‘พนอ2’ ไม่ได้พยายามเล่าเรื่องความสยองให้ดังที่สุด แต่หนังพยายามเล่าเรื่อง ‘มนุษย์’ ให้ดังพอ ดังจนเราต้องยอมรับว่า ทุกการกระทำมีที่มา และทุกที่มามีร่องรอยบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ หนังไม่ได้ขอให้คนดูรักพนอ หรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอทำ แต่มันชวนให้มองเธอในฐานะชีวิตหนึ่งที่ถูกผลักไปไกล จนสุดท้ายต้องเลือกวิธีอยู่รอดในแบบของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีที่คนทำหนังพูดถึงตัวละคร ไม่ได้พูดแบบตั้งไว้ให้เป็น “ไอคอนความน่ากลัว” แต่ตั้งใจทำให้เธอเป็น‘คนจริง’ ที่มีชั้น มีแรงผลัก มีความย้อนแย้งในใจ เฌอปรางเล่าว่าการเล่นพนอไม่ใช่การออกแบบท่าทางให้เหมือน แต่คือการยึดเหตุผลข้างในให้แน่นจนทุกอย่างมันเกิดเอง สายตา น้ำเสียง น้ำตา แม้กระทั่งความเงียบที่บอกมากกว่าคำพูด ขณะที่พี่ตั้มพูดถึงการกำกับที่เหมือนการพาคนหลายคนเดินไปในทางเดียวกันให้ได้ ทั้งเรื่อง mood & tone ความเข้มข้น และการ tune ตัวละครทุกตัวให้ “มีเหตุมีผล” จริง ๆ ส่วนดีน่าเองก็เป็นภาพของคนรุ่นใหม่ที่ต้องปล่อยตัวเองให้จริงในเฟรม จนบางครั้งสิ่งที่แรงที่สุดไม่ใช่บท แต่คือ reaction ที่หลุดออกมาจากความอิน

และถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่บทสนทนานี้ทิ้งไว้กับคนอ่าน มันอาจไม่ใช่แค่คำว่า“สยองคูณสอง” แต่มันคือคำเตือนที่อยู่ในจักรวาลนี้มาตลอดว่า “บางอย่างถ้าทำแล้วมันติดตัวไปจนตาย” ไม่ใช่เพราะไสยศาสตร์อย่างเดียว แต่เพราะความเป็นคนก็มี ‘ของ’ ของที่ว่าคือ คำพูด อารมณ์ ความรุนแรง และการตัดสินใจที่ย้อนกลับมาหาเราเสมอ และเมื่อหนังเรื่องหนึ่งกล้าเล่าเรื่องนี้ด้วยความเข้มข้นขนาดนั้น มันก็สมเหตุสมผลที่คนดูควรไปเห็นมันด้วยตัวเอง

จากพนอภาคแรก จนถึงพนอภาคสอง เฌอปรางทำการบ้านอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

เฌอปราง : เป็นการทำการบ้านเกี่ยวกับตัวละครกับพี่ตั้มนี่แหละค่ะ ตั้งแต่เรื่องบทเลยว่า หลังจากนี้มันจะเป็นยังไงต่อในการเติบโตของพนอ ตั้งแต่ read through รอบแรก หนูเรียกได้ว่ามีคำถามเยอะเหมือนกัน แล้วก็ค่อนข้างต้องการไดเรกชันว่าเราจะไป way ไหนกันแน่ เช่น พลังเทพสามตามีอำนาจเหนือพนอหรือเปล่า หรือสุดท้ายพนอเป็นโรคจิต ไม่จิต หรือพนอยังเป็นมนุษย์อยู่ไหม ตรงนี้ค่อนข้างต้องทำให้ชัดตั้งแต่ต้นเรื่องจนท้ายเรื่อง ว่ามันอยู่ขั้นไหนของพนอแล้ว

อีกอย่างคือ ในภาคนี้มันมีจังหวะที่พนอสูญเสียความทรงจำท้ายของภาค 1 ซึ่งทำให้ยากมากว่า “พนอที่โตมาแบบปกติ” เป็นยังไง คาแรกเตอร์ที่พี่ตั้มต้องการคือยังไง ก็เลยได้ทำการบ้านกับ acting coach ด้วย ได้ทำ workshop กับทีม พี่เอ แล้วก็พี่บาสอีกคนหนึ่ง ก็ค่อนข้างดีมาก ๆ ในการดีไซน์ตัวละครพนอออกมาในแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่นของเลยว่าเป็นยังไง แต่มันก็ยังเป็นคนเดียวกันนะคะ เพียงแต่ว่าเขาโตมาต่างกัน คนหนึ่งโตมาแบบเล่นของ คนหนึ่งโตมาแบบครอบครัวอบอุ่น ชีวิตปกติที่ทุกคนอยากให้พนอเป็นได้

แล้วสุดท้ายเรื่องราวมันกลับทำให้ต้องปลุกพนอที่มีความทรงจำเก่าขึ้นมาอีกครั้ง และพอเขากลับมาจำได้ มันจะเป็น way ไหน เขาจะเศร้ากับชีวิต หรือจะโกรธกับชีวิตจนไปทำร้ายคน มันต้องหา balance ให้ดีว่าเขาจะไปทางไหน

ถ้าทุกคนได้ดูในหนัง หนูคิดว่าน่าจะชื่นชอบกันนะคะ แล้วก็น่าจะเห็นใจพนอ แล้วก็เข้าใจมาก ๆ เลยว่า สุดท้ายทำไมเขาถึงกลายเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่นได้ โดยที่ enjoy กับมัน หลังจากที่เติบโตเป็นเขา เป็น “ครูพนอ” ในอนาคต

พี่ตั้ม : จริง ๆ ขอเสริมนิดหนึ่งครับ การบ้านที่พี่เฌอต้องทำ นอกจากพาร์ตที่เป็นพนอแล้ว มันต้องเข้าสู่ด้านมืดด้วย คือยอมรับเทพสามตา จะให้เทพสามตาควบคุม หรือเขาเป็นเอง แล้วพาร์ตตอนต้นที่น้องบอกว่าเป็นเด็กสาวที่สดใส ชีวิตสวยงาม มันคือพาร์ตที่พนอจำอะไรไม่ได้แล้ว เขาถูกเซตอัปแบ็กกราวด์ใหม่ เป็นอีกคนหนึ่งเลย เพราะว่าป้ามะสุรีกับเปี๊ยกก็พยายามอยากจะให้เป็นพนอที่เป็นพนอธรรมดา

หลายคนจำ ‘พนอ’ ได้จากสายตาและน้ำเสียงของเฌอ เฌอสร้างตัวละครนี้จากข้างในยังไง

เฌอปราง : หนูคิดว่าพอหนูดีไซน์ตัวละครแล้ว หาจุดยึดของตัวละครเจอแล้ว หนูก็จะไปตามเหตุผลของตัวละครตัวนั้น พร้อมกับความทรงจำและ background ของตัวละครตัวนั้น จริง ๆ แม้กระทั่งน้ำเสียงในพนอ ช่วงแรก ๆ หนูยังรู้สึกว่าหนูยังไม่ค่อยออกในน้ำเสียง

พี่ตั้ม : ความจริงมันก็เป็นเรื่องที่เขาทำการบ้านมา เบื้องต้นก็ต้องดู ลองของ (2005) แหละ ดู “ครูพนอ” ที่มะหมี่เล่น แต่หลังจากนั้นพอเขามีการ workshop พอเขาเล่นจริง อาจจะเรียกว่าเราโชคดีที่เขาหลุดออกมาเป็นแบบนั้นจริง ๆ โดยที่เราไม่ต้องพยายามบอกว่าทำให้เหมือนมะหมี่นะ 

เฌอปราง : เราไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น เพราะหนูก็รู้สึกว่าหนูก็คือเขาก่อนที่จะเป็นเขาอย่างที่ทุกคนเห็นในลองของ เพราะฉะนั้นหนูไม่ได้มีลิมิตในการดีไซน์ว่าจะต้องเหมือนเขา เพราะมันไม่จำเป็น เพราะมันคือก่อนที่จะเป็นเขาด้วยซ้ำ

พี่ตั้ม : แต่สิ่งที่มหัศจรรย์คือ ออกมาเป็นคนเดียวกัน โดยที่ไม่ได้ตั้งใจเป็นแบบนั้นด้วยซ้ำ

เฌอปราง : ก็ดีใจค่ะ เหมือนเราวิเคราะห์ถูก หรือเราถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างตรง อย่างที่ทุกคนอยากให้ตัวละครตัวนี้เป็น

พี่ตั้ม : ยิ่งถ้าดูใน trailer ภาค 2 แล้วลองเทียบดี ๆ กับในพนอ 1 แววตาเขาเปลี่ยนเลยนะ เขาเข้มข้นมากกว่าเดิม เขาไปอีก level หนึ่ง

เฌอปราง : สำหรับเฌอ เฌอไม่ได้โฟกัสตรง reaction ของหน้าตาและสิ่งที่แสดงออกมา เฌอโฟกัสข้างใน ถ้าข้างในมันชัด มันสมเหตุสมผล ภาพภายนอกที่เราดีไซน์ใกล้เขามากที่สุดอยู่แล้วด้วยรูปลักษณ์ภายนอก มันก็จะไปเอง แต่ถ้าข้างใน อินเนอร์ หรือเหตุผลมันทำให้เฌอไปได้ แล้วเฌอเชื่อไปกับเหตุและตัวละครตัวนั้นได้ reaction มันออกมาเอง

สำหรับเฌอนะ เฌอแค่ react ตามสิ่งที่ปูมาให้ก่อนเข้าซีนนั้น กับ core ของตัวละครตัวนั้นที่ยึดไว้ เฌอก็จะไปง่ายหน่อย หมายถึงว่า react ตาม ไม่ใช่อยู่ ๆ จะ react ก็ react มันต้องมีที่มาของมัน แล้วมันจะสื่อด้วยสายตา มันก็จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอินเนอร์มันไปได้ด้วย background ตัวละครมากกว่า ก็เลยทำให้การทำการบ้านเกี่ยวกับตัวละครค่อนข้างต้องแข็งแรง เฌอก็เลยคุยกับพี่ตั้มเยอะมาก “พี่ตั้มหนูไม่เข้าใจ” “พี่ตั้มหนูไปอันนี้ไม่ได้” “หนูไม่ get ทำไมถึงพูดประโยคนี้ เปลี่ยนคำได้มั้ย อันนี้หนู get แบบนี้มากกว่า” “หรือพี่ต้องการไป way ไหน” เพราะไม่อย่างนั้นมันไปไม่ได้ หนูจะแบบเขวเลย หนูจะแสดงแล้วมันจะเขว ๆ แปลก ๆ แต่ถ้ามันชัด หนูก็จะไปกับตัวละครได้ง่าย

เฌอปราง VS เทพสามตา

SUM UP: เฌอมอง “เทพสามตา” เป็นอะไรในจักรวาลพนอ และพลังนั้นกำลังทำงานกับพนอในภาค 2 ยังไง

เฌอปราง : ไม่รู้และไม่หา แต่น่าจะเจอตอน พนอ 1 มากกว่า เพราะภาคแรกมันเป็นการปูเรื่องของจักรวาลนี้ เป็นปฐมบทเลยแหละ มันก็เลยมีการปูเรื่องเยอะว่า ความเชื่อ “เทพสามตา” จากลัทธินี้คืออะไร ตัวเฌอก็เลยเอาจาก พนอ 1 เป็นหลัก แล้วมันก็โชคดีที่มาทำเป็นภาคต่อที่ไม่ได้เว้นไปนานขนาดนั้น มันก็เลยยังอยู่ในความเข้าใจในเนื้อเรื่องของตัวละคร กับความเชื่อที่เป็นจักรวาลในหนังนั้นค่ะ

เฌอตีความว่ามันคือ “พลังงาน” รูปแบบหนึ่ง ซึ่งสำหรับภาคนี้เฌอก็ต้องตีความกับพี่ตั้มอีกว่า มันคืออีกหนึ่งจิตวิญญาณที่ไม่ใช่พนอ จิตวิญญาณนี้มาอยู่ในพนอ เลือกพนอ แล้วต้องการให้พนออยู่และมีชีวิตอยู่ เพราะจะอยู่กับเขา ซึ่งตัวดี ไม่ดี ไม่รู้ แต่มันเป็นพลังอย่างหนึ่ง แต่พนอก็จะ enjoy กับการทำร้ายคนมาก ๆ จริง ๆ พนอก็ไม่ได้อยากจะทำร้ายใครนะ เขาอยากจะหนีด้วยซ้ำ แต่ข้างนอกก็ดันทำร้ายเขา ทำให้เขาโกรธ พลังนี้ก็ยิ่งมีผล แบบ “คุณใช้ฉันสิ คุณใช้ฉันสิ” สุดท้ายไปดูในโรงภาพยนตร์แล้วกันว่าเขาไปถึงเบอร์ไหนนะคะ

“กระต่าย” ตัวร้ายใหม่ในจักรวาลพนอ

ดีน่า : หนูรับบทเป็น “กระต่าย” ค่ะ ถ้าพูดง่าย ๆ จะเป็นคุณหนูขี้วีน วีนฉ่ำ ๆ เลยค่ะ เขาจะเป็นฟีลบ้านรวย แต่ว่าชอบใช้อำนาจในทางที่ผิด 

ถ้าพูดถึงสิ่งที่หนูไม่เคยเจอ น่าจะทั้งเรื่องเลยค่ะ เพราะนี่เป็นเรื่องแรกที่เล่นเกี่ยวกับสยองขวัญด้วย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลย เพราะส่วนตัวหนูชอบเรื่องสยองขวัญอยู่แล้ว แล้วก็ฟังอยู่แล้วด้วย แล้วพอมารับบทเป็นกระต่าย หนูมีความเป็นกระต่ายอยู่นิด ๆ ในตัวอยู่แล้ว แต่หนูก็แค่เตรียมตัวให้สมบทบาทมากยิ่งขึ้น ทำการบ้านตัวละครเพิ่ม background ให้ตัวละครค่ะ

พี่ตั้ม : ตอนแคสต์ในกลุ่มนักแสดงใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้ ก็ดูจากคาแรกเตอร์เป็นหลักด้วย เพราะว่าในกลุ่มมีประมาณ 5-6 คน เราอยากให้มีความหลากหลายของคาแรกเตอร์ในกลุ่ม ของดีน่าค่อนข้างชัดเจนในเรื่องบุคลิก ความเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวจะตรงกับกระต่ายที่ถูกเขียนไว้ในบทตอนแรก แล้วเรื่องนี้จะแตกต่างจากการแคสต์ภาคแรกตรงที่ เราพยายามเลือกคาแรกเตอร์ที่เราต้องการก่อน สมมติมี 6 คน เราก็เลือก 6 แบบที่ดูแตกต่างกัน แล้วไปปรับในบทอีกทีหนึ่ง

บทมันเขียนไกด์มาประมาณหนึ่ง พอเราได้ 6 คนที่เรารู้สึกว่าชอบที่สุดแล้ว มันจะถูกย้อนกลับไปที่บท ไปปรับคาแรกเตอร์ให้ตรงกับตัวน้องแต่ละคนมากที่สุด วันแรกที่เปิดกล้องเข้าฉาก มีทำของ เห็นพิธีกรรมตลอดทั้งซีน 

ดีน่า : ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่าตื่นเต้นที่ร่วมงานกับพี่ฟาโรห์ (เตชภณ คำสีแก้ว รับบท หมอผี) ด้วย รู้สึกเหมือนมีความขลังขึ้นมาเยอะมาก ชอบมาก พี่เขามีเรื่องราวเกี่ยวกับไสยศาสตร์ด้วย หนูก็ได้ความรู้จากเขาเหมือนกัน

ยกระดับความสยอง ย้ายโลกของพนอ วิธีคิดงานภาพ timeline ที่โยงจักรวาลลองของ

พี่ตั้ม : คงเป็นการเพิ่มฉาก ดีไซน์ต่าง ๆ ให้มันน่ากลัวขึ้น ให้มันสยองมากขึ้น เพราะในภาค 1 เราพูดตั้งแต่แรกแล้วว่ามันคือปฐมบทของตัวพนอ ตั้งแต่ยังเด็กจนเป็นมัธยม มัธยมปลาย ในภาค 1 เขาเพิ่งจะเรียนรู้เกี่ยวกับไสยศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องการทำของ เพิ่งจะรู้ว่ามันคืออะไร และเพิ่งเริ่มต้นใช้มัน แต่ว่าภาคนี้มันโตขึ้น แล้วเขารู้อยู่แล้วว่าเขาสามารถทำอะไรได้ด้วย ทีนี้มันก็เหมือนจะต้องยกระดับขึ้น

ความยากมันก็คือหาวัตถุดิบต่าง ๆ เข้ามาเพื่อดีไซน์ออกมา ทำออกมาให้มันดูน่ากลัวขึ้น ก็จะมีให้ magic director ไปหาข้อมูล ต้องให้เวลาเขาไปหาข้อมูลใหม่ ๆ หาพิธีกรรมใหม่ ๆ หรืออะไรที่เราไม่เคยได้ยิน เอามาเพื่อเป็นวัตถุดิบมาทำให้มันดูเพิ่ม level ของความน่ากลัว อันนี้คือสิ่งที่ต้องทำให้ภาคนี้

อีกอย่างคือความคาดหวังของคนดู ผมว่าภาค 2 คนดูคาดหวังให้มันแรงขึ้นอีก แล้วจากภาค 1 จริง ๆ มันก็จะมีเส้นของมัน มันเพิ่งปฐมบท เส้นที่จะมาแรงเลย ตัวละครมันก็อาจจะดูย้อนแย้งกัน แต่ว่าภาคนี้มันไม่มีอะไรมากั้นแล้ว เพราะฉะนั้นเขาพร้อมที่จะไปได้แบบสุด ๆ ภาคนี้มันก็เลยเพิ่มดีกรีขึ้นไป คูณ 2 เข้าไป

เรื่อง mood & tone ของภาค 2 มันก็จะมีความต่างจากภาค 1 นิดหนึ่ง ด้วย story พอ story เปลี่ยน เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ ภาค 2 พอเขาเริ่มเรียนวิทยาลัยครู โปรดักชัน มวลรวมของเรื่องมันจะถูกย้ายที่จากที่เดิม เพราะฉะนั้นพอมันย้ายสังคม ย้ายไปโลกอีกใบ สีของหนังมันจะต่างออกไปจากเดิมนิดหนึ่ง แต่ก็ยังมีความอิงกับภาค 1 อยู่

การใช้เรื่องภาพ เรื่องแสง เรื่อง frame มาช่วย อันนี้เป็นสิ่งที่ทำมาตลอด ความสำคัญขององค์ประกอบของภาพมันส่งผลต่อเรื่องอารมณ์ นอกจากการแสดงของแต่ละคนที่มันเข้มข้นแล้ว เรื่องภาพ เรื่องสี หรือเรื่อง shot ต่าง ๆ มันส่งผลกับคนดู ดูแล้วยิ่งเพิ่มอรรถรสในแต่ละอารมณ์ที่เราอยากถ่ายทอด ความรัก ความน่ากลัว ดังนั้นค่อนข้างจะเน้นกับการถ่ายทำ เราก็จะพยายามคุยกับผู้กำกับภาพเรื่อง mood & tone แสง สี ในแต่ละ shot ในแต่ละซีน

แต่ละซีนก็จะต่างกันในเรื่องของสิ่งที่เราจะดีไซน์มัน แล้วก็เรื่อง shot ต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์ที่เอามาใช้ อุปกรณ์พิเศษทำภาพที่เอามาใช้เพื่อให้ shot นั้นมันส่งผลถึงอารมณ์ที่เราต้องการให้คนดูรู้สึกได้ เพราะฉะนั้นมันก็ค่อนข้างที่จะเน้นกับเรื่องแบบนี้ด้วย นอกจากเรื่องการแสดงอย่างเดียว

อย่างในภาคแรก หรือหนังผี หนังสยองขวัญทั่วไป เรามักจะเห็นในเวลากลางคืนซึ่งบรรยากาศมันน่ากลัว แต่ภาคนี้มันจะมีน่ากลัว สยองขวัญตอนกลางวันก็มี ตอนกลางวันก็สยองขวัญได้ มันก็เลยผสมผสานกัน ภาคนี้ก็จะมีทั้งกลางวัน – กลางคืน รวม ๆ ออกมาก็จะเป็น mood & tone ที่ยังคงให้อารมณ์คนดูรู้สึกอินกับตัวแต่ละซีนด้วย mood & tone ของหนังที่เราทำออกมา

แล้วเรื่อง timeline ภาค 1 ตอนที่เขาเกิด ครั้งแรกที่เขาคลอดคือ พ.ศ. 2510 จนตอนที่เขาเป็นมัธยม ม.ปลาย ก็ พ.ศ. 2528 แล้วที่บอกว่าช่องว่างของภาค 1 และภาค 2 มันคือ 2 ปี ที่เขาต้อง reset ตัวเองใหม่ ก็คือ พ.ศ. 2530 ก็ใกล้เคียงกับปัจจุบัน ซึ่งจริง ๆ timeline เรื่อง พ.ศ. จะอิงกับ ลองของ 1 และ ลองของ 2 หมดเลยครับ เพราะเราคำนวณเวลาจากลองของ 1 กับลองของ 2 จริง ๆ

“พนอจะไม่ใช่พนอที่คุณรู้จักอีกต่อไป” ถ้าต้องนิยามพนอในภาค 2 ด้วยภาษาของตัวเอง พนอเปลี่ยนไปยังไง และมันกำลังจะพาเราไปไกลแค่ไหน

เฌอปราง : ถ้าภาค 1 เปรียบเป็นว่า “สีขาว” มา “สีเทา” เพราะเขาเป็นเด็กเพิ่งเกิดและเพิ่งรับรู้ว่าเขาคือใคร ภาคนี้เป็น “สีเทา” เป็น “สีดำ” แล้วดำสนิทเลย กำลังจะดำไปแดงแล้วตอนนี้ ถ้าเฌอนิยามความโตขึ้น การเข้ามหาลัย แล้วก็การยอมรับตัวเองแล้ว หนีไม่พ้นสิ่งนี้…โหดเลย

ดีน่า : หนูว่าภาคแรกพี่เฌอเป็นพนอที่โหดขึ้นมาก ๆ คือเหมือน she มาแล้ว สายตาน่ากลัวมาก ๆ เวลาที่หนูเล่นกับพี่เฌอ ตอนที่หนูรู้สึกว่าหนูมีอำนาจ สายตาเขาก็ดูรู้สึกกลัวจริง ๆ แต่ตอนที่เขามีอำนาจแล้ว เขาสู้แล้ว ก็สู้ไม่ได้จริง ๆ

พี่ตั้ม : ถ้าคนดูพนอ 1 ก็จะรู้สึกว่าพนอเป็นคนที่เหมือนยอมรับ สิ่งที่อยู่ในตัวเอง พวกของ พวกพลังอะไรต่าง ๆ ในตัวเอง แต่ตอนนั้นเขาพยายามจะผลักมัน สุดท้ายเขาถึงโยนมันทิ้งออกไป แต่พอพนอ2 สิ่งที่มันต่างออกไป คือเขาเลือกแล้ว ว่ายังไงก็หนีมันไม่พ้น เขาต้องใช้มัน ต้องยอมรับมัน แล้วใช้มันเพื่ออะไร ใช้ในวิธีการของตัวเอง อันนี้คือสิ่งที่จะต่างกับภาคแรก แล้วก็ในเรื่องของการแสดง มิติของตัวพนอ ในภาค 2 พนอจะกว้างขึ้น เราจะเห็นพาร์ตแรกตอนต้นที่เป็น “คนใหม่” ที่ถูกเซตอัปชีวิตใหม่ จะใสสว่างอยู่ข้างหน้าเลย แต่พอเขากลับมา เขากลายเป็นเกินจากภาคแรกไปอีก เท่ากับมิติตัวละครตัวนี้กว้างขึ้น มันขยายขึ้นทั้งหน้า ทั้งหลัง มันกว้างขึ้นกว่าเดิม แล้วก็สปอยล์นิดหนึ่ง…ที่มันกว้างขึ้น มันใกล้จะไปถึงต้นฉบับแล้ว แต่ยังไม่ถึง 100% นะ มันกำลังจะไปถึงตรงนั้นแล้ว

เฌอปราง : เฌอจำได้ว่ามีซีนหนึ่งที่ตัวเองเล่นแล้วไปดูหลังมอนิเตอร์แล้วแบบ “เชี่ยยยยย”

พี่ตั้ม : ซีนไหน?

เฌอปราง : ซีนที่ยืนอยู่กลับมาแป๊บหนึ่ง กรี๊ดหน้าบอร์ด แล้วก็กลับไปปกติ แล้วก็กลับมา หนูแบบ “เฮ้ย!!! ทำอะไรลงไปวะเนี่ย” ไม่รู้ตัวเลย พอไปดูหลังมอนิเตอร์ เฌอไม่ได้ตั้งใจนะ เฌอรู้ว่ามันควรจะมี transition ที่มันชัดนิดหนึ่ง ซึ่งเฌอจำได้ว่าเฌอแค่กะพริบตาแล้วเหมือนมันไป

ถ้าดูในซีนคือเป็นการกะพริบตา มันกรี๊ดแล้ว แล้วกะพริบตา แล้วมันเหมือนเขากลับมา แล้วกะพริบตาอีกทีแล้วเขากลับไป แล้วเราก็งงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตอนที่แสดง มันนึกได้มาแว็บหนึ่ง แล้วมันโกรธมันเกลียดมาก แต่ว่าเรายังไม่เข้าใจว่านี่คือใคร ความรู้สึกเมื่อกี้อะไร แต่หนูไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปดูหลังมอนิเตอร์ ชั้นทำอะไรลงไป

เวลาต้องเล่น “ความกลัวจากข้างใน” ของตัวละคร ดีน่ากับเฌอมีวิธีพาตัวเองเข้าไปอยู่ใน mood นั้นยังไง และมีช่วงไหนที่อารมณ์มันมาเองจนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้นัดหมายในกองถ่าย

ดีน่า : เราเป็นคนไม่ค่อยกลัวอะไรค่ะ นอกจากสิ่งที่เงินมันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หนูว่าสิ่งที่เขากลัวน่าจะเป็นพนอ พนอที่แปลว่าเป็นพนอจริง ๆ ร่างเขาจริง ๆ ตอนนั้นหนูรู้สึกว่าหนูกลัวตาย หนูกลัวตายมาก มันก็เลยได้เป็นซีนนั้น ตอนนั้นมันกลัวจริง ๆ ค่ะ พี่เฌอน่ากลัวมากจริง ๆ 

เฌอปราง : สำหรับเฌอ เวลาต้องเข้าซีนกลัว โดยเฉพาะเวลาที่ต้องรับหน้าคนเดียว ไม่มีคู่เล่นส่งเข้าให้ด้วย มันก็ต้อง remind ถึงจังหวะที่เราเล่นคู่กันก่อนว่า เมื่อกี้ที่เราเล่นเข้าคู่กัน เราเล่นอะไรไป แล้วตอนที่ต้องมารับหน้าเราเพียว ๆ เรา react ประมาณไหนไป หรือว่าต้องเพิ่ม ต้องลด เราก็จะนึกถึงสิ่งนั้น ซึ่งความรู้สึกเวลาจับ ก็จับความรู้สึกกลัว สมมติถ้าโดนรุ่นพี่สาดน้ำใส่ มันคือกลัวสะดุ้ง กลัวตกใจ เฌอก็ใช้ “สะดุ้ง” เป็น keyword ในการเข้าไปสู่ความกลัวตอนนั้น

พอ action ก็จะสะดุ้งเข้ามาก่อน ร่างกายช่วยมาก ๆ ถ้าเราจำได้ว่าตอนนั้นเรา react ด้วยร่างกายยังไง แล้วถ้า react แบบเดิมมันก็จะค่อนข้าง flow ไปตามความรู้สึกเดิมได้ ที่เหลือหน้าตามันก็จะออกมาตามร่างกายที่เราใช้เป็น key หลักในการเข้าความรู้สึกนั้น แต่ถ้าสมมติว่าเป็นความรู้สึกเศร้า negative มาก ๆ เฌอใช้การขดตัว การห่อไหล่ เพราะว่าเขาก็โดน bully มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลย เขาถูกมัดอยู่ข้างถังขยะ ใช้ body ช่วย remind ความรู้สึกของการที่ไม่ถูกเลือก เป็นขยะ

แล้วเวลาเข้าเรื่องอื่น ๆ เฌอก็ใช้ความรู้สึกแบบไม่ปลอดภัย ไม่โอเค down เฌอไปมุดอยู่ใต้โต๊ะ มันจะเป็นความรู้สึกที่ทำให้เฌอรู้สึกว่า “ชั้นตัวเล็ก ชั้นกลัว ชั้นต้องพยายาม survivor ให้ได้มากที่สุด” ก็พยายามจะใช้วิธี physical เข้าไปในความรู้สึกนั้น ความเศร้าด้วย เฌอก็เข้าไปแบบนั้นก็ได้

พี่ตั้ม : รู้สึกมั้ยว่าภาคนี้น้ำตามาเยอะมากเลย

เฌอปราง : ไม่รู้

SUM UP : ร้องไห้เยอะหรอ?

พี่ตั้ม : ไม่ ๆ มันไม่ใช่ฉากที่ต้องร้องไห้

เฌอปราง : มันมาเอง มันมาด้วยบางอย่าง

พี่ตั้ม : แต่มันดีตรงที่ซีนนั้น พอมันมา มันกลายเป็นสมบูรณ์ อารมณ์แต่ละซีน จริง ๆ จะมีเกณฑ์ให้คนดูเล่นด้วยนะ ให้นับน้ำตาของพนอของเรื่องนี้ว่ามีกี่หยด บางอย่างมันเป็นโมเมนต์ แล้วเข้าใจว่าบางอย่างมันมาจากข้างในของเขาจริง ๆ แต่มันกลายเป็นสมบูรณ์ ทุกอย่างมันสมบูรณ์ในซีนนั้น

เฌอปราง : แต่ว่าบางทีบางครั้ง หนูก็ไม่ get ว่าซีนนี้พี่ต้องการอะไร หนูก็เลยเล่นไปก่อนแล้วกัน แล้วเราค่อยไปปรับ tune กัน เพราะว่ามันยากมากเลยว่าเขาจะไป way ไหน

พี่ตั้ม : มันยาก ๆ ด้วยความที่มันก้ำกึ่ง มันไปได้หลายทาง

SUM UP : ด้วยความเป็นตัวละคร พนอก็เป็นมนุษย์ แต่เขามีอีก layer หนึ่ง เขาเป็นมนุษย์ที่อ่อนไหวและอ่อนหวาน แต่อีก layer หนึ่งคือโหดมาก

เฌอปราง : ใช่ เฌอก็เลยเล่นไปก่อน ใช้/ไม่ใช้ ไม่รู้ “แต่ซีนนี้หนูร้องไห้ เดี๋ยว take อีกรอบก็ได้ เดี๋ยวไม่ร้องไห้ เดี๋ยวแข็งแรงขึ้นมาให้ได้” แต่สู้เพิ่มได้ แต่เมื่อกี้นอยด์มาก คือมันมีซีนที่เล่นแล้วความรู้สึกมันไม่เหมือนกับที่เคยตีความไว้ด้วย หนูก็แบบ “เออ ไหน ๆ มาก็ไปด้วยแล้วกัน” มันมาแบบนั้นก็ไปแบบนั้น เราคิดอะไรอยู่ เราก็ไปตามที่จังหวะตัวละครคิด ซึ่งบางทีบทไม่ตรงด้วย จำได้ว่าไม่ต้องพูดแบบนี้ แต่ว่าพูดแบบนี้ไป

พอเข้าไปเป็นพนอที่มืดและหนักขนาดนั้น เฌอออกจากพนอยังไง และมันมีช่วงไหนที่แม้จะ cut แล้วแต่ตัวละครยังไม่ยอมปล่อย

เฌอปราง : ง่ายมากเลยค่ะ คือพนอไม่ใช่เฌอ มันค่อนข้าง extreme มาก ๆ เฌอก็เลยแยกง่าย ไม่มีปัญหาที่อารมณ์มันค้าง แต่ร่างกายมันจำอารมณ์ไปด้วย หรือความอึดอัดในใจที่พนอมี เฌอรู้สึกสงสารเหลือเกิน บางทีก็ระเบิดกรี๊ดออกมา ก็ประมาณรอบ สองรอบ รอบใหญ่ไปรอบหนึ่ง มันเหนื่อยใจมากกับสิ่งที่ต้องทำ แต่มันเศร้ามาก แต่มันไม่ร้องแล้ว พนอในเรื่องไม่ร้องแล้ว แต่ข้างในมันร้อง หนูไม่ได้สามารถถ่ายทอดในซีนได้

พี่ตั้ม : ข้างในมันร้อง แต่ไม่สามารถดันออกมาได้ 

เฌอปราง : เพราะสุดท้ายมันไปปล่อยหลัง cut เสร็จ หนูพยายามฮึบแล้ว แต่ใจแม่ง “ฉันเศร้า” แต่ฉันในฐานะพนอเศร้ามากในซีนนั้น แต่มันแค้นด้วย แล้วมันอยู่ข้างใน พอ cut แล้วเฌอมีสติ แต่พนอมันยังอยู่ เพราะร่างกายเรา absorb อารมณ์เข้าไปด้วย เวลาที่เราไปเป็นตัวละคร เราใช้ร่างกายเราไปเป็นตัวละคร มันต้องใช้เวลานิดหนึ่ง บางทีเป็นการระบายอารมณ์เขาออกมาให้ร่างกายเราคลายตัวออก เหมือนทุกคนเคยปวดเมื่อยเปล่า แล้วเวลากว่าเราจะนวดคลายเอาออกได้มันใช้เวลาอยู่นะ กว่าจะหายใจจนระดับความรู้สึกมันกลับมาจนปกติ มันใช้เวลา เพราะฉะนั้น cut แล้วเฌอมีสติกลับมาเป็นเฌอ…แต่ว่าร่างกายมันไม่ได้กลับมาด้วย

พี่ตั้ม : แล้วตอนเขาระเบิด ทุกคนตกใจหมดเลย แต่ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการเอาออก แต่มันมีซีนต้องไปถ่ายต่อ “เอาแล้ว มันกลับมายังวะ หายยังวะ” ผมบอกผู้ช่วยให้ไปดู

เฌอปราง : ตอนนั้นดึกมากแล้วด้วย ต้องรีบ วันปิดกล้อง หนูไม่ได้กดดันตอนเป็นตัวละครตัวนั้นนะ ตอนนั้นคือเศร้าเศร้ามาก เศร้าแบบหาทางออกไม่ได้ด้วย หาทางออกกับสิ่งนี้ไม่ได้จริง ๆ ไม่ไหวเลย วันนั้นก็เลยออกด้วยการขอร้องไห้

ท้าทายที่สุดในพนอ2 ของ เฌอ-ดีน่า

SUM UP : ถ้าต้องเลือก “ความท้าทายที่สุด” ของพนอ2 สำหรับแต่ละคน มันคืออะไร และมันหนักในแบบไหน

ดีน่า : หนูค่อนข้าง enjoy กับการเป็นกระต่ายมากค่ะ

เฌอปราง : ยากมั้ย ๆ?

ดีน่า : ถ้าเป็นเขาก็ไม่ยากค่ะ กรี๊ดเยอะ ๆ ก็ไม่ยากเหมือนกัน แต่หนูกังวลเรื่องฉากกับมุมกล้องมากกว่า เพราะหนูยังไม่เข้าใจเรื่องภาพยนตร์ขนาดนั้น คือเวลาหนูถ่าย MV หนูต้องจิกกล้อง แต่พอเป็นหนัง มันต้องทำเหมือนไม่มีกล้องอยู่ ตรงนี้ยากเหมือนกัน ตอนนั้นหนูร้องเพลง แล้วหนูก็ต้องจิก ๆ บนเวที เฟียส ๆ มองกล้อง มองคน แต่อันนี้หนูต้องทำเหมือนคนไม่มีตัวตน อันนี้คือความยาก

เฌอปราง : ของเฌอ ความท้าทายก็คือตัวละครพนอแหละค่ะ เฌอจะสื่อสารออกไปยังไงให้ตรงกับที่บทอยากให้เป็นด้วย แล้วตัวเฌอเข้าใจ แล้วสื่อสารมันได้อย่างชัดเจน นำพาตัวละครนี้ไปได้ อย่างที่บอก ภาค 1 มันยังรู้สึกง่ายกว่า เพราะเขาเป็น “มนุษย์” กว่า แล้วเขาแทบไม่ต้องการสิ่งนี้เลย เขาไม่เข้าใจฉันคือใคร เกิดมาทำไม มันง่ายกว่าตรง layer แต่ layer รอบ 2 คือ “2 layer จริง” ขึ้น 2 layer สำหรับเฌอ เพราะมีฝั่งที่เขาโตมาแบบปกติ สดใส เป็นเขา แล้วก็ฝั่งที่กลับมาแล้ว และกลับมาแล้วแบบยอมรับอีก ซึ่งไม่ใช่ยอมรับนะ แต่คือ “ต้องยอมรับ” ถูกบังคับให้ต้องยอมรับว่ามีสิ่งนี้ และสิ่งนี้จะไม่ไปจากเขา ความเป็นมนุษย์ vs การถูกควบคุม ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่การถูกควบคุมด้วยนะ เขาแค่จะอยู่ยังไงกับสิ่งนี้ มันหลายซับหลายซ้อน แล้วยิ่งโดน bully โดนนู่น โดนนี่ ฝุ่นเฝิ่นอะไรแบบนี้ สำหรับหนูก็เหนื่อยมาก

แล้วในฐานะเฌอ อีกความท้าทายคือเรื่องตารางชีวิตจริงด้วยค่ะ คือเรื่องนี้ควรจะถ่ายเสร็จก่อนเฌอบินไปญี่ปุ่น แต่เฌอต้องบินไป-กลับญี่ปุ่นติดกันเพื่อกลับมาถ่าย ประมาณ 6 อาทิตย์

พี่ตั้ม : เหมือนอยู่เมืองไทย แต่บินไปเรียนญี่ปุ่น

เฌอปราง : ใช่ กลับมาทำงานอะไรอย่างนี้ ซึ่งถือว่าโหดสำหรับร่างกายเฌอมากกว่าที่คิด แต่ก็ทำได้ตรงตามความตั้งใจ แล้วก็รู้สึกว่าทำเต็มที่ในทุก ๆ อัน เฌอก็เลยได้เกรดดีมาก ๆ มาเหมือนกันนะคะ (หัวเราะ)

พี่ตั้ม : จริง ๆ เราก็รีบแหละ เราตั้งใจว่าอยากให้มันปิดกล้องก่อนที่เขาจะไปเรียน เราก็พยายามรีบ พอเร่ง ๆ ทุกอย่างเร่งหมดเลย แต่สุดท้ายมันก็ไม่ทันจริง ๆ แต่เราก็รู้ว่าจริง ๆ มันก็ไม่ควรรีบแหละ สุดท้ายก็ต้องเหนื่อยที่เขา เพราะเขาต้องบินไป-กลับ 3 สัปดาห์เลย

เฌอปราง : แต่เฌอก็เข้าใจได้ เรื่องนี้ 3 สัปดาห์ แต่หลังจากนั้นหนูก็มีงานที่ยังเคลียร์ไม่จบ สรุป 6 สัปดาห์ที่เฌออยู่ไทย…ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่อยู่ญี่ปุ่น จันทร์ – พฤหัส แต่ก็มีโดดเรียนบางสัปดาห์วันพฤหัสเพื่อมาอยู่ไทยทำงานยาว ๆ

ความท้าทายที่สุดในฐานะผู้กำกับพนอ2

พี่ตั้ม : ก็คงเป็นความคาดหวังของแฟนคลับของคนดูหนังจากพนอ 1 ที่คาดหวังว่ามันจะเพิ่มดีกรีความเข้มข้นขึ้น ทั้งเรื่องของ story เรื่องของความสยอง เรื่องของความโหด ถามว่ากดดันมั้ย…ก็กดดัน แต่ว่าเราก็ไม่เอาสิ่งที่กดดันมาทำให้เรากดดันจนคิดอะไรไม่ออก เราก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่า จริง ๆ เราก็รู้จักจักรวาลนี้ดีที่สุด

แล้วภาค 1 เราก็เหมือนย้อนกลับมาบอกตัวเองว่า…ภาค 1 ที่บางคนอาจจะรู้สึกว่า “ทำไมมันดูไม่เข้มข้นเท่าลองของต้นฉบับ” แต่จริง ๆ เราก็ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะว่าผมตีความพนอ 1 ให้เป็นแบบนั้น ตั้งใจตั้งแต่แรก มันคือปฐมบท ผมยังตอบตัวเองเลย มาเถียงแทนคอมเมนต์ต่าง ๆ เถียงตัวเองเลยว่า “ก็ถ้าตอนเด็ก แล้วเขาไปโหดขนาดนั้น มันก็จะเกินเบอร์ไป” มันต้องมีพัฒนาการ ต้องพัฒนา dynamic ของตัวละคร

เฌอปราง : โชคดีที่เราได้ทำภาค 2 ค่ะ

พี่ตั้ม : ใช่ เราเลยได้เพิ่มดีกรีเข้าไป อันนี้ก็เป็นความยาก ความท้าทายอันดับแรกเลย อีกอันหนึ่งที่คิดว่ายากคือ ทำยังไงที่จะต้องหาจุดที่ลงตัว ไม่ใช่แค่ของพนอคนเดียว อย่างชิน (ชินวุฒ อินทรคูสิน รับบท สารวัตรชาตรี) ต้องคุยกับเขาเยอะเหมือนกัน

เฌอปราง : ตัวละครเขาไม่มีอะไรเล่าเรื่องมาก่อน อยู่ ๆ ก็โผล่มาเลย

พี่ตั้ม : เดิมบทแรก ๆ จริง ๆ เขาเป็นแค่คนตามล่าอย่างเดียวเลย แต่ว่าพอคุยกับพี่ชินจริง ๆ เราก็พยายามหา background กันนะ แล้วพอหา background อะไรบางอย่าง มีไกด์นิดหนึ่ง เขาก็เลยรู้สึกว่ามันควรจะเล่าให้คนเห็นในหนังด้วย ก็เลยมีการปรับเพิ่มบทของเขาให้เห็น background นิดหนึ่ง ให้รู้ว่าทำไมเขาถึงได้มาตามล่าคนคนนี้ แล้วสิ่งที่ยากของภาค 2 มันไม่ใช่แค่ 2 คนนี้ กับพิมมา (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ รับบท มินต์) อันนี้ก็ต้องคุยกันเหมือนกัน สิ่งที่ยากคือ ต้องทำยังไงที่จะ tune ทุกคน ทุกตัวละคร

เฌอปราง : ให้มีความมีเหตุมีผล

พี่ตั้ม : ใช่ แล้วเราก็อยากฟังเหตุผลของแต่ละคน ที่แต่ละคนคิด อันไหนที่เรารู้สึกว่า way นี้เหมือนจะดีกว่า เราก็จะปรับตาม เพราะฉะนั้นความยากคือต้อง tune ไปในทางเดียวกัน แต่ก็ต้องควบคุมให้ทันอยู่ในเส้นที่เราต้องการจะเล่า เพื่อมุ่งตรงไปสู่ปลายทางอะไรบางอย่าง

SUM UP : แล้วพอเราเล่นหนังไสยศาสตร์แบบนี้ ตอนท่องมนตร์คือท่องจริงใช่มั้ย แล้วในกองมีใคร “เจออะไร” บ้างมั้ย

เฌอปราง : ไม่เจอเลย

ดีน่า : หนูก็ไม่เจอ

เฌอปราง : พี่มัส (กฤชยศ เลิศประไพ) เจอ พี่ลูกหว้า (พิจิกา จิตตะปุตตะ) เจอ

พี่ตั้ม : รอบนี้มี magic director เจอ วันที่ถ่ายมันมีฉากที่ต้องทำพิธี วันสุดท้าย คือผมเพิ่มทำพิธีแบบบูชาเดิม ก็เลยให้ทีมอาร์ตไปเตรียมกระทงเซ่นผี มีของคาว ของหวาน แล้วก็เอาไว้เซ่นผี ก็เลยให้ถึก (magic director) หาบทสวดเพื่อเรียกผีมาเซ่น มากินของเซ่นไหว้ พอนักแสดงท่อง ตอนถ่ายทุกคนก็ถ่ายไป ไม่มีอะไร เขาก็ท่องเรียกผีมากินเครื่องเซ่น แล้วก็ถ่ายทำไปจนจบ จนเสร็จวันนั้น แล้วมาถึกมาบอกทีหลังว่า ตอนที่เขาท่อง ตรงหน้าต่างในเฟรมมันมีกระจกฝ้า ๆ เขาเห็นเป็นเหมือนร่างของคนคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าต่างเลย คือมองอยู่ ก็เลยคุยกับถึกว่า “เขามาได้ยังไง?” ถึกก็บอกว่า “อ๋อ!!! เราสวดเรียกผีมากินเครื่องเซ่นไง” 

ซีนนั้นด้วยบรรยากาศ ด้วยอินเนอร์ของนักแสดงที่เขาท่องก็จริงจัง แล้วท่องหลายรอบด้วย มันคือการเรียกจริง ๆ ก็มาจริง ๆ แต่ถึกเขาก็ไม่เล่าให้ใครฟังวันนั้นนะ เพราะเดี๋ยวจะกลัวกัน

ในพนอ2 โลเคชันสำคัญมาก ทั้งในแง่ยุคสมัย พ.ศ. 2530 และความรู้สึก “เหมือนมีอะไรพาไปเจอ” พี่ตั้มมองการเลือกโลเคชันยังไง แล้วในกองมีใครรู้สึกถึงอะไรแปลก ๆ จากสถานที่บ้างมั้ย

พี่ตั้ม : ด้วยความที่เรื่องมันอยู่ใน พ.ศ. 2530 โลเคชันมันก็ต้องย้อนไปหน่อย ต้องเก่า ๆ เพราะมันจะไม่ใช่สมัยใหม่ ก็ต้องเป็นโลเคชันที่มันค่อนข้างจะดูเก่าหน่อย เรามักจะไปที่ที่เก่าจริง

เฌอปราง : แล้วก็มีบ้านหลังหนึ่ง…ที่เป็นบ้านของขลัง

พี่ตั้ม : เรื่องนี้มีความบังเอิญหลายเรื่อง ที่เรารู้สึกเหมือนมีอะไรพาไป คือโลเคชันหลักแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพฯ มันมีบ้านที่เราถ่ายหลังนี้ แต่ข้าง ๆ อีกหลังหนึ่งเป็นบ้านเก่าที่เขายกมา แล้วก็มาสร้างอยู่ติดกัน ตอนที่ไปดูโลเคชัน พอขึ้นไปมันมีห้องพิธีกรรมอันหนึ่ง ที่มีแต่ของแท้เลย มีเครื่องรางตั้งแต่สมัยโบราณเต็มไปหมด แล้วเจ้าของเป็นครูบาอาจารย์ในสายมู สายไสยศาสตร์ คือเขารู้จักคนนี้ พอเล่าให้ถึก (magic director) ฟัง ถึกบอก “นี่แบบตัวอาจารย์เลยนะ”

แล้วพอวันถ่ายถึกไป ถึกก็บอกว่า “ขนลุกทั้งตัว” คือ magic director กลายเป็นเด็กน้อยไปเลยพออยู่ในห้องนั้น ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่าบ้านโลเคชันนี้มีอย่างนี้ ไปแล้วก็เจอโดยบังเอิญ หลาย ๆ สิ่งที่พัดพาเราไป โดยบังเอิญ

เฌอปราง : แต่บ้านหลังนั้น…ห้องใต้ดินก็น่ากลัวเหลือเกิน หนูไม่กล้าลง

ดีน่า : ต้องบอกก่อนว่าพวกหนูที่เป็นเด็ก bully ติดเล่นกันทุกคนเลย อย่างพี่ปิ๊ง (กันตพัฒน์ เกษมสันต์) เขาไม่เชื่อ ทุกคนติดเล่นมันเลยสนุกแต่หนูกลัวนะ

SUM UP : กลัวผีเปล่า?

เฌอปราง : ไม่กลัว อยากเจอ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ คืออยากพิสูจน์

พี่ตั้ม : ก็ภาคแรกที่ไปรายการอะไรสักอย่าง หนูก็จิตแข็ง ไม่เจออยู่คนเดียว

เฌอปราง : เคยไปออกรายการหนึ่งเพื่อโปรโมต พนอ 1 มันคือการไปบ้านร้าง แล้วก็มีพี่น้ำตาล (ชลิตา ส่วนเสน่ห์) กับเฌอ คือเฌอบอกว่า “มาให้เห็นหน่อย มาให้เจอหน่อย” อยากเห็น อยากรู้จัก อยากถาม อยากคุยด้วย ไม่มีเข้ามาสักกระแอ๊ะ แล้วมีเครื่อง ๆ หนึ่ง เฌอถือไว้นานมาก เขาบอกว่า “ถ้าเครื่องนี้มีสัญญาณติด แปลว่าเขาอยู่ใกล้ ๆ” เฌอถือเป็นนาที 15 นาที เงียบกริบ ไม่มีการกระดิกเปลี่ยนแปลงของแสงที่มือเฌอเลย เฌอยกให้พี่น้ำตาลถือ ไม่ถึง 1-2 นาที…ติด

แต่หลายคนรอบตัวเฌอก็บอก คนที่เขามาบอก มาพูดอีกที หรือคนที่เขามี sense ก็มักจะบอกว่าเฌอมีองค์คุ้มครอง แต่ละอย่างพวกนี้เข้าไม่ได้หรอก เฌอก็บอกว่า “โอเค” แต่ก็อยากพิสูจน์ อยากคุยด้วย อยากรู้ว่าเขาคืออะไร คือหลาย ๆ ครั้ง คนที่เล่าก็ไม่น่าจะโกหก ถ้าเขาไม่เจอจริง ๆ เฌอก็เลยรู้สึกว่ามันก็คงมีจริง เรื่องพลังงาน เรื่องอะไรที่ประสาทสัมผัสเรารับรู้ไม่ได้ แต่ถามว่าเฌอจะไปบอกคนอื่นว่า “เชื่อเถอะว่ามันมี” ไม่มีทาง เพราะเฌอพิสูจน์ให้เขาเห็นไม่ได้

เพราะฉะนั้น เฌอเชื่อคนที่อยู่รอบตัวที่เขาบอกว่าเห็น มากกว่าที่เราจะเชื่อด้วยตัวเราเอง แล้วเรารู้สึกว่าในเมื่อสิ่งนี้อยู่มาได้เป็นร้อย ๆ ปี คาถาพวกนี้อยู่กันมานานมาก มีคนที่ยังเชื่อในสิ่งนี้มานานได้ขนาดนี้ มันก็ต้องมีอะไรบางอย่าง อย่างน้อย เราไม่ลบหลู่ดีกว่า protect ไว้ก่อนน่าจะดีกว่า แต่หนูก็ไม่สามารถบอกได้ 100% ว่าหนูเชื่อ 100% หนูอาจจะอยู่ที่ 50:50 หรือ 30:70

‘พนอ2’ เข้มข้นมาก หนักมาก และสนุกมากเช่นกัน

ดีน่า : ด้วยความที่หนูรับบทเป็นกระต่าย เวลาเข้าฉากหนูจะชอบหยิบจับของในฉาก ชอบเล่นในสิ่งที่คิดว่าไม่น่าทำได้จริง ๆ เช่น การวีน รู้สึกไม่พอใจอะไรแล้วก็วีนเลย แล้วมิกซ์เขาจะมีความเล่นนอกบทนิดหนึ่ง ในหัวหนูคิดไปแล้วอยากถอดแหวนแล้วปามาก ๆ ตอนนั้น มันมีความโกรธอยู่ข้างในจริง ๆ แล้วหนูได้ปล่อยออกมา หนูก็เลยเข้าใจพี่เฌอด้วยว่า ทำไมถึงรู้สึกถึงน้ำตาไหล แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้

เฌอปราง : จริง ๆ มันก็อยู่ในตัวเราเวลาเราอินไปกับบท ก็เข้าใจน้องเลยว่า บางทีมันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในบท บางทีนะ เล่นไปเถอะ เดี๋ยวให้เขาไปตัดเอา มันจะได้สนุกดี เรา enjoy ในฐานะเป็นตัวละครตัวนั้นด้วย

สำหรับเฌอ reaction บางอัน ผู้กำกับไม่ได้คาดหวังว่าเราจะมี reaction แต่บางทีมันทำไปแล้วดี ชอบ เอาไปใช้ มันเพิ่มสีสันในมิติของตัวละคร แล้วเรื่องประทับใจอื่น ๆ…หนูประทับใจองค์รวมทั้งหมดเลย เพราะทุกคนซัปพอร์ตกันมาก ๆ แล้วทุกคนเต็มมากในหน้าที่ของตัวเองสุด ๆ เฌอรู้สึกโชคดีที่ได้ทำเรื่องนี้มาก ๆ แล้วก็ appreciate กับโอกาสที่ได้เล่นตัวละครแปลก ๆ ขนาดนี้ ที่ชีวิตจริงไม่น่าได้ทำอะไรแบบนี้แน่ ๆ

มันเหมือนเป็นโอกาสที่น้อยครั้งมาก คือเคยดูหนัง super hero หรือหนังอะไรที่มันเทิร์นไปเป็นตัวร้าย เมื่อก่อนเขาก็เป็นตัวดี แต่สิ่งที่ทำให้เขาเผชิญอะไรต่าง ๆ มันก็ดันทำให้เขาเป็นแบบนั้น แล้วเฌอเคยคิดเสมอว่า “มันเล่นยังไงวะ มันจะรู้สึกยังไงวะ มันจะไปยังไง อยากรู้จังเลย” แล้วพนอเป็นโอกาสเข้ามาให้เล่น หนูแบบ “สนุก” หนูบอกเลย หนูสนุก

พี่ตั้ม : ตอนแรกไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นพี่เฌอ ยังเคยบอกทีมแคสต์ว่า “อย่าติดต่อเลย เขาไม่รับหรอก เดี๋ยวเขาจะด่าเอา” แต่จนสุดท้ายก็ลองดู เหมือนเรายังหาไม่เจอ ก็เลยลองดู 

ก็ชื่นชมทุกคนนะ อย่างที่พี่เฌอบอกว่านักแสดงทุกคนเต็มที่ ซึ่งจริง ๆ เราก็รู้สึกดีที่เราตัดสินใจเลือกแต่ละคนรับบท ไม่ว่าจะคนเก่า ทั้งพนอ ทั้งเปี๊ยก ทุกคนเลย รวมถึงกลุ่มใหม่ ตั้งแต่ภาคแรก รวมถึงภาค 2 กลุ่มใหม่ เราประทับใจตรงที่น้อง ๆ แต่ละคนพอถึงซีนของตัวเอง ซีนเรื่องอารมณ์ เรื่องที่ต้องรุนแรง หรือต้องโดนกระทำ แต่ละคนมาสุดมาก เซอร์ไพรส์ตลอดเวลาถ่าย

บางทีแบบ “ดีน่า มาอย่างนี้เลยหรอ” แล้วน้องไม่ไปไหนเลย สมมติถ่าย ๆ เราเปลี่ยนมุมภาพ น้องต้องนอนอยู่ตรงนั้น พอเริ่ม cut และ action เขาก็มาอีก

อย่างเอิร์ธก็สุด มีวันหนึ่งที่ถ่าย เขาป่วยแล้วมาถ่ายซีนนี้ก่อน แล้วมันจะมีช่วงว่างของ breakdown เขาบอก “พี่หนูขอไปฉีดยาก่อน” เขาก็ไปฉีดยาแล้วกลับมาถ่ายใหม่ แล้ววันสุดท้ายฉากซีนไฮไลต์เขาเลย คือเราวาง schedule จะเสร็จประมาณหกโมงเย็น แต่ว่ามันไม่ทัน ก็เลยบอก “ไม่เป็นไร อะไรที่เราอยากได้ เดี๋ยวเราตัดทิ้งก็ได้” เพราะน้องมีงานต่อ พอน้องรู้ น้องสปิริตมาก น้อง cancel งานนั้น แล้วก็ถ่ายให้เสร็จซีนนั้น

แต่ละคน…พี่ชิน พี่เฌอ แม้กระทั่งแจ็คกี้ พิมมา ทุกคนมาเต็ม บางอันเราก็ไม่คิดว่าจะเล่นเบอร์นี้เลย แต่กลายเป็นดี

มันมีซีนที่เฌอกับดีน่าปะทะกันครั้งแรก ห้องชมรม ห้องผี บ้านผีสิง ตีกัน ละเลงเลือด เลือดสาดเละเทะไปหมด สาดสี มันเป็นฉากเหมือนบ้านผีสิง รับน้องบ้านผีสิง แล้วเขาไปทะเลาะกันอย่างนั้น พนอ พิมมา และกลุ่มเพื่อน ผมนั่งดูผ่านมอนิเตอร์สนุกมากเลย แต่เขาเล่นกันจริงจัง ตีกัน กรี๊ดกัน จะตบกันอยู่แล้ว ผมนั่งดูแล้วผมสนุก ผมหัวเราะมันสนุกดี มันเละเทะ มันวุ่นวาย แต่สนุก แล้วอันนั้นคือคาดไม่ถึง กลุ่มนี้เขาเล่นเต็มมาก เอิร์ธมาสุด

ถ้าวันหนึ่ง ‘พนอ’ เดินเข้ามานั่งตรงหน้าจริง ๆ อยากพูดอะไรกับพนอมากที่สุด

ดีน่า : ขอเดินผ่านเลยได้มั้ยคะ แกล้งมองไม่เห็น

เฌอปราง : เฌอจะร้องไห้ เฌอนับถือใจเขาเหลือเกิน พยายามสู้กับชีวิตตัวเองขนาดนี้ นับถือ นับถือมาก ๆ นับถือใจ ชื่นชม นับถือสปิริต ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูก แต่ถ้ามองในมุมที่เราไม่ได้มีกฎสังคมในปัจจุบัน เขาก็แค่เอาตัวรอด ซึ่งเรื่องที่เขาเจอ เขาเก่งมาก คุณมีความหวังอยู่ได้ยังไง ถ้าหนูเจอเรื่องแบบนั้น ตัวหนูคงไม่เอาแล้ว หนูไม่อยู่แล้ว หนูเหนื่อย ถ้าต้องเจอเรื่องขนาดนี้ไม่เอา ไม่ไหวจริง ๆ

พี่ตั้ม : ขอโทษ…ขอโทษเลยล่ะ เราทำให้เขาเป็นแบบนี้ แต่มองในมุมมันก็เหมือนเป็นตัวแทนของอะไรบางอย่าง ที่เพื่อจะบอกคนดูให้รู้สึกว่า เวลาเราเจออะไรมา ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราสู้มัน เราก็สามารถต่อสู้เรื่องร้าย ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ ไม่ว่าจะวิธีการอะไรก็ตาม จะใช้ด้านมืด ใช้ความรุนแรง…(แต่ไม่แนะนำนะ) แต่หมายถึงว่าให้บอกกับตัวเองว่า เขาเป็นตัวแทนที่บอกว่าคนที่ยังสู้อยู่ ถึงมันจะหมดหวัง หรือรุนแรงเหลือเกิน แต่มันยังมีทางที่ตัวเองต่อสู้ หลุดพ้นไปได้ อะไรแบบนี้ครับ แต่ก็…ขอโทษ (หัวเราะ)

ความสยอง ความโหด และจักรวาลไสยศาสตร์ ในพนอ2 มีอะไรที่อยู่ลึกกว่านั้น

เฌอปราง : ของเฌอคือ “เรื่องราวของแต่ละคน” ค่ะ ทุกคนต่างมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะทำอะไรลงไปก็ตาม กรุณายอมรับผลการกระทำอันนั้นของคุณไปด้วย ไม่เชิงยอมรับ แต่รับรู้ว่ามันจะมี consequence ตามมาจากการกระทำของคุณ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีด้วยนะ แต่ว่าคุณจงรู้ว่าการกระทำของคุณจะมีผลต่ออะไรบางอย่างเสมอ

หนูเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่า เวลาจะทำอะไร รู้สึกว่าเราทำให้ดีไว้ก่อนดีกว่าแล้วกัน หนูไม่ใช่คนดี 100% แต่ว่าหนูก็รู้ว่า หนูก็พยายามที่จะไม่กระทบใครให้มากที่สุด เพราะว่าเรารู้ว่าบางทีไม่ว่าเขาจะเจออะไรมา อย่างน้อยเราไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องแย่ลงก็ดีมาก ๆ แล้ว สำหรับเฌอนะ แต่บางการกระทำของเฌอ เฌอก็เข้าใจตัวเอง แล้วก็ต้องยอมรับว่า บางทีชั้นก็ไม่ได้เป็นคนที่น่ารักกับทุกคนขนาดนั้นจริง ๆ

เฌอก็ต้องหาเหตุผล บางทีก็ต้องบอกตัวเองว่า “แกก็เป็นแค่คนคนหนึ่งเหมือนกัน แกมนุษย์คนหนึ่ง” มันมีเรื่องเอาตัวรอด ความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้น แค่อย่างน้อยแกห้ามการกระทำตัวเองได้ ก็ดีมากพอแล้ว เพราะฉะนั้น กรุณาคิดก่อนทำอะไรเยอะ ๆ

ดีน่า : ด้วยความที่หนูเป็นตัวละครที่เหมือนจะใช้ปากก่อนคิดตลอด พูดก่อนคิด เป็นตัวที่เหมือนทำอะไรด้วยอารมณ์สุด ๆ ฉุนเฉียวมาก ๆ ทุกอย่างเลย หนูอยากให้ทุกคนใช้สติและสมาธิมาก ๆ หนูรู้สึกว่ามันมีผลตามมาจริง ๆ ทั้งเรื่องคำพูดและการกระทำ

พี่ตั้ม : จริง ๆ ตัวละครพนอถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ “ลองของ” เราเลือกให้เขาเป็น “ครู” เพราะว่าเราอยากเตือน ให้เขาเป็นตัวแทน เตือนใครก็ตามที่คิดจะทำอะไรไม่ดี เหมือนคุณครูสอน คุณครูเตือนว่า “ใครจะทำไม่ดี ระวังนะ” มันมีประโยคที่เราวางอยู่ในจักรวาลนี้ตลอดเวลา “ของแบบนี้ถ้าทำแล้วมันติดตัวไปกว่าจะตาย” แล้วมีบอกก่อนด้วย “คิดดี ๆ นะถ้าจะทำ ของแบบนี้ติดตัวไปจนตาย”

มีประโยคของครูพนอ “ไอ้พวกสกปรก ฉันจะชำระล้าง” มันก็คือเตือนว่า พวกเธอมันสกปรก ด้วยสิ่งที่ทำมันเลวร้ายมาก มันเหมือนครูมาเตือนว่า “อย่าทำนะ ทำแล้วจะเจอแบบนี้”

ในภาค 2 ก็มีเหมือนกัน เตือนประโยคที่ได้ยินใน trailer “อยากจะเล่นของกันนักใช่มั้ย เดี๋ยวสอนเองว่าเล่นยังไง แต่เล่นปุ๊บ มึงโดนนะ กูจะเล่นใส่มึง มึงก็จะรับผลของสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้” จริง ๆ มันก็ไม่ได้พูดแค่เรื่องของอย่างเดียว มันก็กว้างกว่านั้น ด้านมืดมนุษย์ที่คิดจะทำอะไร อย่านะ มันไม่ดีนะ จะติดตัวจนตาย มันก็เหมือนคำเตือนแหละครับ

สรุป ‘หัวใจของพนอ2’ ให้เหลือแค่คำหรือประโยคเดียว

เฌอปราง : “เทาไปดำ”

พี่ตั้ม : หัวใจของมันก็คือ “ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น” พนอในเรื่องนี้เขายอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น แล้วมันหนีไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันอยู่กับตัว ก็จงใช้มันซะในทางของตัวเอง นี่คือหัวใจของมันเลย ก็คือเข้าสู่ด้านมืด

ดีน่า : “สยอง” ค่ะ แล้วก็หนูรู้สึกว่า…มิ้นต์ MVP มากเลยค่ะ

พี่ตั้ม : เซอร์ไพรส์ หนังเรื่องนี้มีเซอร์ไพรส์เยอะมาก แต่เรื่องนี้จะมีเซอร์ไพรส์แบบคาดไม่ถึง

ทำไม ‘พนอ2’ ต้องดูในโรงภาพยนตร์

พี่ตั้ม : จริง ๆ แล้วภาพยนตร์ควรจะดูในโรงหนัง เพราะมันจะได้ความรู้สึก อรรถรส ได้ประสบการณ์ร่วมกับคนดูด้วยกัน แล้วก็ความสดใหม่ อย่างที่บอกคือ คุณดูหนังในโรงแสดงว่าคุณดูเป็นกลุ่มแรก ๆ คุณไม่ต้องไปรอให้หนังมันออกไปแล้ว ไปอ่านสปอยล์ สิ่งที่จะได้คือความสดใหม่ กับอรรถรสของมัน แล้วก็ประสบการณ์ร่วมของคนดูด้วยกันในหนัง ส่วนในตัวหนัง การดูในโรงภาพยนตร์มันจะเข้มข้นด้วย sound ด้วยบรรยากาศ มันให้ความรู้สึกมากกว่าดูทีวี detail ต่าง ๆ มันเห็นชัด แล้วมันจะเก็บได้เยอะกว่า

เฌอปราง : เฌอชอบดูหนังในโรงมาก ๆ เฌอเคยไปดูทุกอาทิตย์ช่วงมหาลัย ก่อนที่จะเข้าทำงานในวงการบันเทิง แล้วช่วงปีที่ผ่านมา เฌอเพิ่งออกจากงานที่เป็นงานประจำ จนมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น มาโฟกัสกับงานแสดง กับตัวเองมากขึ้น เฌอก็มีเวลากลับเข้าไปโรงหนังมากขึ้น เฌอคิดถึงบรรยากาศการได้ดูหนังบนจอใหญ่ ๆ แล้วได้โฟกัสกับสิ่งนี้มาก ๆ

เฌอเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบนั่งดูไปด้วย กินข้าวไปด้วยเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าหนูจะเสพหนัง หนูก็จะเสพด้วยการตั้งใจดู ถึงแม้ว่าหนูจะไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปนั่งดูเท่าไหร่แล้วก็ตาม ยิ่งกลับมาเรียน ป.โท ก็แทบไม่มีเวลาไปดูหนัง มีหนังอีกหลายเรื่องที่หนูอยากดูมาก ๆ แล้วก็เสียดายมากที่หลาย ๆ เรื่องหนูไม่มีโอกาสได้ดูในโรงหนัง ก็หวังว่าทุกคนจะเสียดาย ถ้าไม่ได้ดู พนอ2 ในโรงหนังนะ อยากให้มาดูจริง ๆ เพราะว่า ภาพ เสียง แววตา อารมณ์ มันรับรู้ได้เต็มที่มาก ๆ ผ่านจอที่ใหญ่ขนาดนั้น

โรงหนังมันขยายให้เราเห็นสิ่งต่าง ๆ บรรยากาศ ความโฟกัสที่มีแค่อันนี้อันเดียว ถ้าเกิดใครไม่ได้มีจอใหญ่ที่บ้าน ถ้ามีก็จะดีมาก แต่ถ้าเรามีโอกาส เฌออยากแนะนำให้ทุกคนมารับรู้ความสยองไปด้วยกัน

พี่ตั้ม : ภาคนี้สยองคูณ 2 เข้มข้น

เฌอปราง : สุด ๆ ไปเลย คูณ 2 เข้มข้นสุด ๆ ไปเลย แล้วถึงแม้คุณอาจจะดูภาพจังหวะที่มันสยองมากไม่ได้ ก็เชิญเหมือนกัน ปิดตาแล้วก็แง้มดู แต่จังหวะที่มันไม่สยอง ก็ลองมาเสี่ยงอารมณ์ ความรู้สึก แล้วก็ตัวละครเนื้อเรื่องไปด้วยกัน เพราะมันสนุกมากจริง ๆ แล้วก็มีเซอร์ไพรส์รออยู่

พี่ตั้ม : สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งเวลาดูหนัง เวลาเราเจอฉากเสียวปุ๊บ เราจะหันไปดูข้าง ๆ ว่ามีใครอินมั้ย เราจะเห็นคนข้าง ๆ ปิดตาแล้วก็หน้าแหย เราก็มีความสุข

ดีน่า : อยากจะฝากทุกคนติดตาม พนอ2 ด้วยค่ะ เพราะว่าเป็นเรื่องแรกของหนูด้วย รับรองว่าสยองคูณ 2 แน่นอนค่ะ ฝากทุกคนติดตามด้วยค่ะ

หลังบทสนทนานี้ เราอาจไม่ได้รู้จักพนอมากขึ้นแค่ในฐานะ “ตัวละครสยอง” แต่รู้จักพนอมากขึ้นในฐานะ “คนคนหนึ่ง” ที่ถูกเขียนให้มีทางเลือกน้อยลงเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งการยอมรับด้านมืดกลายเป็นการยอมรับความจริง ไม่ใช่ความจริงของโลกเหนือธรรมชาติ แต่เป็นความจริงของชีวิตที่พาใครบางคนไปไกลเกินกว่าจะกลับมาเป็นแบบเดิมได้

ในภาคแรกเราจะเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกลากเข้าไปในโลกที่ไม่ควรมีอยู่จริง แต่ภาคสองคือการเห็น “โลกนั้น” ลากเธอกลับมาอีกครั้ง รุนแรงขึ้น ดำขึ้น และไม่มีที่ให้หนี พนอในภาคนี้ไม่ใช่เด็กที่ยังพอมีทางเลือกให้ลังเล เธอเหมือนคนที่ถูกบังคับให้เข้าใจความจริงอย่างหนึ่งว่า ต่อให้พยายามล้างตัวเองแค่ไหน บางอย่างก็ไม่ออก ต่อให้พยายามเป็นคนดีแค่ไหน บางอย่างก็ไม่ยอมปล่อย

บทสนทนานี้คือการพาเราไปอยู่หลังความมืดนั้น และบางที การดูพนอ2 ในโรงจึงไม่ใช่แค่เพื่อความดังของเสียง หรือความใหญ่ของจอ แต่เพื่อได้เห็นรายละเอียดที่คนทำตั้งใจซ่อนเอาไว้ในแววตา ในน้ำหนักของการหายใจ ในความเงียบ และในจังหวะที่ตัวละครเปลี่ยนไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน ถ้าหนังเรื่องนี้มีเซอร์ไพรส์จริงอย่างที่พี่ตั้มว่าไว้ ก็คงไม่ใช่แค่เซอร์ไพรส์ในพล็อต แต่อาจเป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เราหันกลับมาคิดถึง “ด้านมืด” ของมนุษย์…โดยไม่รู้ตัว

พนอ2 
วันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

AUTHOR