บางครั้งซีรีส์วัยรุ่นก็ไม่ได้มีแค่หน้าที่พาเรากลับไปคิดถึงความรัก แต่พาเรากลับไปคิดถึง “ช่วงวัย” ที่ครั้งหนึ่งเราเคยได้เป็น ใครหลาย ๆ คนอาจจำรายละเอียดของห้องเรียนไม่ได้แล้ว จำชื่อครูบางคนไม่ได้ หรือแม้แต่ลืมไปแล้วว่าผลการเรียนตอนนั้นเป็นอย่างไร แต่กลับจำได้ว่าเคยนั่งซ้อนจักรยานใคร เคยเดินกลับบ้านกับใคร หรือเคยมีใครบางคนที่ทำให้การไปโรงเรียนทุกเช้ากลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นกว่าทุกวัน เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ มักไม่ใช่เหตุการณ์ใหญ่โต แต่เป็นความธรรมดาเล็ก ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความหมายที่สุดในชีวิต

“ต้นส้มอยู่บ้านเขา แต่ผลส้มหล่นมาบ้านเราตลอดเลย When Oranges Fall” จึงไม่ใช่เพียงซีรีส์ Coming of Age หรือเรื่องราวความรักของเด็กมัธยมเท่านั้น แต่เป็นการชวนผู้ชมย้อนกลับไปยังยุคที่โลกยังเดินช้ากว่านี้ ยุคที่ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่มีการแจ้งเตือนจากหน้าจอ ไม่ได้อยู่ในสัมคมก้มหน้า แต่มีเวลามากพอที่จะมองหน้ากัน ฟังกัน และปล่อยให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล เหมือนกับต้นส้มที่ไม่ได้ออกผลในวันเดียว เช่นเดียวกับความรู้สึกของคนสองคนที่ค่อย ๆ งอกงามอย่างเงียบงัน

วันนี้ SUM UP มานั่งคุยกับน้อง ๆ ทั้ง ‘แอลม่อน-ภูมิสุวรรณ สุวรรณสถิตย์’ และ ‘โปรเกรส-ภาสวิชญ์ ธรรมสังคีติ’ ชวนกันย้อนกลับไปคุยกันถึงฤดูกาลของการเติบโต วันที่ทั้งคู่ก้าวเข้ามาในวงการพร้อมกัน วันที่เรียนรู้จะเป็นนักแสดง เป็นพาร์ทเนอร์ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน เพราะบางที สิ่งที่เติบโตไปพร้อมกับตัวละคร “โก๋หนึ่ง” และ “โก๋สอง” อาจไม่ใช่แค่เรื่องราวในซีรีส์ แต่คือความผูกพันของคนสองคนที่ค่อย ๆ เติบโตอย่างช้า ๆ เรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความสบายใจที่ส่งต่อไปถึงคนดู

เมื่อ “สองโก๋” อ่านบทครั้งแรก

โปรเกรส : ก่อนที่จะได้อ่านบท ผมไปตามอ่านเวอร์ชันนิยายมาก่อนครับ รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ารักและอบอุ่นมาก การดำเนินเรื่องมันรันไปตามฤดูกาลของโลกเลย ทั้งฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ร่วง มันดูมีความสุขเหมือนเป็นซีรีส์นักเรียนใส ๆ ย่อยง่ายครับ

แอลม่อน : ส่วนผมพออ่านชื่อเรื่องครั้งแรก รู้สึกว่ายาวมากกกกกก! (หัวเราะ) แต่ก็พอเข้าใจได้นะ แล้วพอได้รู้ว่าตัวเองรับบทอะไร ก็รู้สึกว่าตรงคาแรกเตอร์นั้นเลย อย่างของโก๋หนึ่งก็ตรง โก๋สองก็ตรง มีความคล้ายตัวจริงพวกเราอยู่ครับ

ตัวจริง VS ตัวละคร

โปรเกรส : ของผมจริง ๆ ก็คล้าย ๆ นะ ประมาณ 70% ก็ถือว่าเยอะเกินครึ่งนะ อย่างผมก็ชอบกินส้มเหมือนกัน  แล้วโก๋หนึ่งมันมีความกวน ๆ ซน ๆ แก่น ๆ ทะเล้น ๆ เป็นคนที่ทำก่อนคิด แล้วก็ชิล ๆ กับชีวิต…เหมือนผมเลยครับ มันมีความง่ายแต่ก็มีความยากเหมือนกันนะ ความยากของโก๋หนึ่งคือเรื่อง Energy แล้วก็ยุคสมัยที่มันไม่เหมือนยุคนี้ ตอนไปกอง พี่นิว (ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล-ผู้กำกับ) บอกผมเลยว่า ‘สมมติให้ energy ตัวเอง 100 ใช่ไหม แต่สำหรับโก๋หนึ่ง สาดไป 1,000,000 เลย!’ ต้องเบอร์นั้นเลยครับ

แอลม่อน : บท ‘โก๋สอง’ ของผม จริง ๆ เขาเป็นเด็กเรียน เรียบร้อย พูดน้อย พูดเพราะ แล้วก็เงียบ ๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ซึ่งตรงกับผมเลยครับ แต่ก็ไม่ได้เหมือนไปซะทุกอย่าง ก็ต้องมีการเพิ่มครับ เราต้องทำการบ้านกับตัวละครเยอะมาก ว่าจริง ๆ แล้วตัวละครนี้ไม่ใช่แค่เงียบหรือพูดน้อยเฉย ๆ แต่เขาพูดสิ่งที่เป็นตัวเขา เขามีความคิด และทุกอย่างมันผ่านกระบวนการคิดของเด็กคนนี้มาแล้วครับ โก๋สองเขามีเป้าหมายชัดเจนมากว่าอยากเป็นหมอ

กระแสตอบรับที่เกินคาด และความเคารพต่อแฟนนิยาย

แอลม่อน : ผลตอบรับดีมากเลยครับ ผมทำการบ้านมามาก พอถึงเวลาที่ต้องเล่น ทำให้ผมอินมากจริง ๆ ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ร่วมแสดงด้วย ถึงแม้เราจะเล่นกันมากในกอง แต่พวกเขาก็ส่งบทให้ผมได้อย่างดีมาก ๆ ครับ

โปรเกรส : กระแสก็ค่อนข้างไปทางที่ดีครับ แล้วก็รู้สึกว่าภูมิใจ เกินความคาดหวังของผมไปมากเลย มันดีกว่าที่พวกเราสองคนและเพื่อน ๆ คิดไว้เยอะมาก ตอนถ่ายทำผมพยายามถ่ายทอดออกมาให้ได้เยอะที่สุด เพราะอยากเคารพตัวละคร เคารพนิยายต้นฉบับด้วย อยากให้โก๋หนึ่งหลุดออกมาจากนิยายให้ได้มากที่สุดครับ อย่างที่เล่าให้ฟัง ผมซื้อนิยายมาอ่านก่อน แล้วทำความเข้าใจกับตัวละครในนั้น พอมาเวิร์กช้อปก็ได้พี่นิวคอยช่วย ทำให้เราเข้าใจความเป็นโก๋หนึ่งมากขึ้น แล้วพอทุกอย่างมันเริ่มซึมเข้าไปในความเป็นผม มันเลยออกมาอย่างที่ทุกคนเห็นครับ

เบื้องหลังความป่วนในกอง

โปรเกรส : ผมบอกเลยว่าในกองสนุกมากกกก มันเป็นกองที่เหมือนจับลิงใส่กระด้งเลยครับ (หัวเราะ) อบอุ่นและสนุกมากเพราะพวกเราวัยเดียวกัน ได้ทำอะไรย้อนยุคจริง ๆ ได้เวิร์กชอปด้วย มันทำให้คิดถึงบรรยากาศกองเก่า ๆ เลยครับ พอได้มาทำงานที่ใหม่แล้วเราก็สนุกตามไปด้วย ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่ากองนี้มันมีความเชื่อมโยงกับทุกอย่างในชีวิตของผมเลยเลย อย่างผมกับพี่นิว เราเจอกันมาบ่อยมาก แต่ก็ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มาทำงานด้วยกันจริง ๆ

แอลม่อน : ส่วนผมเวลาอยู่ในกองก็จะเงียบ ๆ หน่อย แต่สนุกครับ (ยิ้ม) ก็ขึ้นอยู่กับคิวด้วยครับว่าวันนั้นผมอยู่กับโปรเกรสแค่คนเดียว หรือว่ามีเพื่อน ๆ คนอื่นอยู่ด้วย ถ้ามีเพื่อน ๆ อยู่ด้วยเยอะก็จะมีพลัง ดีด ๆ หน่อย พูดเยอะหน่อยเพราะมีเพื่อน คุยสนุกไม่เหงาดีครับ

โปรเกรส : ใช่ครับ เพราะบางทีถ้าอยู่กับผมสองคน เวลาว่าง ๆ ผมจะชอบนั่งอ่านบทอย่างเดียว ไม่ค่อยคุยด้วย ม่อนเขาก็เลยจะเหงา ๆ หน่อย (ยิ้ม)

วันเวลาที่เติบโตขึ้นของ แอลม่อน – โปรเกรส

โปรเกรส : การที่ได้เข้ามาอยู่ในบ้าน GMMTV มันเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก ๆ เลยด้วยครับ เพราะคนเยอะ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ รู้สึกดีตั้งแต่เข้ามาเลยนะ รู้สึกว่าพอเราเข้ามาแล้วรุ่นพี่สอนเรา friendly มาก ทำให้รู้สึกสบายใจ เป็น safe zone อีกที่หนึ่งของผมเลย ทีมงานทุกคนก็โอเคกับผมมากครับ

แอลม่อน : ถ้าเทียบกับตอนนู้น ผมรู้สึกว่าตอนนั้นพวกเรายังใหม่กันมาก ๆ ด้วยคาแรกเตอร์ตอนนั้นพอเด็ก ๆ มารวมตัวอยู่ด้วยกัน มันก็ฟีลเหมือนเด็กเล่นกันจริง ๆ เพราะพวกเราเด็กกันจริง ๆ (ยิ้ม) แต่พอมาถึงเรื่องต้นส้มฯ เรารู้สึกว่าเราต้องมืออาชีพมากขึ้น ต้องโตมากขึ้น ทั้งตัวเราเองและเพื่อน ๆ นักแสดงที่อยู่ด้วยกันประมาณ 17-18 คน ทุกคนมีความโตขึ้นชัดเจนครับ

โปรเกรส : ใช่ครับ เพราะตอนผมเล่น Love Sick ตอนนั้นอายุแค่ 14-15 ปีเอง พอได้มาเล่นเรื่องนี้เราเลยรู้แล้วว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง เราได้ประสบการณ์จากตอนนั้นมาแล้ว ก็รู้ว่าต้องทำการบ้านยังไง ต้องศึกษาตัวละครแบบไหน พยายามทำการบ้านให้ได้เยอะที่สุดเลยครับ 

มีอีกเรื่องที่ผมอยากแชร์ให้ฟังสำหรับกองนี้ คือผมได้ประสบการณ์มากขึ้นครับ โดยเฉพาะเรื่องสมาธิเวลาอยู่ในกอง การนั่งสมาธิผมว่าเกี่ยวมาก ๆ เลยนะ เพราะด้วยความที่อากาศมันร้อนมาก ๆ อย่างบ้านโก๋นี่คือโลเคชันที่ร้อนที่สุดตั้งแต่ผมถ่ายมาเลยครับ บ้านโก๋กับบ้านอาชิเป็นสองโลเคชันที่อยู่กรุงเทพฯ ส่วนที่เหลือคือไปต่างจังหวัดหมดเลย

บ้านอาชิเป็นโลเคชันที่สบายที่สุดแล้ว บ้านอาชิเย็น แต่บ้านโก๋นี่ร้อนที่สุด อุปสรรคอย่างเดียวของกองนี้คือเรื่องความร้อนนี่แหละครับ มันเลยทำให้เราได้พัฒนาความมีสมาธิมากขึ้น เพราะเวลาอากาศมันร้อนมาก ๆ สมาธิเราจะหลุดได้ง่าย ผมเองก็เป็นในบางซีนที่ร้อนจัด ๆ คือลืมบท ลืมทุกอย่าง ลืมคอนทินิวไปเลย บางทีก็ต้องขอพักแป๊บหนึ่งก่อนแล้วค่อยกลับมาเล่นใหม่ ไม่อย่างนั้นไม่ไหวจริง ๆ ครับ

แอลม่อน : ส่วนของผม ผมว่าผมได้เรียนรู้เรื่องการจัดการตัวเองครับ ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำเวลาอยู่ในกอง อะไรที่เป็นหน้าที่ที่เราต้องโฟกัสก่อน แล้วอะไรที่ค่อยเอาไว้ทำทีหลังก็ได้ เพราะเราก็คิดว่าเราต้องเป็นมืออาชีพได้แล้ว เนื่องจากนี่เป็นซีรีส์เรื่องที่สองแล้วด้วย และเรารู้สึกว่าคนดูคาดหวังกับเรื่องนี้มาก พวกเราก็เลยตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดครับ

ประโยคในความทรงจำ และซีนอารมณ์ที่ต้องแข่งกับเวลา

โปรเกรส : เป็นซีนที่โก๋หนึ่งกับโก๋สองทะเลาะกันครับ รู้สึกว่าซีนนั้นบทดีมาก บรรยากาศโดยรวมมันดูคลุมเครือ ดูขมปี๋เลย แต่หลังจากซีนนั้นทุกอย่างก็คลี่คลายลงเพราะได้เคลียร์กัน ตอนแรกผมกังวลอยู่เรื่องเดียวเลยคือ ‘จะร้องไห้ได้มั้ย?’ คือไม่มั่นใจเลย ไม่คิดว่าตัวเองจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ขนาดนั้น แต่พี่นิวบรีฟแค่ว่า ‘สมาธินะ ค่อย ๆ เล่นนะ’ ผมก็ค่อย ๆ เล่นและคล้อยตามประโยคไป สุดท้ายก็ร้องออกมาเองเลย

แอลม่อน : ผมก็ชอบซีนดรามาซีนนี้เหมือนกันครับ รู้สึกว่ามันท้าทายมาก เพราะนอกจากจะเป็นซีนอารมณ์แล้ว วันนั้นเราต้องแข่งกับฝนและแข่งกับเวลาด้วย เนื่องจากรถน้ำที่เอามาฉีดทำฝนเทียมเขามีน้ำจำกัด เราเลยต้องมีสมาธิกับการเล่นสูงมาก แต่ฟีลแบบนี้แหละที่สนุกเพราะได้ท้าทายตัวเองครับ

อีกซีนคือตอนปั่นจักรยานใน EP.2 แล้วโก๋สองบอกโก๋หนึ่งว่า ‘ต่อไปนี้เราขอเรียกนายว่าส้มนะ’ ผมรู้สึกว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่โก๋สองเริ่มเปิดใจให้ใครคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต ในเมื่อโก๋หนึ่งยังตั้งชื่อให้เราได้เลย ทำไมเราจะตั้งชื่อให้เขาบ้างไม่ได้ ประโยคนี้เลยมีความหมายมากสำหรับผมและตัวละครครับ

โปรเกรส : มีอีกซีนหนึ่งที่ผม repost ใน X เป็นวีนบนเรือกับพี่กัปตัน ผมชอบมาก ๆ เลยครับ เพราะมันทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งเลยว่าบ้านโก๋อบอุ่นขนาดไหน ถ้าไม่ใช่พี่กัปตันมันคงไม่ดีเท่านี้ ทั้งแสงและองค์ประกอบทุกอย่างดีมาก ดูแล้วยิ้มตามได้จริง ๆ ถ้านับแยกจากพวกซีนที่เข้ากันของเราสองคน ผมว่าซีนนี้อบอุ่นที่สุดเลย ตอนถ่ายจริงผมจำได้แม่นเพราะวันนั้นเมาเรือด้วย (หัวเราะ) ก็พยายามเค้นตัวเองออกมาให้ดีที่สุด ในใจคิดแค่ว่า ‘อ้วกก็อ้วก’ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ความในใจ พื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน

โปรเกรส : ตั้งแต่ตอน Love Sick ปี 2024 จนถึงตอนนี้ก็เข้าปีที่ 3 แล้วครับ ถ้านับรวม ๆ ก็ประมาณเกือบ ๆ 3 ปี พวกเราโตมาด้วยกันครับ ตอนแรกเริ่มเราสองคนก็งู ๆ ปลา ๆ เหมือนกันนี่แหละ ทั้งเรื่องการวางตัวในวงการบันเทิง การเล่นซีรีส์ หรือการก้าวขาเข้ากองแล้วไปเล่นในซีนแต่ละซีน มันเลยรู้สึกว่าเราเติบโตมาด้วยกันจริง ๆ ตอนนี้รู้อะไรกันมากขึ้น รู้ใจกันมากขึ้น เวลาอยู่บนเวทีแค่มองตาก็แทบรู้แล้วว่าอีกคนจะทำอะไร หรือต้องช่วยอะไรกัน ไม่จำเป็นต้องบอกขนาดนั้น ไม่ต้องเตี๊ยมอะไรเยอะ แต่บางอย่างเตี๊ยมหน่อยก็ดีครับ (หัวเราะ) เพราะบางทีมุกเขามาผมก็ตามไม่ทัน

แอลม่อน : ถ้าพูดถึงเรื่องการเติบโตของกันและกัน ผมว่าโปรเกรสเขาพัฒนาขึ้นในหลายเรื่องเลยนะ ทั้งเรื่องการร้องเพลงและการแสดง ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเราสองคนพัฒนาควบคู่กันมา เรียนรู้ทุก ๆ อย่างมาพร้อม ๆ กัน เข้าวงการมาพร้อมกัน สิ่งที่เราเจอมาเราก็เจอมาพร้อมกันครับ มันเลยไม่ได้มีใครที่เก่งไปกว่าใคร แต่มันคือการที่พวกเราทั้งสองคนคอยช่วย ๆ กันมากกว่า ถ้าถามว่ามีอะไรอยากบอกกันไหม ทุก ๆ อย่างเราคุยกันประจำอยู่แล้วครับ มีอะไรเราบอกกันมาตลอดเลย

โปรเกรส : ก็อยากขอบคุณม่อนที่คอยรับฟังกัน แล้วก็คอยคุยคอยเคลียร์ใจกันในหลาย ๆ เรื่อง มีการทำ Deep Talk กันอยู่เรื่อย ๆ อย่างน้อยการที่เราเปิดใจคุยกันตรง ๆ ได้ ผมว่ามันโอเคมากเลย มันทำให้เรารู้ใจกันมาก ๆ ซึ่งการที่เราสองคนรู้ใจกันในชีวิตจริงแบบนี้ ผมว่ามันดี มันดีมากเลยจริง ๆ ครับ

ความสุขวันนี้ในวัยที่กำลังเติบโต 

แอลม่อน : การได้นอนหลับเต็มอิ่มครับ (หัวเราะ) มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องธรรมดามากนะ แต่สำหรับวันนี้และในวัยนี้ของผม มันคือช่วงเวลาที่เราต้องทำงานหนักกันมาก ๆ เลยรู้สึกว่าวันไหนที่เรารู้ว่าพรุ่งนี้สามารถตื่นสายได้ หรือวันไหนที่รู้ว่าพรุ่งนี้ไม่มีงานอะไรต้องทำ แล้วเราได้นอนหลับเต็มอิ่มจริง ๆ แค่นั้นผมก็มีความสุขมากแล้วครับ

โปรเกรส : ของผมก็น่าจะเป็นการได้ออกกำลังกาย ได้นอน แล้วก็การได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อน ๆ ครับ คือตอนนี้ผมอยู่ ม.6 แล้ว มันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตมัธยมแล้วจริง ๆ การอยู่กับเพื่อนเลยเป็นความสุขที่สำคัญของผมอย่างหนึ่ง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเพื่อนแต่ละคนจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิตไหม พรุ่งนี้เขาอาจจะจากเราไปแล้วก็ได้ มันเลยทำให้รู้สึกว่าเราอยากเก็บทุกความทรงจำของ ม.6 นี้ไว้ให้ดีที่สุด รู้สึกว่าเป็นวัยที่กำลังสนุก และในขณะเดียวกันก็อยากส่งต่อสิ่งดี ๆ หรือสร้างประโยชน์อะไรหลาย ๆ อย่างให้รุ่นต่อ ๆ ไปในโรงเรียนด้วยครับ

SUM UP : ในซีรีส์ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพาร์ทของช่วงวัยเรียนเหมือนกันใช่ไหม?

โปรเกรส : ใช่ครับ มันเป็นพาร์ทคาแรกเตอร์ที่เชื่อมโยงกับตัวผมด้วยเหมือนกันนะ อย่างตัว ‘โก๋หนึ่ง’ ในเรื่องเขาจะเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปตอนก่อนที่ผมจะเข้าวงการ ผมก็ไม่รู้เป้าหมายของตัวเองเหมือนกันว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร คือเคยมีความคิดว่าอยากเป็นสิ่งนี้นะ แต่พอผ่านไปสักพักเราก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบแล้ว และไม่อยากเป็นมันแล้วเหมือนกัน ซึ่งจุดนี้เป็นอะไรที่ผมตรงกับตัวละครมากครับ

แอลม่อน : จริง ๆ ผมก็คิดถึงชีวิตช่วงนั้นนะครับ รู้สึกว่าชีวิตตอนมัธยมมันไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย ยิ่งช่วง ม.6 มันคือวัยที่กำลังจะก้าวไปสู่มหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ ทุกคนจะรู้กันดีว่านี่คือโค้งสุดท้ายที่เราต้องเก็บเกี่ยวชีวิตมัธยมให้เต็มที่ที่สุด ทุกคนเลยใช้ชีวิตกันเต็มเหนี่ยวมาก มันคือช่วงเวลาที่พอเลิกเรียนปุ๊บ ก็ไปหาอะไรกินกันต่อ เวลาว่างก็ชวนกันไปเดินเล่นไปเที่ยวห้าง มันแฮปปี้และหัวสมองโล่งมากครับ

โปรเกรส : แต่จุดที่ชีวิตจริงของเราจะต่างกับในซีรีส์หน่อยก็คือเรื่องของยุคสมัยครับ เพราะในซีรีส์มันไม่มีสมาร์ตโฟน เป็นยุคที่เป็นโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์ปุ่มกดธรรมดา ๆ เลย ซึ่งตอนแรกพวกผมก็งงเหมือนกันนะว่าสมัยก่อนเขาใช้ชีวิตกันยังไงถ้าไม่มีมือถือให้ไถ (หัวเราะ) ก็ต้องพยายามทำการบ้านและถ่ายทอดมันออกมาให้สมจริงที่สุด แต่ถามว่าอินมั้ย ผมก็อินนะ เพราะที่โรงเรียนจริงของผม ทุกเช้าก็ต้องฝากโทรศัพท์มือถือเหมือนกัน มันเลยพอจะได้ฟีลตัดขาดจากโลกโซเชียลคล้าย ๆ ในเรื่องอยู่ครับ

99

วันที่ไปดู Final EP. พร้อมกับแฟนคลับ คิดว่าจะเขินฉากไหนมากที่สุด

โปรเกรส : อาจจะเป็นฉากจบของเรื่องเลยครับ ฉากจบของเรื่องผมว่ามีความเขินสูงมาก เพราะว่ามันเป็นฉากที่…………………………………… (หันไปมองคนข้าง ๆ)

แอลม่อน : ……………………ที่มันน่ารักมาก ๆ (ยิ้ม)

โปรเกรส : แต่พวกเราไม่บอกหรอกครับว่าเป็นฉากอะไร (ยิ้ม)

แอลม่อน : อยากให้ไปรอดูด้วยตัวเองดีกว่าครับ ไม่อยากสปอยล์เยอะ

โปรเกรส : ใบ้ให้แค่นิดหนึ่งแล้วกันครับว่า มันเป็นตอนจบที่ให้ฟีลเหมือนหนังเรื่อง The Conjuring ภาคสุดท้ายเลย (หัวเราะ) คือถ้าเราตัดเรื่องผีออกไป โดยเนื้อแท้ของ The Conjuring มันคือหนังครอบครัวที่อบอุ่นมาก ๆ ยิ่งพาร์ทสุดท้ายนี่คือฟีลครอบครัวอบอุ่นสุด ๆ ซึ่งตอนจบของซีรีส์เราก็จะได้โมเมนต์ที่ให้ความรู้สึกทัชใจและอบอุ่นฟีล ๆ นั้นเหมือนกันครับ

พลังใจจากชาวด้อม มีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอกัน

แอลม่อน : เวลาผมได้เจอคนที่ชอบเรา ผมอาจจะไม่รู้หรอกครับว่าพี่คนนั้นเขาติดตามเรามานานแค่ไหน เพราะบางทีเราบังเอิญเจอกันข้างนอก แต่เชื่อไหมว่าแค่เขาเดินเข้ามาทักเรา เราก็ดีใจและมีความสุขมาก ๆ แล้วครับที่เขารู้จักเรา

อยากจะขอบคุณทุก ๆ คนเลยนะครับที่ชอบในตัวพวกเรา และขอบคุณที่คอยซัปพอร์ตกันมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับกลุ่มเดิมที่อยู่กันมานาน หรือแฟนคลับใหม่ ๆ ที่เพิ่งจะเข้ามาติดตาม ยินดีต้อนรับมาก ๆ เลยครับ ดีใจที่ได้มารู้จักกัน ได้มาเจอกัน และขอบคุณที่รักในผลงานของพวกเรา

โปรเกรส : ตอนที่ได้เจอแฟนคลับทุก ๆ ครั้ง สำหรับผมคือตื่นเต้นครับ (ยิ้ม) บางทีรู้สึกว่าแค่ทุกคนสละเวลามาหา มาทักทาย หรือแค่รู้จักชื่อผม ผมก็ปลื้มใจและตื้นตันมาก ๆ แล้วครับ

ผมอยากขอบคุณพี่ ๆ แฟนคลับ และแม่ ๆ ทุกคนเลยครับ ขอบคุณที่คอยซัปพอร์ตพวกเรามาตลอด บางคนอาจจะตีความคำว่า ‘ซัปพอร์ต’ แตกต่างกันไป แต่สำหรับผม มันคือการเทคแคร์ที่อบอุ่นมาก อย่างเรื่องการส่งฟู้ดซัปพอร์ต หรือการทำแฟนโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้ ซึ่งจริง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้เลยครับ แต่มันเป็นความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกคนตั้งใจทำให้เรา บางคนเขามาหาเราด้วยตัวเองไม่ได้ เขาก็ยังอุตส่าห์ส่งของส่งกำลังใจมาให้ มันเป็นการดูแลที่ผมรู้สึกว่าอบอุ่นและซึ้งใจจริง ๆ ขอบคุณมาก ๆ นะครับ

เมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย เราเพิ่งสังเกตว่าตลอดเวลาที่คุยกัน แอลม่อนกับโปรเกรสแทบไม่เคยปล่อยให้อีกฝ่ายต้องตอบคำถามเพียงลำพัง คนหนึ่งเล่า อีกคนคอยต่อประโยค คนหนึ่งลืม อีกคนช่วยเติม บางครั้งแค่หันไปสบตากันก็เหมือนเข้าใจแล้วว่าควรพูดอะไรต่อ ความสัมพันธ์แบบนี้อาจสร้างขึ้นไม่ได้ด้วยการเวิร์กช็อปหรือการซ้อมเพียงไม่กี่เดือน แต่มันเกิดจากการเติบโต การเรียนรู้ และการผ่านช่วงเวลาหลายปีมาด้วยกันจริง ๆ

ในฐานะคนสัมภาษณ์ สิ่งที่ประทับใจนอกจากความเป็น “โก๋หนึ่ง” กับ “โก๋สอง” บนหน้าจอแล้ว ความเป็นแอลม่อนกับโปรเกรสในชีวิตจริงยังคงมีความน่ารักมาก ๆ ทั้งคู่มีจังหวะที่เป็นธรรมชาติ ปล่อยพื้นที่ให้อีกคนได้เป็นตัวเองในจังหวะที่เหมาะสม มันเป็นความน่ารักที่ไม่ต้องพยายามสร้าง และเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาทั้งคู่ยืนอยู่ด้วยกัน จึงทำให้คนรอบข้างเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว (เพราะคนสัมฯ ก็ยิ้มเหมือนกัน)

บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ “ต้นส้มอยู่บ้านเขา แต่ผลส้มหล่นมาบ้านเราตลอดเลย When Oranges Fall” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของความรักในช่วงวัยเรียน แต่เป็นเรื่องของผู้คนที่เติบโตไปพร้อมกัน ทั้งตัวละคร นักแสดง และคนดู เพราะเมื่อซีรีส์จบลง สิ่งที่ยังคงหล่นค้างอยู่ในใจ อาจไม่ใช่เพียงผลส้มจากชื่อเรื่อง หากเป็นความอบอุ่นของมิตรภาพ ความจริงใจ และความทรงจำดี ๆ ที่แอลม่อนและโปรเกรสฝากเอาไว้ จนเชื่อว่าหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเติบโตไปอีกไกลแค่ไหน ทั้งสองคนก็จะยังเป็นฤดูกาลที่สวยงามในความทรงจำของผู้ชมอีกนานแสนนาน ดังที่ลูกพี่โก๋ได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลา … การรู้จักใครสักคน คือการทำความรู้จักโลกทั้งใบของเขา” นั่นเอง

“ต้นส้มอยู่บ้านเขาแต่ผลส้มหล่นมาบ้านเราตลอดเลย When Oranges Fall”
กำกับโดย: ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล
ผลิตโดย: จีเอ็มเอ็มทีวี
ออกอากาศ ทุกวันพุธ เวลา 20:30 น. ดูทีวี ช่อง GMM25 
ดูย้อนหลัง แอป oneD ที่เดียว เวลา 21:30 น.

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน