ปราสาทเขาพระวิหาร

จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองชาติอาเซียนอย่าง ‘ไทย’ และ ‘กัมพูชา’ จนกลายเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า กระแสความตึงเครียดของทั้งสองประเทศจะบานปลายกลายเป็น “สงคราม” และ “การสู้รบ” อีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อทหารและประชาชนในพื้นที่บริเวณชายแดนอย่างแน่นอน ภาพลูกเด็กเล็กแดงหนีตายจากโรงเรียนไปหลบในหลุมหลบภัย หรือ ภาพบ้านเรือน เรือกสวนไร่นาเกิดเป็นทะเลเพลิงจากกระสุนปืนใหญ่ เสียงร่ำไห้ของญาติและมิตรสหายที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปจากสงครามไม่ใช่ภาพที่เกิดขึ้นในต่างแดนเท่านั้น แต่เหตุการณ์ทั้งหมดเคยเกิดขึ้นมาแล้วช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2554 จากความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร

‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ปัจจุบันตั้งอยู่บนชายแดนไทยและกัมพูชา บริเวณอำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา และตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ของไทย โบราณสถานอายุหลายพันปีที่เป็นถึงมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้นั้นกลายเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างสองชาติ เมื่อเจ้านโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาซึ่งสละราชบัลลังก์ลงมาเล่นการเมือง เรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทเขาพระวิหารในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารของ ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ จนกลายเป็นความขัดแย้ง นำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลกให้ไทยถอนทหารออกไป และส่งมอบปราสาทพระวิหารคืนให้แก่กัมพูชา 

แม้ทางการไทยจะพยายามต่อสู้คดีแล้ว แต่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลโลกก็ได้มีมติ 9 ต่อ 3 เสียงให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา จากหลักฐานที่ทางการไทยยอมรับแผนที่ปักปันชายแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารของฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมอินโดจีนในขณะนั้น ซึ่งได้ขีดเส้นชายแดนให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในพื้นที่กัมพูชา โดยจากเหตุการณ์นี้กลายเป็นบาดแผลบนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทางการไทยไม่ยอมรับคำตัดสิน และไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลกอีกมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งทางการไทยและกัมพูชาได้หันมาใช้กระบวนการในการเจรจาเพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศ ทั้งการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ในปี พ.ศ. 2540 ตามมาด้วยการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ในปี พ.ศ. 2543 หรือ MOU 2543 เพื่อกำหนดพื้นฐานทางกฎหมายในการเจรจาว่าจะใช้เอกสารใดในการเจรจา ไม่ใช่การยอมรับว่าเอกสารดังกล่าวผูกพันตัวเองแล้วแต่อย่างใด เช่นเดียวกับปราสาทเขาพระวิหารที่ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศนิวซีแลนด์ ในปี พ.ศ. 2550 ที่ประชุมได้มีมติว่าไทยในสมัยรัฐบาล ‘พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์’ ได้สนับสนุนให้กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งต่อมา นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในรัฐบาล ‘สมัคร สุนทรเวช’ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาและยูเนสโก้ในการผลักดันให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก แม้จะมีประเด็นเรื่องแผนที่ที่ใช้ แต่จากการตรวจสอบของกรมแผนที่ทหารได้พบว่า แผนที่ดังกล่าวไม่มีการล้ำเส้นเขตแดนเข้ามายังฝั่งไทย

จากความร่วมมือของทั้งสองประเทศ กลับพังทลายลงกลายเป็นความขัดแย้งและไฟสงคราม เมื่อประเด็นดังกล่าวถูกนำมาปลุกระดมกระแสชาตินิยมทางการเมืองในช่วงที่ไทยกำลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้นพอดี เมื่อกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาอย่าง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้หยิบเอามาโจมตีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชในขณะนั้น โดยอ้างว่ารัฐบาลขัดขวางการทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร และจะทำให้ไทยเสียพื้นที่ใกล้เคียงของปราสาทให้แก่กัมพูชา ทั้ง ๆ ที่การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหารไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดังกล่าวเลย

จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว นำไปสู่คำตัดสินของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลไทยเพิกถอนการลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดาได้มีมติให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ยิ่งทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโกรธแค้นมากขึ้น และใช้ประเด็นดังกล่าวในการปลุกระดมกระแสชาตินิยมเพื่อดึงคนให้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล ต่อมาสถานการณ์เริ่มบานปลายมากขึ้น เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้บุกไปยังบ้านภูมิซรอล อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ใกล้ปราสาทเขาพระวิหาร สถานที่ที่กลายเป็นจุดความขัดแย้ง ได้เกิดการปะทะกับชาวบ้านในพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา และเริ่มมีการปะทะกันระหว่างทหารของทั้งสองประเทศในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551

เมื่อรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิ้นสุดลงจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดถัดมาซึ่งนำโดย ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ได้กลับมาใช้กระแสชาตินิยมรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯ ในขณะนั้นสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลตัวเอง ด้วยการดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาอย่างแข็งกร้าวจนนำไปสู่สงครามระหว่างสองประเทศขึ้น ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 และช่วงต้นปี พ.ศ. 2554 ทำให้กัมพูชายื่นฟ้องศาลโลกอีกครั้งให้ตีความคำตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารในปี พ.ศ. 2505 ศาลโลกได้ออกมาตรการชั่วคราวให้ทหารทั้งสองฝ่ายถอนกำลัง และจัดตั้งเขตปลอดทหารรอบ ๆ ปราสาท 17 ตารางกิโลเมตร ในปี พ.ศ. 2554 ตามมาด้วยคำพิพากษาในปลายปี พ.ศ. 2556 ให้กัมพูชามีอธิปไตยทั้งหมดเหนือยอดเขาพระวิหาร แม้ศาลโลกจะไม่รับข้อเรียกร้องของกัมพูชาเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรโดยรอบ โดยพื้นที่พิพาทที่เหลือให้สองประเทศกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาในการปักปันเขตแดน

แต่คำตัดสินดังกล่าวกลับเป็นบทสรุปให้เห็นว่า การปลุกระดมชาตินิยมด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวรุนแรง โดยไม่ยึดถือหลักการและข้อเท็จจริงนั้นสร้างผลเสียมากมายมหาศาล เพราะนอกจากทางการไทยจะสูญเสียงบประมาณในการต่อสู้คดีกว่า 165 ล้านบาท และเสียสิทธิที่จะอ้างเอาพื้นที่โดยรอบปราสาทตามที่ผู้ชุมนุมฝ่ายขวาจัดกล่าวอ้างแล้ว ก็ยังทำให้ชุมชนท้องถิ่นสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพราะปัจจุบันทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารจากฝั่งไทยถูกปิด และท้องถิ่นไม่สามารถประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวได้อีก

เหนือสิ่งอื่นใดคือการสู้รบและสงครามที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนทหารในพื้นที่ทั้งสองฝั่งโดยที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ หลายคนที่ผ่านพ้นจากไฟสงครามครั้งนั้นยังคงต้องเผชิญกับฝันร้ายที่ยังคงหลอกหลอนมาจนถึงปัจจุบัน สงครามที่เกิดขึ้นคร่าชีวิตชาวบ้าน ทหารนับสิบราย และประชาชนอีกหลายหมื่นคนต้องอพยพออกจากบ้านเพื่อหนีภัยสงคราม

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง จึงขอให้ทุกฝ่ายไม่ว่าไทยและกัมพูชา ใช้ “สติ” ในการแก้ไขความขัดแย้งให้ทุเลาลงด้วยกระบวนการสันติวิธี อย่าได้ใช้ “อารมณ์โกรธเกรี้ยว” ในการแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยบทเรียนในอดีตอีก

เพื่อสันติภาพ และชีวิตของทุกคนบริเวณชายแดน

และสงคราม (รวมถึงการรัฐประหาร) ไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหา

ที่มา

AUTHOR

นักออกแบบกราฟิกจากเชียงใหม่ สนใจในเสียงดนตรี ภาพยนตร์ และความเป็นไปของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ไปพร้อมกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น