วันที่ 31 ตุลาคม หรือ วันฮาโลวีนนั้น เป็นวันเฉลิมฉลองก่อนวันสมโภชของนักบุญทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นวันที่มีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นหนึ่งในนั้นก็คือการจัดขบวนพาเหรด โดยผู้ที่มาร่วมงานต้องแต่งตัวเป็นภูตผีปีศาจตามตำนานพื้นบ้านต่าง ๆ หรือไม่ก็เป็นตัวละครจากสื่อบันเทิงแนวสยองขวัญยุคใหม่
และเมื่อเราพูดถึงตัวละครยอดนิยมที่ผู้คนมักแต่งกันในวันฮาโลวีนแล้ว ก็คงหนีไม่พ้น “ซอมบี้” ซากศพเดินได้ที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยเวทย์มนต์วูดูตามตำนาน หรือไม่ก็เชื้อไวรัสล้างโลก อาทิ ไข้หวัดสีเขียว (Green flu) จากเกม Left 4 Dead หรือ การติดเชื้อรา Cordyceps ในสมองมนุษย์ จากซีรีส์ The Last of Us ก็ตาม ซึ่งได้นำมาสู่คำถามว่าเชื้อโรคที่มีตัวตนจริง ๆ ในปัจจุบันจะสามารถกลายพันธุ์และ
“ทำให้เกิดซอมบี้ได้จริง ๆ ได้หรือไม่”
การติดเชื้อกับพฤติกรรมการเป็นซอมบี้
การติดเชื้อกับซอมบี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันของซอมบี้ โดยเฉพาะการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองของผู้ติดเชื้อที่จะปลุกความบ้าคลั่งของเหล่าผู้ติดเชื้อ ในทางการแพทย์เรียกการติดเชื้อนี้ว่า ‘โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ’ ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และปรสิต บริเวณศูนย์กลางระบบประสาท โดยพยาธิสภาพของโรคคือ ไม่อยากอาหาร แพ้แสงแดด มีไข้ สับสนมึนงง และไม่มีสมาธิ ถึงอย่างนั้นอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็สามารถรักษาให้หายได้และไม่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม
แต่ก็มีเชื้อโรคบางชนิดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อรา Cordyceps ในมดหรือแมลงที่บังคับให้มดปีนขึ้นยอดไม้, การติดเชื้อไวรัสในผีเสื้อกลางคืนยิปซีมอธ (Gypsy Moth) ที่บังคับผีเสื้อผู้โชคร้ายให้ปีนขึ้นที่สูง, พยาธิแส้ม้าในจิ้งหรีดที่บังคับให้โฮสต์ของมันกระโดดลงน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย
เชื้อควบคุมร่างกายนอกจากในแมลงแล้วเรายังพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อาทิ “ไวรัสพิษสุนัขบ้า หรือ Rabies Virus” ที่ทำให้มีอาการบ้าคลั่ง กลัวน้ำ และการติดเชื้อโปรโตซัว (สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็ก ๆ ) ที่ชื่อว่า “Toxoplasma gondii” ซึ่งมีโฮสต์ที่แท้จริงคือหนูและแมว โดยเชื้อปรสิตจะเข้าสู่ร่างกายของหนูและบังคับให้หนูไม่กลัวแสงและเดินออกมาโชว์ตัว ทำให้ถูกแมวล่าได้ง่ายก่อนที่เจ้าปรสิตจะเข้าสู่ตัวแมวในลำดับต่อไป ขณะเดียวกันปรสิตตัวนี้ก็สามารถก่อโรคในมนุษย์ได้ เรียกว่า ‘Toxoplasmosis’ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการอิจฉาริษยา หรือขี้หึง ไม่ค่อยไว้วางใจคนอื่น ชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ มีงานวิจัยพบผู้ติดเชื้อมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า รวมทั้งเพิ่มโอกาสการฆ่าตัวตาย โดยเชื้อควบคุมร่างกายเหล่านี้ไม่ได้บงการสมองโดยตรง แต่อาศัยการทำงานของสารสื่อประสาทในการสั่งการผู้ติดเชื้อ
อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ยังไม่มีเชื้อโรคชนิดใด ๆ ที่มีวี่แววจะเป็นต้นตอของซอมบี้ รวมทั้งวิทยาการทางแพทย์ที่พัฒนาทำให้เราสามารถรักษาและป้องกันการระบาดของโรคได้รวดเร็วขึ้น
คืนชีวิตแด่ซากศพ นวัตกรรมที่ (เกือบ) เป็นไปได้
ซอมบี้ไม่ว่าจะเกิดจากวิธีการใดก็ตามต่างก็มีจุดร่วมกัน คือ การปลุก “ซากศพหรือคนตาย” ให้ลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้งเพื่อไล่ล่าและแพร่ระบาดเชื้อซอมบี้ไปสู่เหยื่อรายต่อไป ซึ่งนั้นทำให้เหล่าซากศพเดินได้เหล่านี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวในแวดวงของการระบาดวิทยา เนื่องจากพวกมันสามารถคืนชีพให้กับผู้ติดเชื้อเพื่อแพร่ระบาดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว
‘การตาย’ คือสภาวะที่หัวใจ ชีพจร และระบบหายใจไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ แต่คำนิยามของแพทย์ต่างออกไป เนื่องจากวิทยาการทางแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเครื่องพยุงชีพสามารถทำงานทดแทนหัวใจและปอดได้แม้ว่าสมองจะหยุดทำงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการตายทางการแพทย์จึงหมายถึงการสูญเสียประสิทธิภาพการทำงาน 4 สัญญาณชีพ (ลมหายใจ, การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต และอุณหภูมิร่างกาย) ที่ควบคุมผ่านสมอง ดังนั้นเราจึงมักเห็นว่าแพทย์ระบุเวลาเสียชีวิตจากการหยุดทำงานของสมอง
โดยการฟื้นคืนชีพจากความตายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่สุด แต่นวัตกรรมปัจจุบันเราสามารถทำหัตถการที่ (คล้ายกับ) การฟื้นคืนชีพได้ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลได้ฟื้นฟูการทำงานของเซลล์และอวัยวะของหมูที่ตายไปแล้วหนึ่งชั่วโมงได้สำเร็จโดยการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ ซึ่งอวัยวะที่ปลูกถ่ายต้องได้มาจากหมูที่มีภาวะสมองตายแต่ระบบไหลเวียนโลหิตยังสามารถทำงานได้ (ตายทางการแพทย์ แต่ไม่เสียชีวิต) เท่านั้น
ดังนั้นหากซอมบี้มีจริง พวกมันจะไม่ใช่ซากศพที่ฟื้นจากความตายแต่เป็นผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งมีร่างกายคล้ายคนตายและถูกเชื้อปรสิตบงการและชักใยการกระทำเท่านั้น
เราจะมีซอมบี้แบบผีชีวะหรือไม่
ซอมบี้ในซีรีส์ผีชีวะ มีความสามารถทำให้โฮสต์ที่ติดเชื้อเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรมที่ตัวเชื้อสร้างขึ้น โดยกระบวนการนี้เราสามารถพบได้ในการติดเชื้อไวรัสที่จะฝังรหัสพันธุกรรมของตนเองในเซลล์เป้าหมายก่อนที่จะเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ โดยเชื้อเหล่านั้นต้องต่อสู้กับระบบภูมิคุ้มกันและการป้องกันรหัสพันธุกรรมของเซลล์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
กระบวนการป้องกันของพันธุกรรมของเซลล์มีความรัดกุมมาก ๆ ทั้งการถอดรหัส DNA เป็น mRNA ก่อนที่จะแปลงรหัสเป็นสายของกรดอะมิโนเพื่อป้องกันอนุมูลอิสระที่เกิดระหว่างกระบวนการอื่น ๆ ของเซลล์, การตรวจเช็กความถูกต้องของรหัสพันธุกรรมในแต่ละขั้นของวัฏจักรเซลล์และปลายสายของโครโมโซมที่ยาวเหยียดออกไปเพื่อป้องกันความเสียหายของรหัสสำคัญ
นอกจากนี้ หากรหัสพันธุกรรมของเซลล์ผิดพลาดไป เซลล์นั้นจะเข้าสู่กระบวนการการตายของเซลล์ หรือ Apoptosis เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยการตายของเซลล์ถือเป็นมาตรการขั้นสุดท้ายของเซลล์ในการปกป้องร่างกายจากการเปลี่ยนแปลงของพันธุกรรม
อ้างอิง
- https://health.clevelandclinic.org/zombie-virus
- https://thestandard.co/tomorrow-parasite/
- https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/meningitis#symptomss
- https://www.genome.gov/genetics-glossary/apoptosis
