ภายใต้บรรยากาศของป่าลึกติดตะเข็บชายแดนที่ถูกตัดขาดออกจากสัญญาณดิจิทัลและแสงสว่าง พื้นที่แห่งนี้เป็นห้องแล็บทางอารมณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ แพรวา-ณิชาภัทร และ นนท์-ศดานนท์ ต้องเผชิญหน้ากับกลไกที่เรียกว่า “กรรม” ผ่านเรื่องราวในตอน “สามเรา” ของภาพยนตร์ กัม มะ เว คะ ที่เปลี่ยนเอาคำสั่งเสียสุดท้ายและตุ๊กตาตัวแทนผู้ล่วงลับให้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมการความสัมพันธ์ที่ยากจะคาดเดา
SUM UP ชวนทั้งคู่มาแลกเปลี่ยนนิยามของ “กรรม” ในเวอร์ชันที่ถูกถอดรหัสใหม่ให้กลายเป็นเรื่องของ Action และ Consequence ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องเล่าตั้งแต่การขุดลึกลงไปในแรงขับของกิเลสตัณหา ไปจนถึงโครงสร้างของการโกหกที่สร้างแรงสั่นสะเทือนจากอดีตส่งตรงถึงปัจจุบัน เพื่อยืนยันว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น “ทุกการตัดสินใจมีราคาที่ต้องจ่าย” และบ่อยครั้งมันก็มาในรูปแบบของหนี้สินทางอารมณ์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
นี่คือบทสนทนาที่พยายามจะก้าวข้ามเซตติ้งเดิม ๆ ของ “หนังผี” เพื่อไปสำรวจ Algorithm ของจิตใจที่เป็นต้นทางของทุกการกระทำ และชวนให้เรายอมรับความจริงที่ว่า เมื่อวงจรกรรมถูกรันจนถึงจุดหนึ่ง แรงเหวี่ยงของมันอาจจะรุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์คนไหนจะกดหยุดได้ด้วยตัวเอง เตรียมตัวพบกับมุมมองที่จะทำให้คุณต้องกลับไป Re-check ทุกการกระทำของตัวเองใหม่อีกครั้ง เพราะบางที กัม มะ เว คะ อาจไม่ใช่แค่เรื่องสยองขวัญในโรงหนัง แต่คือระบบปฏิบัติการในโลกแห่งความจริงที่กำลังทำงานอยู่ทุกลมหายใจ

นิยามของ “กรรม” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องงมงาย แต่คือ Science ของชีวิต
แพรวา : หนูมองว่า‘กรรมคือผลของการกระทำ’ ซึ่งไม่ได้มีแค่กรรมชั่ว แต่มีกรรมดีรวมอยู่ด้วย ทำอะไรไว้ก็จะได้อย่างนั้น ก็แค่รอผล เหมือนเราปลูกต้นไม้ที่ต้องรอเวลาให้ออกดอกเบ่งบาน หากใจร้อนเกินไปต้นไม้ก็อาจตายได้เลย ซึ่งส่วนตัวหนูเองก็เคยทำพิธีกรรมหรือมูเตลูนะ อย่างการบวงสรวงเวลาเปิดกล้องหรือแปะทองเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี
แต่สุดท้ายทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสบายใจ ถ้าทำแล้วสบายใจก็ทำ แต่ถ้าทำแล้วรู้สึกกระวนกระวายหรือไม่สบายใจหลังจากมีคนทักก็ไม่ต้องทำต่อ เพราะจริง ๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับความสะดวกใจของเราเป็นหลัก
สมมติว่าตั้งใจจะตักบาตรทำบุญให้ครบ 100 วัน และทำมาได้แล้ว 90 วัน แต่พอวันที่ 91 รู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากทำแล้ว การฝืนทำต่อไปโดยที่ใจไม่สะดวกก็อาจทำให้จากเดิมที่จะเป็นกรรมดีกลายเป็นกรรมชั่วแทน และไม่ได้กรรมดีอย่างที่ตั้งใจ หนูจึงมองว่าทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่ที่ใจเราด้วยจริง ๆ
หนูยังมองว่ายุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อนที่แค่บอกว่าต้องทำดีแล้วจะได้ดี เพราะปัจจุบันเราเห็นคนทำชั่วได้ดีเยอะมาก อย่างตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องการโดนขับรถปาดหน้าจนเขาได้ไปไฟเขียว แต่เราที่ทำดีต่อแถวมาตลอดกลับต้องติดไฟแดงรออีกสองร้อยกว่าวินาที มันทำให้เห็นว่ายุคนี้ไม่สามารถสอนเด็กรูปแบบเดิม ๆ ได้แล้วว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะกรรมชั่วมันมาแน่ ๆ แต่มันอาจจะมาช้าหน่อยเท่านั้นเอง

ศดานนท์ : สำหรับผม‘กรรมคือการกระทำที่มีผลตามมาอยู่แล้วเรื่อย ๆ’ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เจอได้ในทุก ๆ วัน โดยที่บางครั้งเราอาจไม่ได้คำหนึ่งถึง แต่มันแฝงอยู่ในทุกอย่าง เช่น การพูดคุยโต้ตอบกันก็ถือเป็นกรรมหรือเป็น Action ที่เป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในแง่ของเวรกรรมตามทัน ผมก็มีความเชื่อว่ามันมีอยู่จริง รวมถึงเรื่องไสยศาสตร์หรือผี
แม้จะไม่เคยเจอด้วยตัวเอง แต่ก็ถูกปลูกฝังมาว่ามีจริงจึงเลือกที่จะไม่ลบหลู่ ผมจึงรู้สึกว่าไม่ผิดและไม่แปลกที่เราจะมองเรื่องนี้ทั้งในแบบวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ควบคู่กันไป เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นและดับลงตามธรรมชาติ เมื่อมีแรงกระทำย่อมมีผลกระทบตามมา (Action-Consequence) ทุกอย่างเกิดขึ้นจึงมีอยู่และจบลงในทันที
ผมมองว่าด้วยสมัยนี้ที่ข้อมูลส่งถึงกันได้เร็วมาก ทำให้เราสามารถแพร่ความคิดเห็นออกไปสู่คนจำนวนมากได้ จนเกิดไอเดียที่ทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่าคนเราคิดได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเรื่องของเวรและกรรมนั้นมีความหลากหลาย และอาจไม่ได้เกิดขึ้นเร็วหรือช้าตามความเข้าใจเดิมที่เคยมีมา แต่อาจจะส่งผลในอีก 30 ปีข้างหน้าหรือเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราเองก็ไม่อาจรู้ได้ครับ

มุมมองของกรรมในโลกแห่งความจริง: “ความยุติธรรม” ที่มาช้าแต่มาแน่
แพรวา : พออายุเข้า 30 ปี หนูมองว่าไม่เป็นไรหากเราทำดีแล้ว เราก็จะรอผลอย่างตั้งใจ ส่วนใครที่ทำชั่วแล้วได้ดีก็ให้เป็นเรื่องของเขาไป เราไม่ควรเก็บมาใส่ใจให้เป็นความทุกข์เพราะเขาเองก็ไม่ได้ทุกข์ไปกับเรา เราเลือกมองแค่ความสบายใจของตนเองเป็นหลักดีกว่า เขาอาจได้ดีจริงแต่ใจอาจไม่สงบ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องได้ดีเท่าเขาแต่ขอให้ใจเราสงบก็พอ สำหรับเรื่องกรรมนั้น หนูภาวนาให้กรรมดีรีบตามให้ทัน ส่วนกรรมชั่วก็ขอโทษและขออโหสิกรรมกันไป นอกจากนี้หนูยังมองว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดได้ก็ต่อเมื่อได้รับผลกรรมไปแล้ว เช่น การติดคุก เมื่อออกมาจึงค่อยคิดได้หรือกลับใจ ซึ่งบางครั้งการจะคิดได้หลังจากรับผลกรรมมันก็อาจจะสายเกินไปแล้ว
ศดานนท์: ผมมองว่ากรรมคือผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำ แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการไถ่โทษ แม้จะเป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจได้ยากในหลายกรณี โดยเฉพาะกับผู้ที่ถูกกระทำซึ่งอาจมองว่าไม่น่าให้อภัย แต่ผมเชื่อว่าหากวันหนึ่งใครสักคนตระหนักรู้ในสิ่งที่ทำและอยากจะเปลี่ยนตัวเองจริง ๆ เขาควรได้รับโอกาสนั้น เพราะมีคนจำนวนมากที่ผิดพลาดไปโดยไม่ได้ตั้งใจจะก่อกรรมที่ไม่ดี หรือทำไปเพราะความไม่รู้จริง ๆ ซึ่งรายละเอียดในแต่ละเหตุการณ์นั้นมีความหลากหลายมากครับ

กรรมที่มองเห็นได้ในทุกช่วงวัยของชีวิต
แพรวา : ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างการนัดเพื่อนตอน 11.00 น. ถ้าเรารู้ว่าต้องใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง เราควรเผื่อเวลาออกตั้งแต่ 09.30 น. แต่ถ้าเรามั่นใจเกินไปว่ารถไม่ติดแล้วเลือกออกตอน 10.15 น. การจะทำเวลา 45 นาทีให้ทัน 1 ชั่วโมงมันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งนี่คือผลของการกระทำจริง ๆ หนูรู้สึกว่ากรรมมันอยู่รอบตัวเราตลอด อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันไหม อย่างเช่นแค่การขอนอนต่ออีก 5 นาทีจนทำให้ไปสาย ผลที่ตามมาคือเราต้องไม่สบายใจตลอดการเดินทางและต้องคอยกล่าวขอโทษคนอื่น ซึ่งมันทำให้เริ่มต้นวันแบบไม่ค่อยสบายใจนัก แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาที่เราอาจไม่ได้หยิบมาเจาะลึกในแต่ละวันว่าเราทำกรรมแย่ลงไป แต่มันคือผลที่เกิดขึ้นจริง



ศดานนท์ : สำหรับผมเป็นการเรียนรู้ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของชีวิตในตอนเด็ก ซึ่งอาจจะจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่คงเคยมีบ้างที่เราไปแกล้งคนอื่นจนเขาร้องไห้ แล้วสุดท้ายเราก็รู้สึกแย่เอง เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้เราตระหนักได้ว่าการทำแบบนี้มันไม่โอเค และกลายเป็นดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเก็บกลับมาเป็นพัฒนาการจนกลายเป็นตัวเราในทุกวันนี้ เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาครับ
กัม มะ เว คะ: มิติความซับซ้อนของตัวละครใน ‘สามเรา’
ศดานนท์ : จริง ๆ ผมมีภาพของผมในหัวพอสมควร พอมาคุยกับพี่รัณย์ (ผู้กำกับ) มันก็เป็นอีกภาพหนึ่งเหมือนกัน เลยต้องปรับกันเยอะมากในช่วงแรก ๆ เรื่องนี้เป็นอะไรที่ท้าทายมากสำหรับผม ทั้งความเร่งรีบ โลเคชัน แล้วก็ปัจจัยหลาย ๆ อย่าง กับเรื่องการ workshop ตัวละคร มันก็มีมาให้เตรียมตัวกัน แต่พอหน้างานมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บรรยากาศเอย ความรู้สึกตรงนั้นเอย มันใหม่ บางทีก็กดดัน บางทีก็สนุกได้ แล้วแต่ช่วง ซึ่งเนื้อเรื่องในพาร์ทสามเรา ก็จะมีเบิร์ด แจน เมจิ เป็นเพื่อนรักกัน 3 คน พอเมจิเสียชีวิตดันสั่งเสียไว้ว่าให้ไปแก้บนให้หน่อย โดยที่เราต้องเอาตุ๊กตาตัวนี้เป็นตัวแทนเมจิไปแก้บน มันจึงเป็นที่มาของความซับซ้อนครับ



แพรวา : ปกติเวลา read through หนูจะเห็นภาพบางซีนที่พอนึกออกบ้าง แต่เรื่องนี้ตอนแรกหนูคลำหาไม่เจอเลยว่าภาพมันจะออกมาทางไหน เหมือนต้องค่อย ๆ explore ไปเรื่อย ๆ ว่าแจนจะเป็นประมาณไหน สิ่งที่คุยกับเบิร์ดจะเป็นประมาณไหน มันเหมือนการหากันหาสุด ๆ ค่ะ มีตื่นเต้นบ้างตอนเข้าฉากพิธีกรรม แต่พอมันเป็นชื่อตัวละคร พวกหนูก็จะมีความสบายใจไปเปราะหนึ่งแล้วว่าเป็นตัวละครทำ ไม่ใช่เรา เพราะจริง ๆ แล้วศดานนท์เขาก็ขี้กลัว หนูก็ขี้กลัว มันจะมีหลายอารมณ์ผสมกันมากในจังหวะที่ตัวละครต้องเข้ากัน
ศดานนท์ : แต่สำหรับผม สุดท้ายแล้วมันก็รู้ตัวเองอยู่เสมอว่าทำงานในฐานะนักแสดง เรา aware อยู่ตลอดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ความที่ตัวละครต้อง “โกหก” มันยากเหมือนกัน มันมีหลายชั้น หลายความรู้สึกซับซ้อนกันอยู่เยอะมาก ซึ่งเป็น challenge ที่เราต้องหาให้เจอและเล่นออกมาให้ครบครับ
แพรวา : ใช่แล้ว เพราะตัวจริงไม่ชอบโกหก แต่ตัวละครมันต้องโกหก ถ้าชีวิตจริงโกหกแบบนี้คือเละแน่ ๆ สำหรับหนูนะ เรื่องนี้เหมือนได้กลับมาเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกชัดมาก ๆ เพราะก่อนหน้านี้หนูเล่นเป็นผีก็จะไม่มีฟีลลิ่งเยอะขนาดนี้ แต่พอเป็นมนุษย์มันมีหลายอารมณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน แล้วตัวละครยังทำให้เราเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ด้วย
แจนกับเบิร์ดคบกันมานานจนเริ่มไม่ค่อยเกรงใจกันในคำพูด รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ววิธีแก้ปัญหาในความสัมพันธ์มันเลือกแค่ทางเดียวในมุมของแจน ทำให้หนูได้รู้ว่าถ้าเกิดปัญหาแล้วเราทำแบบแจน มันก็จะฉิบหายกันหมดค่ะ (หัวเราะ)

ศดานนท์ : สำหรับผมมันสะท้อนเรื่องการตัดสินใจของเบิร์ดทั้งในอดีตและปัจจุบัน สิ่งที่เขาเลือกมันคือกิเลสตัณหาล้วน ๆ ไม่ใช่ความสบายใจหรือความยั่งยืน พอไปอยู่ในบริบทที่อยู่กับคนที่รักแต่ก็ “เบื่อฉิบหาย” เพราะอยู่กันมา 7-8 ปี มันอึดอัดมาก เรารู้ตัวเองอยู่เสมอว่าทำอะไรไปแล้วเกิดอะไรขึ้น ทำให้เราได้เข้าใจจุดนั้นของคนคนนั้นครับ

นิยามความต่างของ “กัม มะ เว คะ” และแรงเหวี่ยงของกรรมที่หยุดไม่ได้
ศดานนท์ : ความต่างของเรื่องนี้คือการดีไซน์คำว่า “กรรม” ในมุมมองของผู้กำกับและคนเขียนบทแต่ละคนว่าจะเอากรรมมาเล่นยังไงได้บ้าง ที่สำคัญคือกรรมในเรื่องนี้มันต้อง make sense ว่าเกิดขึ้นแบบไหนและจบลงอย่างไร แต่มันก็เป็นเรื่องของมุมมองที่แต่ละคนอาจจะมองว่าจบแบบอื่นก็ได้ หนังเรื่องนี้เล่นกับธีมที่สำคัญและอยู่ในทุกบริบทของชีวิตประจำวัน ดังนั้นมันจึงมีเรื่องให้คิดมากกว่าแค่เรื่องผีครับ
แพรวา : หนูมองว่าเรื่องนี้ต่างจากเรื่องอื่นตรงที่มีหลายรสชาติมากในเรื่องเดียว เพราะมีถึง 4 ตอน และแต่ละตอนจะมีกรรมของแต่ละคน อย่างตอน “สามเรา” (Threesome) มันอาจจะดูเหมือนเป็นกรรมธรรมดาที่เบสิกมาก ๆ แต่มันคือผลของการที่เราถลำลึกกับกรรมนั้นมาก ๆ

ศดานนท์: แล้วบางทีพอเราถลำลึกไปแล้วเราจะหยุดไม่ได้ มันต้องไปต่อ
แพรวา : มันต้องไปต่อจนกรรมเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในความรู้สึกของหนู ไม่ว่าจะเป็นกรรมทางวาจา ทางกาย ทางใจ หรือแม้แต่กรรมทางความคิด สมมติเราเห็นคนเดินผ่านไปแล้วแค่คิดในใจว่า “ขอให้สะดุดล้ม” อันนี้ก็ถือว่าเป็นกรรมแล้ว มันเลยดูเหมือนเป็นกรรมเบสิกแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนจับต้องได้และใกล้ตัวมาก ๆ ถ้าเรารู้ตัวว่าเผลอคิดไปแล้วก็ให้รีบแก้ไขหรือขอโทษซะ แค่รู้ตัวให้ทัน จับให้ทัน แล้วอย่าให้มันเลยเถอะไปไกลกว่านั้น


สุดท้ายแล้ว กัม มะ เว คะ อาจไม่ได้กำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องข่มขู่ให้คนกลัวบาปในแบบเดิม ๆ แต่มันคือการชวนเรามา Re-learn กฎพื้นฐานของ Action และ Consequence ที่เกิดขึ้นแบบ Real-time ในทุกตารางนิ้วของชีวิต เมื่อการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบหรือกิเลสเพียงชั่ววูบ สามารถเหวี่ยงให้เราลงไปในลูปของผลลัพธ์ที่หยุดยากกว่าที่เราคิด และในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วยความเร็วระดับนี้ การหยุดสำรวจชุดความคิดของตัวเองในแต่ละจังหวะชีวิต จึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญพอ ๆ กับการมีชีวิตรอด
บทสรุปของเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของการกลับมาตระหนักรู้ถึงแรงส่งจากการกระทำของตัวเอง ไม่ว่าเราจะเลือกมองมันผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ หรือมองผ่านความลึกลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ก็ตาม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกทางเลือกล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย และราคาที่แพงที่สุดมักจะมาในรูปแบบของ “ความจริง” ที่เราเองนั่นแหละที่เป็นคนก่อร่างสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวของเราเอง

กัม มะ เว คะ
วันนี้ในโรงภาพยนตร์
