การขึ้นสู่อำนาจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์สยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) ท่ามกลางคลื่นลมแห่งจักรวรรดินิยมตะวันตกที่โหมกระหน่ำทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงนำพาสยามให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมด้วยวิเทโศบายอันชาญฉลาดและการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย หนึ่งในมรดกสำคัญที่สุดที่พระองค์ทรงริเริ่มไว้ตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชในพระนาม “วชิรญาณภิกขุ” คือการสถาปนาคณะสงฆ์ “ธรรมยุติกนิกาย” (ผู้ปฏิบัติตามธรรม) ซึ่งมักได้รับการสดุดีว่าเป็นขบวนการปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ผุดผ่องตามพระธรรมวินัยดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมิติที่ลึกซึ้งและรอบด้านยิ่งขึ้น จะพบว่าการก่อตั้งธรรมยุติกนิกายมิได้จำกัดอยู่เพียงปริมณฑลทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์อันแยบยลในการสั่งสมบารมี สร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ และสถาปนาฐานอำนาจทางการเมืองที่มั่นคง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสด็จขึ้นครองราชย์และพระราชกรณียกิจในการปกครองบ้านเมืองในเวลาต่อมา โดยบทความนี้จะมาวิเคราะห์บทบาทอันซับซ้อนของธรรมยุติกนิกาย ทั้งในฐานะขบวนการปฏิรูปศาสนาและเครื่องมือทางการเมืองในบริบททางประวัติศาสตร์ของสยามช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง
สภาพการณ์พระพุทธศาสนาและภูมิทัศน์ทางการเมืองในสยามก่อนการปฏิรูป
ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) (พ.ศ. 2367-2394) พระพุทธศาสนาในสยามแม้จะได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ปรากฏลักษณะของการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิม ภูตผีปีศาจ และไสยศาสตร์เข้ากับการปฏิบัติทางศาสนาอย่างกว้างขวาง พระสงฆ์จำนวนไม่น้อยถูกมองว่าหย่อนยานในพระธรรมวินัย การศึกษาพระปริยัติธรรมมักเน้นการท่องจำมากกว่าความเข้าใจแก่นแท้ของพระสูตรและพระวินัย นอกจากนี้อิทธิพลของคติมหายานและตันตระที่เคยรุ่งเรืองในอดีตก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง

ในขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ทางการเมืองก็มีความซับซ้อน เจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระยศเดิมของรัชกาลที่ 4) แม้จะทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) แต่เนื่องจากกลุ่มขุนนางสกุลบุนนาคให้การสนับสนุนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) ซึ่งมีพระชนมายุมากกว่าและมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินมากกว่า ทำให้เมื่อรัชกาลที่ 2 สวรรคต ราชสมบัติจึงตกแก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ การตัดสินพระทัยออกผนวชของเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ในปี พ.ศ. 2367 ขณะมีพระชนมายุ 20 พรรษา จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดและปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง
วชิรญาณภิกขุ กับการแสวงหาความรู้และการจุดประกายการปฏิรูป
ตลอดระยะเวลา 27 พรรษาในสมณเพศ วชิรญาณภิกขุทรงอุทิศพระองค์ให้กับการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะภาษาบาลีอันเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงพระไตรปิฎกโดยตรง พระองค์ทรงตระหนักถึงความเบี่ยงเบนและความไม่สอดคล้องกันระหว่างคำสอนดั้งเดิมในพระคัมภีร์กับการปฏิบัติของสงฆ์ส่วนใหญ่ในสยามขณะนั้น การค้นพบนี้จุดประกายให้ทรงมีพระปณิธานอันแรงกล้าที่จะชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์

วชิรญาณภิกขุได้เสด็จธุดงค์ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อศึกษาการปฏิบัติของพระสงฆ์ในท้องถิ่น และที่สำคัญคือการได้ทรงพบกับพระภิกษุชาวมอญรูปหนึ่ง (บ้างก็ว่าเป็นคณะสงฆ์มอญ) ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมและพระวินัยที่เคร่งครัดตามแบบลังกาวงศ์ดั้งเดิม การได้สนทนาธรรมและสังเกตวัตรปฏิบัติของพระมอญเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้พระองค์มั่นใจในแนวทางการปฏิรูปของตน
เมื่อเสด็จกลับมายังกรุงเทพฯ วชิรญาณภิกขุได้เริ่มก่อตั้งคณะสงฆ์กลุ่มเล็ก ๆ ที่เน้นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด โดยเริ่มจากวัดสมอราย (ปัจจุบันคือวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร) และต่อมาได้ย้ายมาพำนักและพัฒนาแนวทางของพระองค์ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมกยุตินิกายในเวลาต่อมา
การสถาปนาธรรมยุติกนิกาย หลักการและการขยายเครือข่าย
ธรรมยุติกนิกายที่วชิรญาณภิกขุทรงสถาปนาขึ้น มีหลักการสำคัญที่แตกต่างจากการปฏิบัติของสงฆ์ส่วนใหญ่ (ซึ่งต่อมาเรียกว่า “มหานิกาย”) ดังนี้
ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย (Vinaya)
เน้นการปฏิบัติตามสิกขาบททุกข้ออย่างละเอียด เช่น การครองจีวรแบบห่มดอง (การห่มจีวรให้รัดกุมแนบตัวและเปิดบ่าขวาเมื่ออยู่ในวัด ปิดบ่าเมื่อออกนอกวัด) การไม่รับเงินทองโดยตรง การฉันอาหารมื้อเดียวหรือสองมื้อในเวลาที่กำหนด การออกเสียงภาษาบาลีให้ถูกต้องตามสำเนียงมคธโบราณ
การศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรง ให้ความสำคัญกับการศึกษาคัมภีร์ภาษาบาลีด้วยตนเอง แทนที่จะอาศัยเพียงอรรถกถา ฎีกา หรือคำสอนจากครูอาจารย์เป็นหลัก เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและไม่บิดเบือน

การปฏิเสธความเชื่องมงายและไสยศาสตร์ ทรงสอนให้ละเว้นจากการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักเหตุผลในพระพุทธศาสนา เช่น การเชื่อเรื่องภูตผี การประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อลาภยศหรือป้องกันภัยอันตราย
การส่งเสริมปัญญาและการใช้เหตุผล (Rationalism)
สนับสนุนการใช้สติปัญญาพิจารณาคำสอนและปรับให้เข้ากับยุคสมัย ทรงให้ความสนพระทัยในวิทยาการตะวันตก เช่น ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และละติน ซึ่งทรงศึกษาจากมิชชันนารีชาวอเมริกันและยุโรป เช่น หมอบรัดเลย์ และสังฆราชปาลเลอกัวซ์

การสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่าง การปฏิบัติตนที่เคร่งครัด การครองจีวรที่เป็นแบบแผน การเน้นความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในวัด ทำให้พระสงฆ์ธรรมยุตมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากพระสงฆ์มหานิกาย
แนวทางการปฏิรูปของวชิรญาณภิกขุได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มเจ้านาย ขุนนาง และปัญญาชนหัวก้าวหน้าที่มองเห็นความสำคัญของการปฏิรูปศาสนาควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ บุคคลสำคัญหลายท่านได้เข้ามาอุปสมบทในคณะธรรมยุตหรือเป็นผู้อุปถัมภ์วัดธรรมยุต เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท, เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เป็นต้น เครือข่ายนี้ค่อย ๆ ขยายตัวออกไปอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง วัดบวรนิเวศวิหารกลายเป็นศูนย์กลางทางปัญญาแห่งใหม่ที่มีการเรียนการสอนทั้งพระธรรมวินัยและวิทยาการสมัยใหม่
ธรรมยุติกนิกายกับการสร้างฐานอำนาจทางการเมือง
แม้เจตนารมณ์หลักในการก่อตั้งธรรมยุติกนิกายคือการปฏิรูปศาสนา แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาได้ส่งเสริมสถานะและอิทธิพลทางการเมืองของวชิรญาณภิกขุอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งในช่วงก่อนและหลังการขึ้นครองราชย์
ช่วงก่อนการขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 2367-2394)
การสร้างเครือข่ายชนชั้นนำ (Elite Network)
การที่วชิรญาณภิกขุทรงเป็นผู้นำของคณะสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับว่า “บริสุทธิ์” “เคร่งครัด” และ “ทรงภูมิรู้” ทำให้พระองค์กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของกลุ่มเจ้านายและขุนนางที่มีหัวคิดก้าวหน้า การอุปสมบทในคณะธรรมยุตหรือการเป็นโยมอุปัฏฐากวัดธรรมยุต กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและมีปัญญา เครือข่ายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเกิดสุญญากาศทางอำนาจหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 3 กลุ่มบุคคลเหล่านี้คือพลังสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันให้เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์

วัดบวรนิเวศวิหารในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางเลือก : วัดบวรนิเวศวิหารไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ปฏิบัติธรรม แต่ยังเป็น “ราชสำนักทางเลือก” (alternative court) ที่วชิรญาณภิกขุทรงใช้เป็นพื้นที่แสดงพระปรีชาสามารถในการเป็นผู้นำทางปัญญาและศีลธรรม ทรงมีการติดต่อสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ เช่น มิชชันนารี พ่อค้า และนักการทูต ซึ่งทำให้พระองค์ได้รับความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกและสร้างภาพลักษณ์ของผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
การสั่งสมบารมีและความชอบธรรม : การดำรงตนอย่างสมถะ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และการแสดงออกถึงความรอบรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ทำให้วชิรญาณภิกขุทรงได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูงในหมู่ชนชั้นปกครองและราษฎรทั่วไป บารมีและความชอบธรรมนี้เป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญยิ่งกว่าทรัพย์สินหรือกำลังทหาร
ช่วงหลังการขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 2394 เป็นต้นไป)
การอุปถัมภ์และส่งเสริมสถานะของธรรมยุติกนิกาย : เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้การอุปถัมภ์ธรรมยุติกนิกายอย่างเป็นทางการ มีการแต่งตั้งพระสงฆ์ธรรมยุตให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในการปกครองคณะสงฆ์ เช่น สมเด็จพระสังฆราช (เช่น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) และเจ้าคณะต่าง ๆ ทรงสร้างวัดธรรมยุตขึ้นใหม่หลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง เช่น วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฏกษัตริยาราม และทรงบูรณะวัดสำคัญให้เป็นวัดธรรมยุต เช่น วัดบรมนิวาส

ธรรมยุติกนิกายกับนโยบายต่างประเทศ : ในยุคที่สยามต้องเผชิญหน้ากับการแผ่ขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก การมีศาสนาประจำชาติที่ “มีเหตุผล” “ไม่ป่าเถื่อนงมงาย” และมีผู้นำทางศาสนา (ซึ่งปัจจุบันคือองค์พระมหากษัตริย์) ที่มีความรู้ความสามารถในการอธิบายหลักธรรมได้อย่างชาญฉลาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ “ศิวิไลซ์” ของสยามในสายตาชาวตะวันตก แนวทางการปฏิรูปของธรรมยุติกนิกายที่เน้นความบริสุทธิ์ การใช้ปัญญา และการปรับตัวเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ จึงสอดรับกับนโยบายการทูตของรัชกาลที่ 4 ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าสยามเป็นประเทศที่มีอารยธรรมและพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับชาติตะวันตก
การใช้ธรรมยุติกนิกายเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางอุดมการณ์ : การส่งเสริมธรรมยุติกนิกายยังเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความเป็นเอกภาพทางความคิดและอุดมการณ์ในหมู่ชนชั้นปกครองและขยายไปยังประชาชนทั่วไป หลักธรรมคำสอนที่เน้นระเบียบวินัย ความสมเหตุสมผล และความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ผ่านพระสงฆ์ธรรมยุตที่ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนัก ย่อมเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของระบอบการปกครอง
การวางรากฐานการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ : แม้ว่าการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์อย่างเป็นรูปธรรมจะเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ด้วยการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) แต่แนวคิดและโครงสร้างอำนาจของธรรมยุติกนิกายที่เน้นความเป็นศูนย์กลางและการเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์อย่างใกล้ชิด ได้เป็นต้นแบบและมีอิทธิพลสำคัญต่อการปฏิรูปดังกล่าว
ผลกระทบระยะยาว ข้อวิพากษ์ และความซับซ้อน
ธรรมยุติกนิกายได้เติบโตขึ้นเป็นคณะสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน แม้จำนวนวัดและพระสงฆ์จะน้อยกว่ามหานิกายมาก แต่ก็มีอิทธิพลสูงในเชิงโครงสร้างอำนาจและการกำหนดทิศทางของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์และกลุ่มชนชั้นนำ
อย่างไรก็ตาม บทบาทของธรรมยุติกนิกายก็มีข้อให้พิจารณาในหลายแง่มุม นักวิชาการบางท่าน เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้ตั้งคำถามถึงการที่ธรรมยุติกนิกายกลายเป็น “ศาสนาของชนชั้นปกครอง” ซึ่งอาจทำให้ห่างเหินจากประชาชนส่วนใหญ่ หรือการเน้นความเคร่งครัดในรูปแบบอาจบดบังแก่นแท้ของพระธรรมในบางครั้ง นอกจากนี้ การแบ่งแยกคณะสงฆ์ออกเป็นสองนิกายหลัก แม้จะมีเจตนาดีในการปฏิรูป ก็ได้สร้างความแตกต่างและบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งหรือการแข่งขันทางอ้อมในการบริหารกิจการพระศาสนา
สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าเจตนารมณ์ในการปฏิรูปศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นของจริงและมาจากความเลื่อมใสศรัทธาอย่างลึกซึ้ง แต่ในฐานะนักปกครองผู้มีสายพระเนตรยาวไกล พระองค์ย่อมทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพของขบวนการปฏิรูปนี้ในการเสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองและความมั่นคงของราชบัลลังก์ การกระทำของพระองค์จึงเป็นการผสานเจตจำนงทางศาสนาเข้ากับความจำเป็นทางการเมืองอย่างชาญฉลาดและซับซ้อน
การสถาปนาธรรมยุติกนิกายโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีความหมายหลายชั้นซ้อนทับกัน ในด้านหนึ่ง คือการปฏิรูปพระพุทธศาสนาครั้งสำคัญที่มุ่งฟื้นฟูความบริสุทธิ์และความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยให้กลับคืนมาดังเดิม พร้อมทั้งปรับพุทธศาสนาให้สอดรับกับโลกทัศน์แบบเหตุผลนิยมและวิทยาการสมัยใหม่ ในอีกด้านหนึ่ง ธรรมยุติกนิกายได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายผู้สนับสนุน สั่งสมบารมีทางการเมือง และเสริมสร้างความชอบธรรมให้แก่พระองค์ ทั้งในช่วงที่ยังทรงผนวชและภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว
การเกิดขึ้นและเติบโตของธรรมยุติกนิกายภายใต้พระราชูปถัมภ์ ได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อภูมิทัศน์ทางศาสนา สังคม และการเมืองของสยามในศตวรรษที่ 19 และยังคงทิ้งมรดกสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน การทำความเข้าใจธรรมยุติกนิกายจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์อันไม่อาจแยกขาดระหว่างศรัทธาทางศาสนา ยุทธศาสตร์ทางการเมือง และบริบททางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพที่สมบูรณ์ของพระปรีชาสามารถและบทบาทอันซับซ้อนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการนำพาสยามประเทศผ่านพ้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
อ้างอิง
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2545). ปากไก่และใบเรือ: รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: มติชน.
- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4.
- สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. พระประวัติตรัสเล่า.
- สุลักษณ์ ศิวรักษ์. (2548). รากงอกก่อนตาย. กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์.
- ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2548). ประวัติการเมืองไทย 2475-2500. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
ภาษาอังกฤษ
- Ishii, Yoneo. (1986). Sangha, State, and Society: Thai Buddhism in History (translated by Peter Hawkes). Honolulu: University of Hawaii Press.
- Reynolds, Craig J. (1972). The Buddhist Monkhood in Nineteenth Century Thailand. (PhD dissertation, Cornell University).
- Tambiah, Stanley J. (1976). World Conqueror and World Renouncer: A Study of Buddhism and Polity in Thailand against a Historical Background. Cambridge: Cambridge University Press.
- Terwiel, B.J. (1983). A History of Modern Thailand, 1767-1942. St. Lucia: University of Queensland Press.
- Wyatt, David K. (2003). Thailand: A Short History (2nd ed.). New Haven: Yale University Press.
