
มนุษย์นั้นได้หลงไหลเรื่องราวแนวคิดเรื่องวันสิ้นโลกมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำนานน้ำท่วมโลกของชาวเมโสโปเตเมียโบราณ วันพิพากษาของศาสนาคริสต์และอิสลาม ไปจนถึงคำทำนายวันสิ้นโลกในยุคสมัยใหม่ อย่างเช่น ปรากฏการณ์ Y2K หรือ ปฏิทินชาวมายาที่บอกว่าโลกจะล่มสลายลงในปี 2012 ซึ่งโลกนั้นก็ยังไม่ได้แตกสลายหายไปจริง ๆ สักที ราวกับว่าโลกนั้นจะคงอยู่ไปตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์ แต่ทว่าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หลากหลายแขนงที่กำลังเพิ่มพูนมากขึ้นของเรา อาจกลับสามารถเอื้อมมือไปเปิดประตูแห่งอนาคตดูได้ ว่าวันสิ้นโลกจริง ๆ นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีกี่รูปแบบ และมีหน้าตาเป็นแบบไหนบ้างกันแน่
อย่างไรก็ตามเราควรมากำหนดนิยามกันไว้ก่อนว่าวันสิ้นโลกนั้นหมายถึงอะไรกันแน่ ระหว่างสภาวะที่โลกไม่สามารถมีสิ่งชีวิตใด ๆ อยู่อาศัยได้อีกต่อไป หรือว่าดาวเคราะห์โลกจะแตกสลายหายไปทั้งดวง ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะยึดนิยามที่ว่าโลกไม่สามารถรองรับสิ่งมีชีวิตได้ตามอย่างแรก โดยหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้ชีวิตบนโลกสูญหายไปจนหมดก็คงหนีไม่พ้นภัยอันตรายจากอวกาศที่สามารถเข้ามาโจมตีเราได้ทุกเมื่อ
ภัยอันตรายจากห้วงอวกาศ
ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานมากมายว่าเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้ว เคยมีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ราว 1 กิโลเมตรเดินทางมาพุ่งชนโลก จนทำให้เผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์ถูกล้างบางออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่นั้นมักเกิดขึ้นทุก ๆ 100 ล้านปีโดยเฉลี่ย จึงไม่แน่ว่าหากเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์ก็อาจสูญพันธุ์หายไปเหมือนกับไดโนเสาร์เช่นกัน ถ้าเราไม่มีเทคโนโลยีในการรับมือได้ดีเพียงพอ
ทั้งนอกจากความเสี่ยงที่โลกจะถูกวัตถุจากอวกาศพุ่งชนแล้ว โลกของเราก็อาจถูกรังสีวาบแกมม่า (Gamma Ray Burst) จากการระเบิดของดาวฤกษ์เมื่อสิ้นอายุไขที่อยู่ในเขตแดนรอบ ๆ ระบบสุริยะของเรา ซึ่งสามารถทำลายชั้นโอโซนที่คอยปกป้องสิ่งชีวิตจากรังสีอันตรายได้อย่างง่ายดาย ไปจนถึงการที่ดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ อาจเข้ามารบกวนวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ในอนาคต และส่งผลให้โลกถูกดีดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นหรือไม่ก็ผลักโลกออกไปสู่ความหนาวเหน็บห่างไกลจากไออุ่นของดวงอาทิตย์ไปตลอดกาล
เรียกได้ว่าอวกาศนั้นเป็นสถานที่ที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง และพร้อมจะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกล้มตายลงได้ในทุกขณะ แต่ไม่ว่าจะโชคช่วยหรือความบังเอิญ ดาวเคราะห์น้อยและภยันตรายจากอวกาศต่าง ๆ กลับไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความยืดหยุ่นในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตบนโลก ที่สามารถดำเนินมาได้อย่างต่อเนื่องกว่า 3,800 ล้านปีได้โดยไม่ขาดสายมาจวบจนถึงปัจจุบัน

การขยายตัวของดวงอาทิตย์
เมื่อเราตัดเรื่องความเสี่ยงจากอวกาศที่คาดเดาได้ยากออกไปแล้ว ก็แลดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่จะสามารถมาทำร้ายโลกของเราได้ในเร็ววัน จนกระทั่งในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 20 นักดาราศาสตร์ต่างได้เรียนรู้ว่าดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ทุกตัวที่ส่องแสงสุกสกาวบนท้องฟ้านั้นล้วนมีอายุไข มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนอย่างเรา สักวันหนึ่งในอนาคตอันห่างไกล ดวงอาทิตย์ก็จะเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแกนกลางภายในมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากการที่ดวงอาทิตย์เริ่มหาธาตุอื่น ๆ นอกเหนือจากไฮโดรเจนมาที่มีปริมาณร่อยหรอลง มาใช้ในการจุดชนวนปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น
กล่าวคืออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จนกระทั่งถึงจุดวิกฤตที่พันธะของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจะแตกตัวออกเป็นคาร์บอนและออกซิเจนธรรมดา ๆ ในอีกประมาณ 1,000 ล้านปีข้างหน้า หากดูเผิน ๆ ปรากฏการณ์นี้ก็อาจเป็นเรื่องที่ดี ที่โลกจะมีปริมาณแก๊สเรือนกระจก อย่าง คาร์บอนไดออกไซด์ลดน้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แตกตัวหายไปจากชั้นบรรยากาศจนหมดสิ้น สิ่งมีชีวิตจำพวกพืชและสัตว์เซลล์เดียวบางชนิด ที่ต้องใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อผลิตอาหาร ก็จะเริ่มอดตายลงเป็นทอด ๆ

เมื่อโลกปราศจากออกซิเจน
และเมื่อพืชพรรณล้มหายไป ก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนสามารถผลิตแก๊สออกซิเจนเติมกลับเข้าไปในชั้นบรรยากาศโลกได้อีก แถมห่วงโซ่อาหารก็จะพังทลายลงอีกด้วย นักวิจัยชาวญี่ปุ่น คาซูมิ โอซากิ กล่าวสรุปไว้ในงานวิจัยของเขาว่า ถึงแม้จุดวิกฤตที่พันธะของคาร์บอนไดออกไซด์จะแตกตัวลงนั้นจะอยู่ห่างไปถึง 1,000 ล้านปี แต่ปราฏการ์ณที่ออกซิเจนจะเริ่มลดต่ำลงจากประมาณ 21% ขององค์ประกอบทั้งหมดในชั้นบรรยากาศ จนเหลือ 0% นั้นจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น เพียงแค่ 10,000 ปีเท่านั้น
เมื่อไม่มีออกซิเจนแล้วเหล่าสรรพสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนก็จะไม่สามารถอยู่อาศัยได้ต่อไป มีเพียงแต่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวตัวเล็ก ๆ เท่านั้นที่จะสามารถอยู่รอดบนโลกในสภาะร้อนจัดและปราศจากออกซิเจนได้เท่านั้น โดยอาศัยการดูดซับสารเคมีที่อยู่ตามพื้นดินและมหาสมุทร ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังงานให้แก่สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ให้สามารถสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานไปได้อีกหลายร้อยล้านปี และไม่แน่ว่าสิ่งมีชีวิตอาจมีการวิวัฒนาการขึ้นมาใหม่จนมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องอาศัยคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนก็ได้

โลกจะแตกกี่โมง
อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์บางส่วน บ้างก็คาดว่าการขยายตัวของดวงอาทิตย์นั้นจะทำให้ขนาดของดวงอาทิตย์ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 100 เท่า ในสภาวะที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า ‘ดาวยักษ์แดง’ จนกลืนกิน ดาวพุธ ดาวศุกร์ และโลก เข้าไปในเปลวเพลิงของอันร้อนระอุ ในภายภาคหน้าอยู่ดี หรือบ้างก็ว่า ดวงอาทิตย์จะขยายตัวมาจนใกล้โลกมาก ๆ แต่ไม่ถึงขั้นกลืนกินโลกเข้าไป ก่อนที่จะดวงอาทิตย์จะยุบตัวลงและสลายหายไป ทิ้งให้โลกเป็นก้อนหินแช่แข็งท่ามกลางความเย็นยะเยือกของอวกาศ นับเป็นวันสิ้นโลกหรือวันโลกแตกอย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้นคำตอบของคำถามที่ว่าโลกจะแตกกี่โมงก็คงจะเป็นสักอีก 5,000 ล้านปีข้างหน้า เมื่อดวงอาทิตย์หมดไฟลงตามอายุขัย
ในทางกลับกันก่อนหน้าที่โลกของเราจะสิ้นสุดลงในอนาคตอันไกลโพ้น เราก็ไม่ควรที่จะละเลยการดูแลดาวเคราะห์บ้านเกิดของเรา และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปในวันนี้ ทั้งปัญหาสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัญหาขาดแคลนทรัพยากร และปัญหาความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 ที่อาจนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ได้ เพราะเท่าที่เรารู้โลกก็ยังคงเป็นเพียงบ้านหลังเดียวที่เรารู้จักในตอนนี้
อ้างอิง
- https://www.newscientist.com/article/2269567-most-life-on-earth-will-be-killed-by-lack-of-oxygen-in-a-billion-years/
- https://earthsky.org/earth/earths-oxygen-gone-1-billion-years-life-extinguished/
- https://www.space.com/nasa-models-hypothetical-asteroid-impact-scenario
- https://www.space.com/22471-red-giant-stars.html
