้องถ่ายภาพ เพื่อเอารูปนั้นไปทำโปสเตอร์ที่จะบอกว่าคณินจะมาบรรยายที่นี่ วันนั้นก็คุยกันกับไก่ (ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับซีรีส์สงคราม ส่งด่วน)

ไก่ก็ “พี่ รูปไหน นู่นนี่นั่น” เราก็ “เออ รูปไหนก็ได้ แล้วแต่ไก่” ไก่ก็เลือกรูปนี้ “ผมว่ารูปนี้น่าจะดี”เราก็มอง “หือ ทำไมไก่เลือกรูปนี้”
มันเป็นรูปที่ไม่ได้ดูดีอะไรมากมาย สำหรับเรามันมีรูปอื่นที่ดูเป็นคณินในความรู้สึกของเรามากกว่า ดูเป็นคนรวย เป็นคนที่มีความนู่นนี่นั่นตามคาแรกเตอร์อีกหลายรูป ซึ่งรูปนี้ก็ได้อยู่ แต่ในความรู้สึกเราเหมือนว่ามันไม่ได้ดูดีเท่ารูปอื่น ๆ แต่ไก่เลือกรูปนั้น แล้วพอเรามองอีกทีหนึ่งเราก็ “เออ ไอ้เหี้ยแม่งดีว่ะ”…”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“ดีเพราะว่าอะไร จากคำถามคือที่เรามองว่ารูปอื่น ๆ น่าจะดีกว่าด้วยความคุ้นชิน แน่นอนว่ามันจะเป็นกันทุกคน จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ คือเราจะมีมุมของเราแต่ละคน ๆ ที่เราชอบของเรา แม้กระทั่งเรารับบทเป็นคนอื่นแล้ว เราก็ยังเผลอชอบมุมนี้ ถึงแม้เป็นคณินแล้ว แต่คณินในมุมขวา หรือมุมซ้าย ที่นายธเนศชอบนั้น ก็จะเลือกคล้าย ๆ อย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว “อ๋อ อันนี้ดูดี ๆ ๆ” แล้วก็ “มันเป็นคณินอยู่แล้ว มันเป็นคนรวย เป็นคนมีบุคลิกแบบสุขุมลุ่มลึก เล่ห์เหลี่ยม” อะไรก็แล้วแต่ เป็นอยู่แล้ว แต่รูปที่ผู้กำกับเลือกมันก็เป็นแบบนั้น เป็นมุมที่เราไม่ได้เลือกรูปเรา แล้วการที่ไก่ตัดสินใจเลือกรูปนั้น มันทำให้ดีมาก

นี่แหละที่มันไม่ใช่ตัวเรา เพราะถ้าเราเลือกรูปเอง เราก็จะไม่เลือกรูปนี้ พอเราดูแล้ว “เออ!!! ไอ้เหี้ยไก่ สุดยอดว่ะที่เลือกรูปนี้” เพราะมันคือท่านเจ้าสัวคณิน คุณคณินคนนั้น ไม่ใช่คุณธเนศ ไม่ใช่นายธเนศโดย 100% 

แล้วเป็นภาพแรกที่คนเห็นซีรีส์นี้ คนเห็นคณินในซีรีส์นี้ และบางทีถ้าคนที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเราเล่น หรือไม่รู้จักเรา หรือรู้จักเราแล้วแต่ไม่รู้ว่าเราเล่น และไม่เคยดูตัวอย่าง พอเห็นภาพนี้แวบแรกอาจจะนึกไม่ถึงด้วยว่ารูปนี้คือใคร แล้วไม่รู้ว่าธเนศเล่น แต่พอดูช็อตที่พูดบนเวทีก็อาจจะเป็นธเนศ หรืออาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป 

ผู้กำกับเขาจะต้องมองอะไรลึกซึ้งกว่าเรา เพราะเขาอยู่ตรงนั้นแล้ว เขารู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการในซีรีส์นี้คืออะไร เขาต้องการใครก็ไม่รู้ เขาไม่ได้ต้องการนายธเนศ แต่เขาต้องการคุณคณิน ซึ่งต้องให้ผู้กำกับมองก่อน แล้วเราก็จะเป็นคุณคณินไปตามที่เราเข้าใจ แต่ว่าภาพต่าง ๆ นานา ผู้กำกับก็ตัดสินใจอีกทีหนึ่ง

เพราะฉะนั้นตอบคำถาม ก็มีบ้าง เป็นบางครั้ง แต่ไม่ใช่ว่าเรามองตัวเราหน้ากระจก แต่เรามองตัวเราในผลงานในบทบาทนั้นผ่านรูปก็ดี ผ่านในซีรีส์ ผ่านในภาพยนตร์ หรือภาพข่าวอะไรต่าง ๆ ก็ดี มันก็มีบ้างแบบนั้น”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

มีบทบาทไหนในการแสดงที่พี่เอกยังไม่เคยเล่น และอยากเล่น เพราะอะไร

“เราคิดว่าบทอะไรก็ได้ บทไหนก็น่าสนใจทั้งนั้น แต่ประเด็นว่าการที่โปรเจกต์นั้น ผู้กำกับคนนั้นจะเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปลึก ๆ ในบทนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน เพราะบางโปรเจกต์ บางเรื่อง รู้ว่ามีความลึกซึ้ง แต่ว่า “ผมอยากเล่าเรื่องไปเร็ว ๆ เลย เพราะว่าไม่อยากลงลึกในความรู้สึกก้นบึ้งของตัวละครตัวนี้มากนัก อยากจะไปเน้นความรู้สึกลึก ๆ ก้นบึ้งของตัวละครอีกตัวหนึ่ง” หรือว่า “ของตัวละครนี้แหละ แต่ไม่ใช่ซีนนี้” เราอยากให้เน้นก้นบึ้งของทุก ๆ โมเมนต์ไป แต่มันก็เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะหนังมันก็ต้องมีที่ไม่ได้เน้นทุกซีน แต่หมายความว่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในความเหมาะสมที่จะเล่าเรื่องโดยรวมให้สนุกและมีความลึกซึ้งไปด้วย ไม่ใช่แค่ผ่าน ๆ กันไปหมดเลย เพราะฉะนั้น…บทอะไรก็ได้ที่ให้ได้ดำดิ่งลงไปกับมัน

พูดให้เห็นภาพเวอร์ ๆ สุด ๆ นะ เป็นตัวละครเก็บตัว ไม่ค่อยพูด เก็บความรู้สึก แล้วก็มีซีนหนึ่งซึ่งชี้ให้เห็น และเราก็นั่งนิ่ง ๆ เก็บตัวไม่พูด ไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลยให้ใครเห็น สักหนึ่งนาที สามนาที เราสนใจบทแบบนี้ ซึ่งคุณก็จะถามว่า “พี่ แล้วพี่จะเล่นอะไร ในเมื่อพี่บอกว่าพี่เป็นตัวละครที่เก็บตัว ไม่แสดงความรู้สึกให้ใครเห็น นั่งนิ่ง ๆ อยู่คนเดียว 1 นาที กล้องแช่อยู่อย่างนั้นแล้วพี่จะเล่นอะไร” นี่แหละน่าเล่นที่สุดเลย เราก็ไม่รู้ว่าเราเล่นอะไรนะ แต่ถ้าถามว่าอยากเล่นบทแบบไหน บางทีก็อยากเล่นบทแบบนี้เหมือนกันซึ่งอยู่ในคาแรกเตอร์ก็ได้ แม้กระทั่งในสงคราม ส่งด่วนจะเห็นว่าบางทีเรานิ่ง แต่ปรากฏว่าคนชอบนะ มันเหมาะสมลงตัวกับคาแรกเตอร์ของคณินพอดีในสิ่งที่เราสนใจ พอดี”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

การจะเล่นเป็นตัวละครที่มีอำนาจสูงและซับซ้อนแบบเจ้าสัวคณิน พี่เอกต้องเข้าใจอะไรบ้าง 

“เบื้องต้นก็ตีความทำความเข้าใจ แล้วตรงนี้ด้วยเนื้อหาเรื่องราวที่ “เขาผ่านอะไรมา กำลังจะทำอะไร แล้วจะไปไหนอะไรอย่างไร” มันจะบอกเราเอง อย่างเช่นเขาเป็นคนรวย มีความลุ่มลึกในด้านความคิด แล้วก็ใช้ความลุ่มลึกนั้นเอาชนะคู่ต่อสู้ในการแข่งขันทางธุรกิจทุกรูปแบบ ไม่มีลดราวาศอก เอาความเอาชนะ เป็นผู้ชนะ ไม่ยอมเป็นผู้แพ้ ไม่ว่าวิธีไหนก็ตามอย่างลุ่มลึกด้วย

เบื้องต้นด้วยบริบทที่พูดมานี้ ความลุ่มลึกเป็นอย่างไรล่ะ คงไม่ใช่ “อย่างไรนี้” คณินก็ “เอ๊ะ!!! ยังไง ๆ ไอ้สัตว์” อันนี้ก็บังคับอยู่แล้วว่าไม่ควรจะต้องอะไรขนาดนี้ มันก็จะมองว่า อันดับแรกลุ่มลึก มันก็ต้องนิ่ง ๆ ไว้ก่อน แล้วการที่เขาเป็นผู้บริหารใหญ่ คณินกรุ๊ปขนาดนั้น มีอำนาจขนาดนั้น และเป็นระดับประเทศ เขาก็ต้องใช้บางอย่างที่จะต้องปรามลูกน้อง คู่ค้าทางธุรกิจให้มีความเกรงใจ แล้วต้องเป็นคนที่ใครก็เดาทางไม่ถูกว่าจะอย่างไร มันแล้วแต่จินตนาการ มันได้หมด

เพราะฉะนั้นอันดับแรกก็ควรจะนั่งนิ่ง สงบ สยบทุกอย่างไว้ก่อนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วก็ไม่ควรที่จะให้ได้รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ มันถึงจะลุ่มลึกแล้วก็เดาทางไม่ถูก ก็กลายเป็นว่าไม่ต้องพูดเยอะ ซึ่งบทเขาเขียนมาดี เขาก็ไม่ได้ให้เราพูดเยอะ กระนั้นแม้ไม่ได้พูดเยอะ พูดแต่ละประโยคจะต้องผ่านกระบวนการทบทวนแล้วว่าสิ่งนี้แปลว่าอะไร จะได้อะไร จะทำให้ส่งผลอย่างไร เพื่อที่ให้เกิดอะไรขึ้น

มันก็จะก่อร่างสร้างตัวของตัวละครนี้ขึ้นมาว่า นิ่ง ๆ ใช้ความคิดพินิจพิจารณาแล้ววางแผนในหัวตลอดเวลา ไม่ต้องรีบพูด เดาทางแล้วก็พูด เกิดผลบางอย่างที่ต้องการ แล้วก็จัดการมัน ก็จบแค่นั้น พอพูดไปแล้วความเป็นคณินมันจะเริ่มออกมาแล้ว แม้กระทั่งการใช้มือ ณ เวลานี้ก็ไม่ได้ตั้งใจ มันจะเป็นไปเองตามที่เราเริ่มบรรยายภาพ”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

พี่เอกมองเจ้าสัวคณินยังไง มีอารมณ์ไหนของเจ้าสัวคณินที่พี่เอกประทับใจมากที่สุด มีอะไรในตัวเจ้าสัวคณินที่พี่เอกรู้สึกว่าน่ากลัว 

“จริง ๆ เขาเป็นคนนิ่ง ๆ ก็ดีนะ เพราะจริง ๆ เราก็เป็นคนนิ่ง ๆ เราเป็นคนหลายบุคลิกมาก เวลาเจอคนเราก็เฮฮา คุยไม่หยุดแบบนี้ แต่ว่าอยู่คนเดียวเราก็ไม่คุย บางทีมีเพื่อนเราตั้งแต่สมัยวัยรุ่น มันบอกกับทุกคน “ไม่ต้องไปยุ่งกับมันหรอก ถ้ามันอยากพูดอะไรเดี๋ยวมันพูดเอง” มันบอกว่าเราเป็นคนอย่างนั้นโดยเราไม่รู้ตัว

สมมติว่านั่งกินเหล้า กินข้าว เราก็นั่งนิ่ง ๆ ก็ฟังไป ก็มองไป หรือบางทีก็ไม่มอง ก็ไปมองอันอื่น แล้วมีประเด็นอะไรที่เราคุย เราก็คุย เราก็เลยมีทั้งสองแบบ แล้วเราก็คุยจริงจัง คุยสนุก คุยบ้า ๆ บอ ๆ คุยลึกซึ้ง คุยชีวิต อะไรเราก็คุย มันเลยเป็นหลายอย่าง

ทุก ๆ ตัวละครมันมีข้อดีให้เราได้เอามาใช้โดยไม่รู้ตัว อย่างที่พูดตอนต้น ใช้มาก ใช้น้อยก็แล้วแต่ มันเป็นประสบการณ์ชีวิต แล้วก็เป็นประสบการณ์ที่จดจำได้ง่าย เพราะมันประทับใจ มันสนุกกับงานที่เรารัก และตัวละครที่เราเล่น แต่ละตัวมันไม่ธรรมดา ชีวิตเราไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้ พอมีเหตุการณ์ มี story มีความสะเทือนใจ มีความโศกเศร้า บู๊ล้างผลาญ โกรธแค้น อาฆาต คณินก็เหมือนกัน”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“คณินไม่ได้เป็นคนที่น่ากลัวนะ เขาไม่ได้น่ากลัวแบบไปฆ่าคนหรือว่าทำร้ายคน แต่ว่าเขาทำร้ายทางธุรกิจซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบัน มันก็รุนแรงมากมาย คณินก็อยู่ในหมวดนั้น แต่คนที่ทำธุรกิจจริงจังเขาก็คงไม่ได้คิดว่ามันน่ากลัวอะไร มันก็ต้องทำ

แต่สำหรับเรา เราคงใจอ่อน เราคง “ให้แม่งไปเถอะ หมื่นล้านเอง เราก็มีเป็นแสนล้าน หรือว่าจะโคกันก็ได้” คือเราไม่ใช่คนแบบคณิน แต่ว่าเขาไม่ได้ผิด จริง ๆ แล้วคนที่จะเป็นแบบคณินจะมีอาณาจักรขนาดนั้น ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าใจอ่อนเหมือนที่เขาพูดตอนจบ “ถ้าปล่อยให้แม่งโตขึ้น เดี๋ยวแม่งกลับมาเหยียบหน้าผมหรอก” ที่มันบอกกับเจ้าของ Airlines ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ตัวเรา นายธเนศคนนี้คงอ่อนต่อโลกธุรกิจ เราก็คงไม่เป็นไร มันคงไม่มาเหยียบเราขนาดนั้นมั้ง ซึ่งไม่แน่ 

เราเป็นคนยอมง่าย แป๊บเดียวเราก็ยอมแล้ว เราขี้เกียจ เรารำคาญ รวยขนาดนั้นแล้วมึงจะเอาอะไรหนักหนา ธุรกิจมีอีกอื้อเลย “ไอ้เหี้ยนี่มึงก็ให้มันไปเหอะ ช่างมันเหอะ” แบบนี้มันเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินแล้วด้วย เราก็พูดอยู่บ่อย ๆ ว่า การทำธุรกิจขนาดนี้ บางทีมันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว มันเป็นเรื่องอำนาจ เรื่องหน้าตา เรื่องศักดิ์ศรี ซึ่งเราไม่มีสิ่งเหล่านั้น เราไม่มีศักดิ์ศรี เราไม่มีอำนาจ เราไม่มีหน้าตา แล้วเราก็ไม่ต้องการด้วย ประมาณว่าคณินอาจจะเป็นลูกผู้ชาย ฆ่าได้หยามไม่ได้ แต่เราเป็นประเภทฆ่าได้หยามได้สบายเลย มันก็เลยเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่เหมือนกัน ต้องบอกว่าน่ากลัว ถ้าเราต้องเป็นแบบนั้น”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“มาถึงตรงนี้ เราถามพี่เอกไปว่า มีอะไรอยากบอกเจ้าสัวคณินมั้ย พี่เอกตอบมาทันที “โอ๊ย!!! คนอย่างคณินมันจะมาฟังใคร” (แล้วหัวเราะก่อนตอบยาว ๆ)

ถ้าจะบอกก็คือ อย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ ซึ่งเขาไม่ฟังอยู่แล้ว ที่บอกว่า “หยามได้ ไม่เป็นไร แบ่ง ๆ เขาไปบ้างก็ได้” เพราะจริง ๆ ลึก ๆ แล้วคณินก็รักสันตินะ แล้วก็ชื่นชม แล้วก็อยากให้ลูกตัวเองเป็นอย่างนั้นด้วยซ้ำไป บอกหรือไม่บอกเท่านั้นแหละ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ไอ้เหี้ยให้มาทำงานกับลูกก็ยังได้เลย ทีนี้ด้วยความที่อะไรก็ไม่รู้ มันลึกซึ้งเกินกว่าที่จะพูดกันสั้น ๆ 

เราตีความเล่น ๆ ก็ได้ ก็คืออันดับแรก สมมติว่าไม่ไว้ใจใครก็เป็นไปได้ “อ๋อ มึงเก่งขนาดนี้ วันหนึ่งเดี๋ยวมึงโต มึงก็จะรวบทุกอย่าง” ทำไมถึงคิดอย่างนั้น เพราะว่ากูก็ทำอย่างนั้นมาแล้ว เมื่อก่อนกูก็ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้ พอวันนี้กูโตแล้ว กูก็รวบทุกอย่าง ทำไมกูต้องรวบทุกอย่าง เพราะถ้ากูไม่รวบทุกอย่าง เดี๋ยวคนอื่น ๆ ที่เราไม่ได้ไปรวบมัน พอมันโต มันก็จะมารวบกู เขาอาจจะเคยโดนรวบไปบ้างแล้วแต่ไหวตัวทัน เลยแก้ลำเรียบร้อย พอเสร็จแล้วหลังจากนั้นก็เลยมั่นใจว่าต้องรวบทุกอย่างที่มันกำลังจะโต เพื่อที่จะหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่อย่างนั้นเดี๋ยววันหนึ่งมันก็อาจจะมารวบเราก็ได้

พอมันมี mindset อันนี้ เขาก็ต้องทำแบบที่เขาทำนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเขาจะมาบอกว่า “เฮ้ย มึงเก่ง ไอ้เหี้ยกูชื่นชมมึง” เขาไม่มีทางบอกอยู่แล้ว มันอยู่ในใจว่ามึงเก่ง กูชื่นชมมึง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวกูจะใช้ความเก่งของมึงให้เป็นประโยชน์กับกู เขาฉลาดพอที่จะรู้ว่าอยู่ ๆ มันไม่มาทำหรอก เพราะว่าสันติมันเก่ง สันติมันมีแนวคิดแล้วมันทำได้ด้วย ก็ยื่นข้อเสนอตามเรื่อง พอมาปุ๊บ แม่งก็ทำได้ดี ในขณะเดียวกันคณินก็มีลูกของตัวเอง ตั้งใจว่าเดี๋ยวต้องให้ลูกมาสวม แล้วก็เขี่ยมันทิ้ง หรือไม่เขี่ย แต่ก็กดให้มันอยู่ตรงนี้ด้วยหุ้นที่ต่ำลง นี่คือสิ่งที่คณินเป็น”

แล้วเราจะไปบอกเขาเหรอว่าให้ “ยอมไปเหอะ” 

“ไอ้เหี้ย มึงเป็นใครมาสอนกู มึง…ไอ้ธเนศ ใช่มั้ย”

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปสอนเขาหรอก เขาไม่ฟัง

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

ประทับใจอะไรในการทำงานเรื่องนี้ และฉากไหนที่ประทับใจมากที่สุด 

“มันประทับใจไปหมด ต้องเล่าอย่างนี้ ตอนที่ไปแถลงข่าว เขามีคำถามนี้ เราก็เลยเลือกฉากที่ใคร ๆ ก็ประทับใจ วันนั้นมันเกิดขึ้นตอนถ่ายเลย เพราะว่าตอนฉายแล้วมันก็คงมีเยอะแยะ แต่ตอนนั้นที่จำได้ เพราะพอเดินออกจากซีนนั้น ทีมงานที่อยู่หน้ามอนิเตอร์ หรือว่ามองอยู่สด ๆ ก็จะมองตามเรา เราเดินออกจากเฟรมเพื่อที่จะไปห้องแต่งตัว เขาจะมองตาม มีบางคนยกนิ้วโป้งให้ด้วย มันเป็นสายตาที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกซีน แล้วเป็นช่างหน้า ช่างผม ช่างอะไรบ้าง แล้วมีคนหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดด้วยซ้ำไป ตามไปช่วยดูแลหน้าเรา ด้วยสายตานั้นเรารู้สึกว่า “เออ!!! เขาคงชอบ น่าจะดีสำหรับซีนนั้น” พอไปถึงช่างแต่งหน้าเขาล้างเมคอัพให้เราประมาณ 10 – 15 นาที พูดไม่หยุดเลย กับการแสดงซีนเมื่อกี้นี้ ที่บอกว่า “พี่แม่งโคตรเหี้ยเลย” คือมันร้ายมาก เราก็เลยรู้สึกว่าซีนนี้เราคงเล่นได้ดีนะ เขาถึงเป็นขนาดนี้”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“ถ้าถามว่าชอบซีนไหน คงเป็นซีนแถลงข่าวที่เราลากสันติไปข้างหลังนี่แหละ แล้วเราพูดกับมันว่า “มึงก็เป็นได้แค่แมลงวัน” มันเหมือนไม่ได้มีการแสดงอะไรนะ เราก็แค่พูดไปนิ่ม ๆ นิ่ง ๆ ในขณะนั้น แต่ว่าตอนแสดงเราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้แสดงอะไร มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ เรายังถามไก่เลยว่า “มันนิ่งเกินไปหรือเปล่าวะ เราควรจะโมโหนิดหน่อย โวยกับมันบ้างมั้ยวะ ไอ้เหี้ยมึงจะอะไรกันหนักหนา คือจะเอาอีกสักเทคไหม เพื่อที่จะเป็น Option” ไก่บอก “ไม่เป็นไรพี่ อันนี้ดีแล้ว ให้ไอ้นั่นมันโวยไป” มันก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นซึ่งก็ถ่ายอยู่เทคครึ่งประมาณนั้น น่าจะเป็นครั้งแรกที่เห็นความโหดเหี้ยม เหี้ยก็ได้ จริง ๆ คำว่าเหี้ยพูดเล่น ๆ สนุกเฉย ๆ นะ เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนเหี้ยนะ แก้ข่าวตรงนี้ด้วย

ประทับใจทีมงานทั้งหมดเลย ทุกแผนก ประทับใจเรื่อง บท ไดเรกชัน ทีมงานทุกฝ่าย เราเคยพูดอยู่หลาย ๆ รายการว่ามันเป็นการทำงานที่ง่ายมาก สำหรับเราไม่มีปัญหา ไม่มีติดขัด ไม่มีคำถาม เพราะตอนเราทำงานเราจะคุยกันเยอะตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว กระนั้นหลาย ๆ โปรดักชันก็ต้องไปคุยต่ออีก อาจจะด้วยที่เป็นโปรดักชันใหญ่ที่มีงบมากพอที่จะเตรียมทุกอย่างที่จะซัปพอร์ตทุกอย่าง โดยเฉพาะด้านการแสดงให้ได้อย่างเต็มที่ ต้องขอขอบคุณทุกส่วนที่ทำให้ทุกอย่างออกมาดีมาก ๆ”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

พี่เอกมีเพลงที่ชอบมั้ยคะ?

“มีสิ เคยมีคนถามเราอยู่เหมือนกันว่า เพลงที่พี่ชอบที่สุดคือเพลงอะไร?” 

เพลงที่เราถือว่าเป็นเพลงที่เราชอบมากที่สุดเพลงหนึ่ง และเป็นเพลงที่ดีสุดในโลกในจิตใจของเราด้วย ในตอนโน้น วันนี้ก็ยังเป็นนะ มันคือเพลง Imagine ของ John Lennon มันคงเป็นช่วงที่เราสนใจความเป็นสัจจะ ความจริงของโลก ของจักรวาลที่ในเนื้อเพลงเขาพูดถึง มันพูดถูกทุกเรื่อง”

“เพลงของเราก็มีเหมือนกันนะ เราไม่แน่ใจว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง Imagine หรือเปล่า มันเป็นเพลงที่เราเขียนเอาไว้ 30 – 40 ปีแล้ว 

เพลงนี้ชื่อว่า “เนื่องด้วยอากาศมันร้อนตอนบ่ายวันนั้น” เนื้อหาบอกว่า “เพียงคิดคิดไปบ่ายวันนั้น คิดตอนตำรวจตรวจการณ์ และคนพาลผ่านหน้าไป ใจคิดไยต้องมีทหาร รบฆ่าฟันประจัญบานเพื่อให้บ้านเมืองพ้นภัย ใจคิดไยต้องมีกฎหมาย ใช้นำกำหนดลงไป ชี้ให้ทำสิ่งใดใด ไยโลกทั้งใบยังต้องใช้ทุกทุกวันที่ผ่านไปล้วนต้องให้กฎหมายคุม𝅘𝅥𝅮𝅘𝅥𝅯””

“สาระก็คือว่า ทำไมต้องมีกฎเกณฑ์ ทำไมต้องมีกฎระเบียบ จริง ๆ แล้วต้องตอบว่ามันต้องมี แต่นี่เป็นการตั้งคำถามเฉย ๆ มันต้องฟังทั้งหมด ฟังทั้งอัลบั้มใน “คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต” 

ตอนท้ายมันจะมีเพลงอีกเพลงหนึ่งที่ชื่อว่า “เธอคิดใช่ไหม” เนื้อหาประมาณว่า เธอคิดใช่มั๊ยว่าชีวิตมันคือ…”ฉันคนเดียว”… เธอคิดใช่มั๊ยว่าชีวิตมันไม่ต้องการแลเหลียว เธอคิดใช่มั๊ยว่าชีวิตมันต้องผสานกลมเกลียว เธอคิดใช่มั๊ยชีวิตมันจะเลี้ยวไปตามเส้นทาง เธอคิดใช่มั๊ยว่าโลกนี้ไม่มีใครสำคัญ เธอคิดใช่มั๊ยว่าโลกนี้มีเพียงเธอเท่านั้น เธอคิดใช่มั๊ยว่าโลกนี้มีแค่ที่เห็นกัน เธอคิดใช่มั๊ยสักวันสวรรค์นั้นจะตัดสินใจ…𝅘𝅥𝅮𝅘𝅥𝅯” 

แล้วก็มีท่อนสรุปว่า 

อย่ามัวคิดอยู่จงเริ่มดู ดูรอบกาย เมื่อมองดูจะรู้ความหมาย อย่าทำลายคิดร้ายกับมัน จากกันถึงกันต่างก็มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันไปทั้งนั้น…ต่างผลักดันให้มันเป็นไป เช่นเดียวกับเราทั้งหมด…ต่างช่วยกันเป็นตัวกำหนด เชื่อมโยงกันไปตามกฎ…หากจดจำจะเข้าใจ จากกันถึงกันต่างก็มีความสัมพันธ์ ใช่ตัวเธอ…ใช่ตัวฉัน…ใช่สวรรค์…ใช่ใคร ๆ อย่าคิดเลยนะว่าชีวิตมันคือ…”ฉันคนเดียว”…𝅘𝅥𝅮𝅘𝅥𝅯

จะเห็นว่ามึงอยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันต้องเสริมกัน ทีนี้เสริมกันไปเสริมกันมา ถ้ามันไม่มีกฎเกณฑ์แล้วมันจะอยู่กันอย่างไร เพราะฉะนั้นในคำถามนั้นมันมีคำตอบของมันด้วย”

“แต่กฎเกณฑ์ที่มันเหนือไปกว่านั้นมันไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย มันมีอีกชั้นหนึ่งว่าไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ก็ได้ คือเข้าใจซึ่งกันและกันว่าเราสัมพันธ์กัน เราส่งเสริมกัน เราทำสิ่งไหนไป สิ่งนั้นจะกระทบกลับมา มันมีกฎเกณฑ์นี้

เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ตรงนี้ เราจะไม่ทำสิ่งที่ไปกระทบทำร้ายใคร มันก็จะไม่มีใครทำร้ายเรากลับมา มันจึงไม่ต้องมีกฎหมาย มันจึงไม่ต้องมีทหาร มันจึงไม่ต้องรบราฆ่าฟัน กฎเป็นอย่างนั้น ซึ่งโลกทุกวันนี้ ทุกวันไหนก็เหมือนกัน มันต้องฝืนกฎ มันถึงยังเป็นโลกใบนี้อยู่ โลกมนุษย์มันก็เป็นอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นมันถึงวุ่นวาย ซึ่งนี่ก็เป็นกฎเหมือนกันว่ามันต้องวุ่นวาย รบราฆ่าฟันกัน แล้วก็ต้องมีทหาร ต้องมีกฎหมาย”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“ย้ำนะว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์อะไรในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการเมือง หรือว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ มันเป็น ณ วันโน้น ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราพูดนั้นสำหรับเราก็ถือว่าเป็นสัจจะ เป็นความจริงเหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นความจริงในจิตใจเรา เช่นเดียวกันกับเพลง Imagine”

“ฉะนั้น…โดยสรุป นี่แหละงานศิลปะเป็นอย่างนี้ คือตั้งคำถาม มีคำตอบ แล้วในคำตอบนั้นก็มีคำถามอีก เพื่อที่จะตอบอีก แล้วกลับมาถามอีก เพื่อให้เกิดปัญญา เกิดแรงบันดาลใจ แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง เพื่อที่จะเข้าใจทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะเข้าใจไม่เหมือนกัน อันไหนที่เกิดประโยชน์กับตัวเองก็เอาไปใช้แบบนั้น เข้าใจแบบนั้น นั่นแหละมัน abstract อย่างนี้แหละ นี่แหละความลึกซึ้งของงานศิลปะ”

𝅘𝅥𝅮𝅘𝅥𝅯 You may say I’m a dreamer. But I’m not the only one. I hope someday you’ll join us. And the world will live as one 𝅘𝅥𝅮𝅘𝅥𝅯

ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า พี่อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในวงการเพลงไทย หรือวงการบันเทิงไทย

ไม่อยากเห็นมากกว่า ไม่อยากเห็นใครบอกว่า “อันนี้อย่าทำเลย เดี๋ยวมันจะเสื่อมเสีย” ให้แม่งเสื่อมเสียไปเลย มันเสื่อมเสียแป๊บเดียวแหละ แล้วคนเขาก็จะรู้เองล่ะว่ามันเละ “ไอ้คนนี้แม่งเละ” “ไอ้คนนี้ Mindset แม่งไม่ดี ทัศนคติไม่ดี แล้วถ้าแม่งทำขัดกับกฎหมาย มันก็มีกฎหมายที่จะจัดการอยู่แล้ว ก็จัดการไปตามกฎหมาย ไม่มีกฎหมายจัดการก็ปล่อยมันไป เดี๋ยวมันก็ตายไปเองอยู่ดี ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก”

“โลกมันกว้างขึ้น โลกมันเปิดมากขึ้น แล้วโลกทั้งใบก็พยายามค้นหาอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา เป็นประเทศที่เขายังไม่ค่อยเห็น และเรายังมีของใหม่ ๆ สด ๆ อยู่เสมอ

เพราะฉะนั้นทั้งโลกกำลังอยากเห็นอะไรก็ได้ที่สดใหม่ ที่เขายังไม่คุ้นเคย เรายังสดอยู่ เพราะฉะนั้นมันพร้อมที่ไปไหนก็ได้ เกาหลีเขาทำได้แล้ว ใครจะคิดว่า บอง จุน โฮ (Bong Joon Ho) จะได้ออสการ์มากที่สุดในปีนั้น 4 ตัว แล้วได้ทั้งหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม 4 รางวัลใหญ่ ๆ ทั้งนั้น”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“เมื่อสัก 30 – 40 ปีที่แล้ว เกาหลีกับเราในวงการภาพยนตร์มันไม่ต่างกันมากเลย เราเป็นผู้นำกว่าด้วยซ้ำในยุคที่เรามีอุ๋ย นนทรีย์  ต้อม เป็นเอก ไม่นับยุคโบราณนะ ซึ่งเรามีอะไรที่คลาสิกอยู่ด้วยกันทั้งคู่แหละ แล้วเกาหลีก็เจอปัญหาการเมือง เขาก็ดรอปไป เราก็กำลังดีอยู่ในช่วงที่ต้อม อุ๋ย เจ้ย ใครต่อใครมา…เสร็จแล้วสักพักหนึ่งเราก็เจอมรสุม ขณะที่เกาหลีเขาก็ประชาธิปไตยเต็มใบไป เพียงแค่ประมาณ 20 ปีเท่านั้น ที่การสนับสนุนของรัฐบาลเขามันชัดเจน มันส่งผลมาก มึงจะเล่าเรื่องเหี้ยอะไรก็ได้ เล่าไปเลย มึงจะถ่ายตรงไหนก็ได้ รัฐให้การสนับสนุนทุกอย่างเต็มที่ เขาก็เลยไปไกลจนถึงออสการ์ได้ในวันนี้ไง

จริง ๆ แล้วช่วงแรก ๆ เราไม่เคยชอบงานเกาหลีเลยนะ เราว่ามันไม่ได้น่าดู แต่ดูไป ๆ สักพัก ไอ้เหี้ยแม่งดีว่ะ!!! เรื่องนู้นดี เรื่องนี้ดี สุดท้าย Parasite นี่สุด ๆ เรายกให้ Parasite เป็นหนึ่งหนังในดวงใจเราได้เลยนะ หลายคนก็ยกให้เหมือนกัน ซึ่งก็ถูกแล้ว เพราะมันดีไง

เพราะฉะนั้นกลับมาที่เมืองไทย ตอนนี้มันถูกแล้วที่รัฐบาลเริ่มชัดเจน เราเชื่อว่าหลังจากนี้รัฐบาลไหน ๆ ก็คงไม่ปฏิเสธการสนับสนุนวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ดนตรี หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นงานศิลปะ เพราะมันเห็น ๆ กันอยู่ว่ามันเป็นเม็ดเงินได้ แล้วมันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ แล้ว mindset ของผู้มีอำนาจก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้วว่า การส่งเสริมความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องมีความเป็นไทย แบบมวยไทย รำไทย หรืออาหารไทยเท่านั้น มันเป็นอะไรก็ได้เพราะคนทำมันเป็นคนไทย ยังไงมันก็เป็นไทยอยู่แล้ว มันพูดภาษาไทย แล้วมันเกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะความเป็นไทยมันควรจะเป็นความเป็นไทยของวันนี้ ไม่ใช่ความเป็นไทยเมื่อ 100 ปีที่แล้วเท่านั้น ซึ่งตรงนั้นสักพักหนึ่งมันก็หมด แต่ความเป็นไทยในปัจจุบันมันจะมีของใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะว่าปัจจุบันมันจะขยับไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ มันก็จะกว้างขวางจนกระทั่งไร้ขอบเขต มันดีกว่าที่เราจะเอาเรื่องเมื่อ 100 ปีก่อนมาบอกว่าความเป็นไทยคือสิ่งเหล่านี้เท่านั้น เดี๋ยวมันก็หมด ซึ่งเผลอ ๆ วันนี้ก็หมดแล้วด้วยซ้ำมั้ง จะมีสักกี่คนที่ไม่รู้ว่ารำไทยเป็นอย่างไร มันรู้กันหมดแล้ว

เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโอกาสดี แล้วเราเชื่อมั่นว่ามันกำลังจะไปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่าสะดุด อย่ามาบีบเอาไว้ มากดเอาไว้ มาห้ามนู่นห้ามนี่กันอีก แล้วก็ไม่ต้องไปกลัวว่าเดี๋ยวมันจะเสื่อมเสียอย่างที่ว่า มันมีกฎหมายอะไรฟ้องได้ก็ฟ้องมันไปเลย ให้มันเป็นตัวอย่าง สุดท้ายคนไม่ดู คนด่า เขาก็ไม่กล้าทำ แล้วเผลอ ๆ จะติดคุกด้วย ใครจะไปกล้าทำ”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“ยกตัวอย่าง วันนี้เรามาในวาระ สงคราม ส่งด่วน ใครจะคิดว่าวันนี้จะมีซีรีส์ไทยเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำธุรกิจส่งด่วน แล้วในเรื่องก็พูดเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจ การหักหลัง ชั้นเชิงธุรกิจเต็มไปหมดเลย แล้วคนดูกันจนขึ้นอันดับหนึ่ง 3 – 4 สัปดาห์ แล้วทั้งโลกอยู่อันดับ 4 แค่นี้ยังไม่พอ ยังเอามาทำมีม ยังเอามาพูดในมุมของธุรกิจเฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับซีรีส์ มีทั้งเพจธุรกิจ เพจการลงทุน เพจหุ้น เพจอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด ยกเป็น Case study แล้วถึงค่อยพูดในบริบทของหนังว่าจริง ๆ เป็นอย่างนี้นะ วิเคราะห์กันออกมามากมาย ถ้าไม่ใช่ Netflix ซัปพอร์ตโดยมีเป้าหมายว่าจะให้คนทั้งโลกดู ใครจะกล้าทำ ไม่ใช่แค่กล้าลงทุนนะ สมมติมีคนให้เงินมาลงทุน คนคิดบางทียังไม่กล้าคิดกันเลยด้วยซ้ำ

เก้ง (จิระ มะลิกุล) วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) ไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ยังพูดบ่อยเลยว่าตอนเขียนบทก็ยังนึกไปไม่ถึงว่าเราจะไปได้ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องจริงอยู่แล้ว แต่ว่าบริบทที่จะมาเสริม คนเขียนยังไปไม่สุด คือจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่ ในใจมันมีกรอบของมันอยู่ว่า ไอ้เหี้ย!!! เราจะบ้าไปถึงขนาดนี้เชียวเหรอวะ!!!

หนึ่ง คนเขียนซึ่งไก่พูดเอง คือตัวเขาบ้าไม่ถึงตัวสันติตัวจริง ก็เลยยังไปไม่ได้ แต่เรามองลึกไปกว่านั้น แม้กระทั่งบ้าถึง แต่ว่ามันจะแอบกลัว เพราะคนทำงาน Commercial Art ลึก ๆ รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม บางทีไม่รู้ตัวเอง มันจะแอบคิดว่า “แล้วใครจะดูวะ” “อันนี้จะยากไปไหมเนี่ย” “จะเชื่อได้หรือไม่” มันมีแน่นอน ซึ่งอาจจะไม่รู้ตัว แต่โชคดีที่เขาตัดสินใจว่าไปแม่งให้สุดเลย ลองไปเลย แล้วคนดูทั่วโลกเยอะ มันก็เลยไปได้ไง 

เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นตัวอย่างได้ดี มันเป็นการยกระดับอีกขั้นหนึ่งซึ่งเป็นขั้นสูงเลย เร็วมากเลย แปลว่ามันเปิดประตูบานใหม่ได้แล้ว มึงเขียนเรื่องเหี้ยอะไรก็ได้ ถ้ามึงทำให้ดี ลึกซึ้ง แล้วสนุก คนทั้งโลกดู คนไทยก็ดู อย่าดูถูกว่า “ใครจะดู” “มันยากไปไหม” ไอ้เหี้ยดูสิ!!! ทุกคนพยายามทำความเข้าใจว่า Series E คืออะไรกันแล้ว การลดหุ้นคืออะไร เราเองแม่งยังงงเลย “ไอ้เหี้ยแม่งมาขนาดนี้แล้ว เราชื่นชมมากเลย” บอกทุกคนเลยว่ามึงกล้า ๆ ได้แล้ว กล้าไปเลย ธุรกิจเหี้ยอะไรก็ได้ทำไปเยอะ ๆ เลย ไม่ต้องกลัวเจ๊ง ไม่ต้องกลัวไม่มีคนดูแล้ว”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“เกาหลีช่วงแรก ๆ ในความรู้สึกเรา เราว่าเขาก็ไม่กลัวนะ เราเองต่างหากที่รู้สึกว่า “มึงทำเรื่องเหี้ยอะไรของมึงวะเนี่ย ใครจะไปดูวะ” เราไม่ดูคนหนึ่งล่ะ ซึ่งก็มีคนไม่ดูเหมือนเราเยอะเหมือนกัน และเรื่องเหี้ย ๆ เหล่านั้นแม่งก็ไม่สำเร็จไง แต่มันทำไปเรื่อย ๆ มันก็จะถูกคัดกรอง แล้วมันก็จะดีขึ้น คนทำก็จะรู้ว่าต้องค่อย ๆ Craft มากขึ้น คนดูก็จะเลือกมากขึ้น แรก ๆ มันก็ต้องดูหมดแหละ แล้วคนก็ต้องด่าบ้างล่ะ แล้วมันก็จะมีดี ๆ โผล่มาอันหนึ่ง คนก็จะชม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วมันก็จะมีเหี้ย ๆ มาอีก คนก็จะด่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กันอีก แล้วสักพักก็จะมีดี ๆ โผล่มาอีก ซึ่งตอนเนี๊ยะของไทยเรามีดี ๆโผล่มามากขึ้นแล้ว คอยดูสิเดี๋ยวมันจะดีกว่านี้อีกเยอะเลย มันจะไปได้อีกไกลเลยแน่นอน”

ธรรมะเข้ามาในชีวิตพี่เอกตอนไหน เล่าจุดเปลี่ยนให้ฟังหน่อยค่ะ

“เราไม่รู้ว่าตอนไหน แต่เราจำได้ว่าเราชอบซื้อหนังสือธรรมะ ซึ่งคงมาจากตอนที่เรารู้สึกว่าเราต้องฉลาด ซื้อหนังสือธรรมะก็จริง แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากมีธรรมะ เราอยากเป็นผู้ที่ดูดี พูดจาแล้วน่าจะดี มีหลักการ เรามองว่ามันเป็นหลักดำเนินชีวิตที่เป็นหลักปรัชญา หลักที่รู้สึกว่าถ้ารู้สิ่งนี้แล้วก็จะดี อย่างน้อยดีในการใช้ชีวิต ก็ไม่ได้คิดขนาดนั้น ดีคือเท่ วัยรุ่นน่ะ วัยรุ่นก็อยากเท่ อยากฉลาด แล้วก็เอาไว้คุยกับเพื่อน

เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่เอาเข้าจริง ๆ เรามารู้ตัวตอนที่หนังสือเต็มบ้านว่า “ไอ้เหี้ย เราไม่ค่อยอ่านเลย แต่หนังสือเต็มบ้าน” แสดงว่าเราชอบซื้อหนังสือมากกว่า ซื้อแล้วหวังว่าจะอ่านแล้วแม่งก็ไม่ค่อยได้อ่าน ซึ่งหลาย ๆ คนคงจะเป็น แต่ยุคนี้มันไม่ค่อยมีหนังสือแล้ว โหลดไว้ก่อน แปะไว้ก่อน ใน E-book หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ไม่ได้อ่านอยู่ดี”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“ถ้าตอบแบบให้เห็นภาพ ตอนนี้เรามีลูก เราก็เคยเล่าไปบ่อย ๆ แล้ว เพราะรู้สึกว่าเราจะเลี้ยงลูกอย่างไร สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าเลี้ยงตามธรรม ธรรมก็คือธรรมะ “แล้วเรามีธรรมรึยังวะ” เกิดคำถามในตัวเอง แล้วก็ได้คำตอบว่า “ยังนี่หว่า ไอ้เหี้ย มึงยังไม่ค่อยรู้เหี้ยอะไรเลย” ยังไม่ได้มีธรรมในใจสักเท่าไหร่ ยังแยกถูกผิดชั่วดีที่เป็นธรรมจริง ๆ ไม่ค่อยได้ชัดเจนนะ แม้ว่าช่วงแรกอาจจะมั่นใจว่า “เออ!!! อันนี้เป็นธรรม อันนี้ถูกต้อง อันนี้เหมาะสม สมควรทำนะลูกนะ” พอบอกเสร็จ ลูกก็ “ครับพ่อ” แต่พอลูกเดินไป อยู่ ๆ มันก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า “เฮ้ย!!! แม่งเป็นธรรมจริงเปล่าวะ” เพราะว่ามันแวบเข้ามาว่า “ทำอีกแบบก็ได้นี่หว่า เฮ้ย!!! แล้วอันไหนวะเนี่ย” อันนี้ชักเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามึงก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่มีธรรม รวม ๆ ก็คือชักไม่แน่ใจว่าสิ่งไหนที่เป็นธรรมที่สมควรทำ ก็เลยสนใจมากขึ้น และการจะสนใจให้ได้คำตอบที่ชัดเจนก็ต้องไปศึกษา ที่สุดก็คือต้องไปบวช นั่นคือช่วงเวลาที่เราไปบวช ธรรมะก็เลยเข้ามาในจิตใจ ดังนั้นน่าจะตอบได้ชัดเจนแล้วว่าธรรมะเข้ามาในชีวิตตอนไหน เข้ามาจริง ๆ ก็ตอนบวชนั่นแหละ

ชีวิตพอมีธรรม มันก็เลยมีช้าลงและเร็วขึ้น ช้าลงก็คือมีสติมากขึ้น เมื่อมีสติมากขึ้นมันก็ทำให้เย็นลง ช้าลง นิ่งขึ้น สุขุมขึ้น คัมภีรภาพมากขึ้น หลังจากนั้นพอจะทำอะไรแม่งโคตรเร็วเลย ที่พูดนี่ยังขนลุกเลย แค่นี้เห็นหรือยังว่าธรรมะแม่งสุดยอด ซึ่งเราไม่ควรมองข้าม แค่นี้ก็เป็นประโยชน์ต่อการเกิดมาเป็นมนุษย์มากมายมหาศาลแล้ว ที่ทำงานช้าลง นิ่งลง สงบขึ้น พอเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เหนื่อย ได้พัก พอมีสติแล้วจะทำเร็ว ได้ผลงานเร็ว เสร็จเร็ว ไอ้เหี้ยโคตรดีเลย ทำงานได้เยอะขึ้นอีก

ในขณะที่ก่อนมีธรรมะ เมื่อก่อน เร็ว ๆ รีบ ๆ เดี๋ยวไม่ทัน เหนื่อย ไม่นอน อดหลับอดนอน ไอ้เหี้ยไม่ได้งานอะไรเลย มัวแต่ล่ก ๆ ถึงได้ก็ไม่ได้เรื่อง ไม่มีเวลาพัก ไอ้เหี้ยเหนื่อยชิบหาย ไม่ได้พักเลย งานเยอะว่ะ ก็ทำงานยังไม่มีธรรมะในจิตใจไง ค่อนชีวิตเราเป็นแบบนั้น ซึ่งคนยุคนี้ก็คงเป็นคล้าย ๆ กันมั้ง อาจจะหนักกว่าเมื่อก่อนก็ได้เพราะว่ามันมีเรื่องเยอะ”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“แต่ขณะเดียวกันก็คงมีคนที่มันเยอะ ๆ มาก ๆ แล้วก็จะได้สติขึ้นมาเองเหมือนกันนะ เพราะว่าพอมันถึงจุดหนึ่ง ไม่ไหวแล้ว มันไปไม่ได้แล้ว อยู่ ๆ มันก็เกิดประกายขึ้นมาเองได้ ไอ้เหี้ยนี่ก็ดีนี่หว่า พอสงบนิ่งโดยไม่รู้ตัว พอหายเหนื่อยสติก็มา ทำงานก็มีประสิทธิภาพและเร็วได้ แต่จะต้องได้ยินได้ฟังมาบ้างนะ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อาจจะไม่ใช่ชาตินี้ก็ได้ มันเกิดโมเมนต์นั้นได้เหมือนกัน

ทำที่สมควรทำ ทำให้มันเหมาะสมที่สมควรแก่ธรรม ทำให้ดีขึ้น ก็คงไม่ได้อยากจะทำอะไรมาก มันเลยคำว่าอยากไปแล้ว เรากำลังจะทำหนัง แต่กระนั้นถ้าเกิดมีเหตุอะไรให้ไม่ได้ทำ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันมีความอยาก มันจะคาดหวัง แล้วมันจะเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้น สรุปความว่าไม่ได้อยากอะไรมากมาย แต่ว่าก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ ทำแบบที่ทำอยู่นี่แหละ ทำให้ดีขึ้น ๆ แล้วมันจะมีสิ่งที่สมควรทำขึ้นไปอีก ๆ ๆ ตามเหตุตามปัจจัยโดยไม่ต้องอยาก”

มีคำคำไหนในใจพี่เอกที่ได้มาจากการเรียนรู้ธรรมะ?

สบาย…แต่ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่านะ

“พอเราเรียนรู้ธรรมมาถึงจุดหนึ่ง อายุมากขึ้นก็พยายามที่จะพูดอะไรก็ตาม ทำอะไรก็ตามให้ตรงกับความเป็นธรรมมากที่สุด แล้วก็ซื่อสัตย์กับตัวเองด้วย มันมีอยู่คำหนึ่งที่เราพูดบ่อย ๆ เพื่อเตือนตัวเอง และถือโอกาสเป็นการส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วย คือเวลาที่มีคนถามเราว่า “เป็นไงพี่เอก สบายดีไหมคะ / สบายดีไหมครับ” เราก็จะตอบว่า “สบาย แต่ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่านะ”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“เราจะตอบอย่างนี้ มันตรงกับความรู้สึกเรา ตรงกับความเชื่อเรา ว่าไม่ว่าจะดี / ไม่ดี เราสบาย แม้ว่าเราป่วยอยู่ เราก็สบาย แต่ดี / ไม่ดี เราไม่ได้บอก เราตอบว่า “สบาย แต่ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่านะ” เขาก็หัวเราะกัน อาจจะไม่ get อาจจะคิดว่าเรากวนตีนหรือสนุก จริง ๆ แล้วอาจจะมีสักคนหนึ่งในวันใดวันหนึ่งไปถอดรหัสอันนี้ ก็จะรู้สึกว่า “เออ พี่เขาสบาย ดี / ไม่ดี มันไม่สำคัญ แต่พี่เขาสบาย” 

สบาย ก็คือการยอมรับ ไม่ว่ามันจะดี / ไม่ดี เรานึกถึงอันนี้ได้เพราะว่าเราพูดบ่อย บางทีเราถามว่า “สบายดีไหม” เราไม่สบาย เราก็ไม่ได้อยากบอกเพราะเขาไม่ได้อยากจะฟังอันนี้ เขาอยากให้เราตอบว่าสบายดีครับ แต่กูไม่สบาย กูก็ไม่อยากหลอกตัวเอง ไม่อยากมาตอแหลกับมึงว่ากูสบาย

อยู่มาวันหนึ่งมันก็เลยตอบไปได้โดยธรรมชาติเลยว่า “สบาย แต่ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่านะ” ซึ่งตอนแรก ๆ มันอาจจะเป็นว่า ไม่ค่อยดีแต่สบายอะไรอย่างนี้ เราจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มอย่างไร แต่เสร็จแล้วมันได้คำของมันในการทักทายของเรา มันมีความหมายของมันอยู่ เป็นคำทักทายเฉย ๆ แบบสนุก ๆ ได้ เป็นมารยาทสังคมได้ ไม่ได้ผิดมารยาทสังคม แต่มันมีธรรมในนั้นได้ด้วย”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

เวลาเหนื่อย ๆ พี่เอกทำยังไงให้กลับมามีแรง

“ยืนนิ่ง ๆ แป๊บหนึ่งเดี๋ยวก็มีแรง อยู่นิ่ง ๆ แป๊บหนึ่ง ร่างกายนิ่งมันได้พัก ใจมันก็ได้พักไปด้วย หรือนิ่ง ๆ โดยที่ร่างกายไม่ต้องพักก็ได้ หรือเดิน ๆ อยู่ หรือว่าทำอะไรก็ตาม เช่น ทำงานอยู่แต่ใจพักก็ได้ และเดี๋ยวจะมีแรงขึ้นมาเองอีกทีหนึ่ง ที่มันไม่มีแรงเพราะมันเหนื่อย ร่างกายเหนื่อย เราเห็นภาพชัด นั่งนิ่ง ๆ นอนนนนนน

เหนื่อยใจมันเหนื่อยยังไง ก็คือว่าใช้ความคิดเยอะ แล้วส่วนใหญ่ที่ทำให้เหนื่อยมากคือเป็นความคิดเชิงลบ ความคิดที่อยากจะทำนู่นทำนี่มากเกินไปโดยไม่บันยะบันยัง นี่มันก็เป็นลบนะ มันทำให้เหนื่อยมากขึ้น มันก็เลยหมดแรงได้ง่าย ๆ เพราะมันไม่ได้อย่างใจ อยากทำนู่นทำนี่ แต่ไม่ได้ทำสักที เหนื่อย หดหู่ หมดแรง หยุดคิดแบบนั้นแป๊บหนึ่ง แล้วเดี๋ยวมันจะเห็นสิ่งที่สมควรทำ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่อยากทำเมื่อกี้นี้ หรืออาจจะเป็นสิ่งนั้นก็ได้ แต่ว่าค่อย ๆ เห็นจังหวะ ช่องทางที่จะไปถึงตรงนั้นโดยไม่ต้องอยาก อันนี้มันทำให้มีแรง เพราะมันเห็นช่อง แต่พอมันอยากมาก ๆ มันปิดช่องหมดเลย เลยหมดแรง”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“เพราะฉะนั้นก็คือพัก ร่างกายมันเป็นรูปธรรมมันเห็นชัด แต่จิตใจต้องพักแบบนี้ พักคือหยุดคิด หยุดอยาก หยุดทุกอย่างอยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องคิดอะไรเลย ทำอะไรก็ทำไป ทำตรงนั้น ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่น”

มีคำถามหนึ่งแทรกขึ้นมาเบา ๆ จากทีมงาน “พี่เอกเคยหมดไฟในการทำงานบ้างมั้ยคะ?”

แล้วพี่เอกก็ทำท่าคิด ๆ 

“ต้องนึกเลยนะเนี่ย!!! เพราะว่ามันไม่เคยน่ะสิ กำลังนึกว่าเคยหมดบ้างไหม อันนี้แวบ ๆ ขึ้นมาตอนทำค่ายเพลง มันมีงานเยอะแยะ แต่งานมันไม่มีทางไปเลย แล้วเราไม่รู้จะแก้ยังไงด้วย เพราะไม่มีทุนต่อ เหมือนมันไม่มีช่องทาง จะเรียกว่าหมดไฟได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเราก็รู้สึกว่าสงสัยต้องเลิกแล้วมั้ง แต่ว่ากระนั้นมันก็ผ่านไปได้โดยที่ว่าเรายังไม่ทันได้เลิก มันคงเดินหน้าต่อได้ด้วยวิธีที่เราพูดไปเมื่อกี้นี้ โดยที่วันนั้นเราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นวิธี แค่มันเป็นไปโดยธรรมชาติ ก็นิ่ง ๆ แป๊บหนึ่ง เดี๋ยวมันคงมีหนทางของมันไปเอง แล้วมันก็มีของมันเองได้ ซึ่งหนทางนั้นมันจะดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญ แต่มันมีทางให้ไป แล้วมันก็ค่อย ๆ ไป แล้วมันก็ผ่านไปได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ผ่านไปแบบที่เราอยากให้มันผ่าน แต่มันก็ผ่านได้”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“เพราะฉะนั้น ถ้าใครหมดไฟตอนนี้ ก็กลับมาเรื่องเดิม ยืนนิ่ง ๆ นั่งนิ่ง ๆ แป๊บนึง พักทั้งกาย ทั้งใจ เดี๋ยวมันจะมีทางให้ไป แต่อย่าไปฝังใจว่าต้องไปทางนี้เท่านั้นนะ ก็ทางนี้ประตูมันปิดอยู่ ก็เดินอ้อมนิดนึง ก็ไปได้แล้ว มันก็แค่นั้นเอง”

พี่เอกเคยมีความฝันมั้ยคะ คืออะไร แล้วได้ทำมันรึยัง?

“เราเคยอยากเป็นครู” 
ซึ่งหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม 
อื่น ๆ เราไม่ได้เคยคิดจะอยากเป็นอะไรเท่าไหร่นะ 
แล้วพอวัยรุ่นก็ชอบฟังเพลง ก็อยากมีอัลบั้มที่เป็นเพลงของเรา 
แล้วหน้าปกก็เขียนชื่อเรา…ซึ่งก็ได้ทำ

“มีโมเมนต์ที่เราดูหนังจอใหญ่ ๆ Big Screen สมัยโบราณเรียกว่าจอเงิน เคยคิดว่า “มีเราไปอยู่บนจอก็ดีนะ” เราก็ได้ทำนะ ไม่น่าเชื่อยุคหนึ่งเมื่อสัก 30 ปีที่แล้วมันเริ่มมี MTV แล้วก็มีมิวสิกวิดีโอจากอังกฤษ อเมริกา เป็นธรรมดาอยู่แล้ว แล้วมันก็มีวงจากประเทศนู้น ประเทศนี้ที่เราได้ดูบ้าง แล้วก็แอบนึกว่า “นักร้องไทยยังไม่ค่อยมี น่าจะมีบน MTV บ้าง” เพราะว่าเราก็อยู่แค่ช่อง 3 5 7 9 แล้ววันหนึ่งเราก็เป็นคนแรก ๆ ที่ไปออก MTV มิวสิกวิดีโอชุดร็อกกระทบไม้ ก็ดีเหมือนกัน แต่ยุคนั้นมันยังไม่ไปถึงขนาดว่าไปขึ้นเวที MTV แล้วเราก็เลิกก่อนซะก่อน

พอเริ่มเป็นนักแสดง เรื่องแรกเราก็ไปเทศกาลหนังเลย คือยังไม่ทันได้ฝัน ว่าอยากจะไปเดินสายเทศกาลหนัง ก็ได้ไป เรื่องแรกมันก็เป็นหนังร่วมทุนกับสิงคโปร์ ผู้กำกับเป็นชาวสิงคโปร์”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“พอเล่นมาสักพักหนึ่งก็รู้สึกว่า ถ้าได้เล่นหนังที่มากกว่าแค่เป็นหนังร่วมทุนทางเอเชีย เป็น Hollywood หรือพูดภาษาอังกฤษในหนังบ้าง ก็น่าจะดีนะ แล้วอยู่ ๆ มันก็มีมาให้เล่น แล้วก็เป็นบทที่ดีด้วย เราไปเล่นเป็นผู้ว่าฯ (ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร) 

กระนั้นก็ไม่ได้คิดว่าเราจะเป็น Cast No.1 อันนี้มีความหมายมากนะ ในระบบการทำงาน ถือว่าเขาให้เกียรติเรามาก เพราะเขาให้เราเป็น Cast No.1 เลย เพราะว่ามันคือ Story ของเรา เราเป็นผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ เป็นหัวใจของเรื่อง เป็นแก่นของเรื่อง เรื่องโฟกัสที่ผู้ว่าฯ ซึ่งในเวอร์ชันอื่น ๆ ก็จะโฟกัสเรื่องของฝรั่ง นักดำน้ำฝรั่งที่มาช่วย ผู้ว่าฯ ก็แค่เป็นบทเสริม ซึ่งในเมื่อเรื่องเกิดที่เมืองไทย แล้วเราก็รู้ว่าผู้ว่าฯ เป็นคนสำคัญในเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ผิดที่เขาจะมองจากมุมอื่น ๆ ก็ได้ พอเป็นโปรดักชัน Hollywood เขาก็มองว่าเอาดารา Hollywood นำดีกว่า จะได้น่าสนใจมากขึ้น ทั่วโลกจะได้ดูง่ายขึ้น แต่ว่าโปรดักชันนี้เขาเน้นที่คนไทย เน้นที่มุมผู้ว่าฯ เลย”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“เราก็เลยได้เป็น Cast No.1 พูดภาษาอังกฤษผสมผสานกันไป แล้วหลังจากนั้นก็เลยมีมาอีก เดี๋ยวก็กำลังจะมีอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเป็นบทเล็ก ๆ นะ ไม่ได้เป็น Cast No.1 แต่ว่าผู้กำกับใหญ่มาก ก็เลยสนุกมาก

ฝันไปเถอะ มีความฝันก็อย่าหยุดความฝัน 
อย่าไปซีเรียสกับมันว่ามันจะเป็นจริงเมื่อไหร่ 
เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

“เราพูดกับเมียเราบ่อย ๆ ว่า “เมื่อไหร่คุณมีความฝัน จงมั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นได้ เพียงแค่ว่าอย่าไปซีเรียสกับมันว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือมันไม่เกิดก็ไม่เป็นไร ฝันไปเหอะ” ที่เรากล้าพูดเพราะว่ามันเกิดขึ้นกับเรา ที่เราเล่ามาเราก็แค่ฝันเล่น ๆ ในเมื่อมาเป็นนักแสดงแล้ว ได้เล่นหนัง Hollywood บ้างก็น่าจะดีนะ พูดภาษาอังกฤษบ้างก็น่าจะสนุกดี

ล่าสุดที่เราได้ไปเล่น บทไม่ได้สำคัญนัก แต่ว่าเป็นนักแสดงไทยคนเดียวในเรื่อง คือเขาอยากได้คนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักสักหน่อย ตามที่ Casting Director บอกมา มีอะไรให้เล่นพอสมควร เราก็เลยไปเล่นเลย เออ!!! มันก็สนุกดีจริง ๆ ประทับใจมาก เขาก็ให้เกียรติเรามากด้วย ก็เลยเต็มที่กันไป”

ความสุขของพี่เอกวันนี้คืออะไรคะ?

“ก็ได้คุยกับ SUM UP นี่ล่ะ”

“สุขในปัจจุบัน แต่ว่าเราก็จะลืม หรือเผลอไปบ้างอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่เป็นไร ถ้านึกขึ้นได้ก็กลับมา ก็แค่นั้น ชีวิตก็ง่ายแค่นี้แหละ ที่เหลือยากหมด (หัวเราะ) ง่ายกับอะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความสุข อย่าไปยากกับมัน ตัวมันเองมันยากพออยู่แล้ว แล้วก็ต้องขอบคุณตัวเองด้วย ขอบคุณทุกเรื่องที่ผ่านมาด้วย ที่ทำให้มาอยู่ตรงนี้ได้ ที่ขอบคุณตัวเองเพราะว่าเราเท่านั้นที่พาเรามาถึงตรงนี้ จริง ๆ ก็ต้องขอบคุณคนอื่นด้วยเหมือนกัน คนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราไม่เลือกที่จะมาทางนี้ด้วยตัวของเราเอง มันก็ไม่ได้มาหรอก”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

เราจบการพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ระหว่างกัน กับความประทับใจที่ยังคงลอยอยู่ในอากาศ ในสตูฯ ที่แอร์เย็นฉ่ำ ในค่ำคืนที่ค่อนข้างดึกพอสมควร เราไม่ได้จบการพูดคุยกันด้วยข้อสรุป แต่จบด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่จำเป็นต้องสรุปอะไรเลย แค่ได้นั่งฟังใครบางคนที่เคยผ่านชีวิตมาหลายรูปแบบบอกกับเราด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “หยุดนิ่งสักพัก เดี๋ยวมันก็มีทางไปของมันเอง” แค่นั้นก็เหมือนเราได้พักจากโลกที่เร่งรีบไปอีกนิดหนึ่ง

ทั้งหมดนั้น คือความเป็น “ธเนศ วรากุลนุเคราะห์” ในวันที่เขาไม่ต้องร้องเพลงให้ดังที่สุด ไม่ต้องเล่นให้เด่นที่สุด ไม่ต้องนิยามตัวเองด้วยคำว่าศิลปิน หรือความสำเร็จ ทุกบทบาทที่เขาเลือก ทุกคำที่เขาพูด ทุกความนิ่งที่เขาวางไว้ในฉาก กลับดังพอจะก้องอยู่ในใจคนดูได้นานกว่าเสียงปรบมือใด ๆ ทั้งหมด เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทรงพลังที่สุด ไม่ได้มาจากการยืนยันว่าเราเป็นใคร แต่คือการยอมรับทุกความเปลี่ยนแปลงด้วยใจที่ไม่รีบ ไม่ร้อน และไม่ลืมว่า…

“เราเกิดมาเพื่อเข้าใจกันและกัน…เท่านั้นก็พอ”

เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน