บางครั้ง ‘ความจำ’ ก็อาจเป็นสิ่งที่เราไว้ใจไม่ได้
ลองนึกภาพดูว่า…คุณตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดที่ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ในใจกลับมีบางอย่างขาดหายไป ร่องรอยแห่งความทรงจำที่ขาดช่วง ช่องว่างในเหตุการณ์เมื่อคืน และคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่า “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่???”
ทั้งหมดที่ว่า คือคำถามตั้งต้นของ “ฆาตกรรมจำไม่ได้ (The Tipsy Mystery)” อีกหนึ่งรสชาติที่สนุกและแตกต่างของ oneD ORIGINAL ที่จะพาเราเข้าไปอยู่กลางวงเพื่อน จ๊อก ปีย์ เต้อ และหมวดแดนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสอบสวนท่ามกลางคดีฆาตกรรมที่ไม่มีใครจำอะไรได้ชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเป็นซีรีส์ที่มีแกนกลางเป็น “อาชญากรรม” แต่บรรยากาศของเรื่องกลับคละเคล้าไปด้วยความฮา เสียงหัวเราะ มิตรภาพ และพลังงานบางอย่างที่ทำให้เรื่องเล่าลึกลับกลายเป็นเรื่องที่เราอยากอยู่ต่อให้นานขึ้นอีกนิด
และที่มากไปกว่านั้น นี่คือครั้งแรกที่ 4 พระเอกจากช่อง one31 มารวมตัวกัน เน๋ง ศรัณย์, ตรี ภรภัทร, แจม รชตะ และ พ้อยท์ ชลวิทย์ ในโปรเจกต์เดียวกัน พวกเขาไม่ได้แค่เล่นบทเพื่อนที่ “อาจจะเป็นฆาตกร” แต่ยังเล่นบทคนที่ต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจว่า “ตัวตนของเราจริง ๆ แล้วคือใครกันแน่”
ในระหว่างที่พวกเขาเถียงกันว่า “ใครกันแน่ที่น่าจะเป็นคนลงมือ” เราเองก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับความทรงจำ มิตรภาพ และความจริงที่บางครั้ง อาจจะไม่ตรงกับที่เราจำได้…ก็ได้

ใครเป็นใครใน “ฆาตกรรมจําไม่ได้ (The Tipsy Mystery)”

พ้อยท์ : ผม พ้อยท์ ชลวิทย์ ครับ รับบทเป็น จ๊อก ครับ ตัวละครตัวนี้จะรักเพื่อน เฮไหนเฮนั่น รู้สึกว่าเพื่อนพาไปไหนก็ไปได้ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ก็คือ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนต้องการเงินอยู่ตลอดเวลา ต้องการงาน ต้องการเงิน ต้องการทุกอย่าง แต่ผมจะเป็นคนที่ขอความช่วยเหลือจากปีย์เยอะที่สุดครับ นั่นคือตัวจ๊อกครับ

ตรี : สวัสดีครับ ผม ตรี ภรภัทร ครับ รับบทเป็น ปีย์ ในเรื่องก็เป็นหนุ่ม playboy เป็นหัวโจกของแก๊งเพื่อนครับ แล้วก็เป็นคนรักสนุก รัก party แล้วก็ชอบใช้เงินแก้ปัญหาครับ

เน๋ง : สวัสดีครับ เน๋ง ศรัณย์ นะครับ รับบทเป็น เต้อ ครับ เต้อจะเป็นเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มแก๊งนี่แหละ มีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ จบวิศวะคอมฯ แต่ว่าไม่ได้เป็นเด็กเรียนนะ ก็คือเป็นคนรักสนุก มีความเป็นสุขนิยมนิดหนึ่ง มีความต้องการพิสูจน์ตัวเอง มีเป้าหมายของตัวเอง แล้วก็มีโอกาสมา farewell party กับเพื่อน ๆ ก็เลยไปเที่ยวกัน
บุคลิกตัวเต้อก็จะเป็นคนขี้บ่นนิดหนึ่ง แล้วก็เป็นคนที่คอยบ่นเพื่อน เจ้ากี้เจ้าการนิดหนึ่ง บ่นเพื่อน บ่นตลอด บ่นไปเรื่อย
ตรี : ตัวเต้อจะเป็นเด็กหัวดีที่สุดในกลุ่ม หัวดีแล้วก็เกเรด้วย เอาทั้งเรียนทั้งเล่นในเวลาเดียวกัน
เน๋ง : ใช่ ๆ ก็รู้สึกว่าจะเป็นคนที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองประมาณหนึ่ง แล้วก็รักสนุก

แจม: สวัสดีครับ ผมแจม รชตะ นะครับ รับบทเป็น หมวดแดน นะครับ ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเพื่อนอะไรกับเขา แต่ว่ามาทำคดีก็เลยมาเจอแก๊งนี้ ผมก็เป็นตำรวจนายร้อยคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่น แล้วก็มีความฝันตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากจะเป็นตำรวจเพื่อปกป้องใครบางคน แล้วก็คิดว่าถ้าวันหนึ่งเราได้เป็นตำรวจ โลกนี้มันอาจจะน่าอยู่มากขึ้นกว่านี้ก็ได้
พ้อยท์: เรา 3 คนกลับเลย เพราะมันพูดดีแล้ว (แซว)
เรื่องนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ 4 พระเอก ของช่อง ONE31 มารวมตัวกัน มีโมเมนต์ฮา ๆ หรือเรื่องสนุก ๆ เล่าให้เราฟังบ้างมั้ย
แจม : โห!!! มีอะไรบ้างที่ไม่สนุกดีกว่า มันสนุกหมด
เน๋ง : ใช่
พ้อยท์ : ทุกอย่างเลยครับ ตั้งแต่เข้ากองไป ตั้งแต่เจอพี่เสื้อผ้า ตั้งแต่เจอพี่ ๆ ที่ทำกับข้าว พี่ ๆ ตากล้อง ผู้กำกับ ทุกอย่าง คือเราเล่นมุกกันตลอดเวลา
ตรี : ใช้คำว่าเราหรอ (หัวเราะ)
แจม : แก๊งเดียวกันไม่ใช่หรอ…เฮ้ย!!!!
พ้อยท์ : อ้าว!!! อันนี้ cut ก่อน
ตรี : หยอก ๆๆ (หัวเราะ)
แจม : (หัวเราะ)
เน๋ง : (หัวเราะ)
พ้อยท์ : คือเราสนุกกันตลอดเวลา ขนาดเราอยู่ในฉากก็จะเป็นอย่างนี้ คือแกล้งกันตลอดเวลา บางที dialogue มีแค่นี้ เราก็เสริมเพิ่มเข้าไปให้สนุกสนาน
แจม : พี่ผู้ช่วยต้องบอกว่า “ฟังก่อน ๆ”
เน๋ง : มี adlib บ้าง มี improvise บ้าง

ตรี : มันไม่ได้มีแค่พวกเรา 4 คนตรงนี้ แต่มันมีอีกหลายคน มีทั้งอาไท (สุภทัต รับบท ดุ๋ง) อิงฟ้า (อิงฟ้า วราหะ รับบท ผิง) แพรวา (ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ รับบท แบม) พี่แฉะ (องอาจ เจียมเจริญพรกุล รับบท เฮียอ๋า) คือ มีนักแสดงอีกเยอะ เวลาอยู่ด้วยกันมันมีแต่หัวเราะ เสียงเฮฮา บวกกับพี่ตุ๋ย (พฤกษ์ เอมะรุจิ) ผู้กับกำกับเป็นคนใจดีด้วย
แจม : แก๊งผมมี 2 คน มีพี่เจ๋ง (เจ๋ง บิ๊กแอส – เดชา โคนาโล รับบท ชัช) อีกคนหนึ่ง
เน๋ง : เป็นตำรวจเหมือนกัน
แจม : ใช่ครับ ที่เห็นชิล ๆ แบบนี้ แต่ละคนจะตั้งใจทำงานหนักมาก ๆ เลยนะครับ ทำงานกันสุดทาง ถึงจะดึกก็อยู่ดึกด้วยกัน ฝนตกก็เปียก ก็เปียกด้วยกัน

เรื่องนี้ไม่ได้แค่ต้องเล่นกับอารมณ์ แต่ยังต้องเล่นกับความกลัว ความสงสัย และสิ่งที่อธิบายไม่ได้ แต่ละคนมีวิธี ‘เข้าถึง’ ความลึกลับแบบไหน มีใครอินกับเรื่องผีเป็นพิเศษอยู่แล้วบ้าง
แจม : ผมชอบฟังเรื่องผีอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ได้อยากเห็น ในเรื่องก็ไม่ได้เห็นด้วย ก็โอเคครับ แล้วที่ที่เราไปถ่ายเห็นว่ามีเรื่องผี ๆ แต่ว่าจริง ๆ สำหรับผมนะ โลเคชันการถ่ายของเรามันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น มีน่ากลัวบ้างในบางที่ แต่คนอื่นเขาอาจจะไม่กลัวกัน เพราะว่ามวลของซีรีส์เป็น comedy ด้วยครับ มันเลยไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้ซีเรียสจนเกินไป ออกไปทางฮาด้วยซ้ำ

เน๋ง : ผมว่าเราเน้นไปทางเรื่องคดีมากกว่า
ตรี : ถ้าถามว่าเตรียมอะไรมั้ย ก็คือไม่มีเลย ต่างคนต่างทำการบ้านมา พอวันแรกที่มาเจอกันก็คือต้องมา brainstrom ด้วยกัน มาแชร์ด้วยกันว่าจะทำอะไร อยากได้อะไร อย่างนี้มากกว่า ถ้าถามว่าส่วนตัวกลัวผีมั้ย ผมว่ามันเป็นเรื่องรองมากกว่า เพราะว่าเราไม่ได้เห็นผีอะไรเยอะขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแค่จำไม่ได้ซะมากกว่า มีแต่หาคำตอบ “เฮ้ย!!! เมื่อวานยังไง ใครฆ่า???” “เฮ้ย!!! ตกลงมึงรึเปล่า ๆ” เราเป็นอย่างนั้นมากกว่า

พ้อยท์ : ส่วนตัวผมเองผมชอบเรื่องการสืบสวน เพราะถึงไม่ได้เล่นเป็นตำรวจ คือเราเป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้ต้องสงสัย เราก็รู้สึกว่า “เอ๊ะ!!! ไอ้การอ่านบทแต่ละฉาก แต่ละฉาก ใครวะที่เป็นคนฆ่า” ขนาดเราเป็นคนเล่นเอง เรายังไม่รู้ตัวเลยว่าเราเป็นคนฆ่า คือจำอะไรไม่ได้ แล้วเราก็เล่นแบบจำไม่ได้ด้วยนะ แบบนั้นเลย แล้วเราก็อยากรู้ตลอดว่าใครเป็นคนฆ่า ไปสืบจากไหน ดูจากตรงนี้แล้วไปดูตรงนั้นต่อ อะไรอย่างนี้ อันนี้ล่ะคือความสนุก

ตรี : ต้องบวกอีกอย่างหนึ่ง เวลาหน้างาน บทบางอย่างเราก็อาจจะ create ขึ้นมาใหม่ โดยที่เรามีพี่ตุ๋ยที่เป็นอะไรหลาย ๆ อย่างในตำแหน่งเดียวกัน ก็สามารถเกิดจริง เป็นโมเมนต์ได้ บางทีอาจจะไม่ชอบก็ตัดออกเลย
ทุกครั้งที่เราเข้าซีนกัน คือความสม่ำเสมอของการเล่น comedy ผมว่ามันเป็นเรื่องยากที่ทำให้ทุก ๆ ซีนสดตลอดเวลา แล้วยิ่งพวกผมตรงนี้เป็นสาย drama หมดเลย พอไปถึง comedy จริง ๆ มันต้อง hold อารมณ์ความสดให้อยู่ในหลาย ๆ เทค ประมาณ 3-5 เทค ให้ได้
เน๋ง : มันจะไม่มีไต่ ๆ
ตรี : มันจะแบบตู้ม ๆๆๆ ขึ้นลง ๆๆๆ คือเป็น roller coaster จริง ๆ ครับ
แจม : ไม่ให้พัก…ไม่ให้พัก

เน๋ง : เพราะว่าวิธีการถ่ายก็อาจจะไม่เหมือนเดิม แปลกใหม่กว่าเดิม แล้วก็ต้องเล่นหลายเทคขึ้น แล้วก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้ความ comedy มันสด
ตรี : เหมือนกันตลอดเวลา ให้มันตลกให้ได้อะไรอย่างนี้ครับ
ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อซีรีส์เรื่องนี้ “ฆาตกรรมจำไม่ได้” ในหัวพาไปคิดถึงอะไรกัน
ตรี : คิดแค่เล่นเลยครับ (หัวเราะ)
แจม : ไม่ได้คิดอะไร รับครับ ๆ (หัวเราะ)
เน๋ง : ส่วนผม “ห๊ะ!!! เกี่ยวกับอะไรนะพี่!!!” ประมาณนี้
ตรี : ตอนแรกเราก็สงสัย
เน๋ง : เออ สงสัย
ตรี : แต่ฟังจากชื่อแล้ว ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นหนังที่ซีเรียสอยู่แล้ว ถ้าฟัง “ฆาตกรรมจำไม่ได้” มันต้องเป็น mood อย่างนี้แหละ ฮา ๆ ตลก ๆ
แจม : ฟังครั้งแรกก็ฆาตกรรมนั่นแหละครับ ก็ฆาตกรรมเลย แล้วก็รับเลย เหมือนตรีที่ว่า ไม่มีอะไร
พ้อยท์ : ผมรู้เลยว่าต้องเป็นสืบสวนสอบสวน เพราะว่า ฆาตกรรมจำไม่ได้ แล้วจะทำยังไงให้จำได้ ผมรู้ว่ามันต้องเป็นแบบนี้
แจม : นี่!!!!!!!!!!!!! เท่ว่ะ (แซว)
ตรี : เมื่อกี้ไอ้ที่เงียบ ๆ มองพ้งมองพื้น นี่คิดไอ้นี่อยู่หรอ (แซว)
แจม : ไม่ ๆ เขาเขียน queue card ไว้ด้านล่างเห็นเปล่า (ชี้นิ้ว)
ตรี : อ๋อ เออ มีข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 เลยนี่

“ฆาตกรรมจำไม่ได้” ชื่อเรื่องก็น่าสนใจมากแล้ว เพราะมันชวนให้นึกถึง ‘ความจำที่เราเลือกไม่ได้ว่าจะจำหรือไม่จำ’ แล้วในชีวิตจริง เคยมีเหตุการณ์ที่เหมือน ‘ภาพตัด’ กันบ้างมั้ย? จำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเหมือนหลุดออกจากตัวเองไปชั่วคราว
พ้อยท์ : มีนะ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพตัด จำไม่ได้เลย ตอนนี้ไม่รู้เล่าอะไรก่อน เราเล่ายังไงดีเนี่ย
เน๋ง : เออ!!! มันจำไม่ได้ ถูกแล้วพี่
พ้อยท์ : คือจริง ๆ ภาพตัด เราทุกคนก็มีแหละ
ตรี : มีแหละ…แต่เล่าไม่ได้ (หัวเราะ)
พ้อยท์ : ถ้าคุณอยากรู้ว่าภาพตัดแล้วเล่าไม่ได้เป็นยังไงต้องไปดูในซีรีส์ครับ
เน๋ง : ที่คุณบอกว่าเมื่อกี้เล่าไม่ได้ ทุกคนรู้แล้ว (หัวเราะ)
เน๋ง : ของผมก็มี สมมติเขาคุยกับเพื่อนอยู่ แล้วมีใครมาพูดอะไรข้าง ๆ เรา เราก็ลืมว่าจะพูดอะไรกับเพื่อนต่อ จะอารมณ์ประมาณนั้น อยู่ ๆ สิ่งที่คิดอยู่มันก็หายวับไปเลย
ตรี : ของผมไม่มี มีแต่หลับแค่นั้น หลับมันก็คือภาพตัดแหละ แต่ถ้าถามว่า พวกถ้าเกี่ยวกับ relate กับในเรื่อง ก็จะมีแบบไปเที่ยวตามในเรื่อง ด้วยความเป็นผู้ชายก็อาจจะมี แต่ไม่ถึงกับภาพตัดอะไร ยังมีสลึมสลือ รู้ตัวอยู่
แจม : ของผมส่วนใหญ่ก็ตัดบนรถตู้ ทำงานเหนื่อยแล้วก็หลับ
ตรี : แล้วก็งานเลี้ยงช่อง เราก็คลายเครียดกันเนอะ ด้วยความเหนื่อยด้วย
แจม : ส่วนใหญ่ถ้าภาพตัดแล้วเราทำงานเสร็จกลับบ้าน ตัดแน่ ๆ ล้มลงเตียงปั๊บ…ไปเลย
ตรี : ทำงานมาทั้งวันขึ้นรถหลับเลย

“หมวดแดน ปีย์ เต้อ จ๊อก” 4 คนนี้ถ้ามาอยู่ในกลุ่มเพื่อนกันจริง ๆ จะป่วนขนาดไหน แล้วตัวจริงของแต่ละคนจะสนิทกับบทของตัวเองแค่ไหนกันแน่ หรือจริง ๆ แล้วมีใครในชีวิตจริงที่เหมือนตัวละครที่เล่นมากกว่าตัวเองอีก
เน๋ง : สำหรับเต้อกับผมเป็นอะไรไกลตัวมาก ๆ
พ้อยท์ : จริง ๆ เราทุกคนน่ะ ในแง่ของความเป็นกลุ่มเพื่อน ตัวละครนี้มันไม่ได้ไกลตัวมากเท่าไหร่ เพราะอยู่ในกลุ่มเพื่อนของทุกคนอยู่แล้ว แต่พอมาเจาะลึกลงไปในบทบาทของแต่ละคน มันก็ไม่ใช่เรา 100 % อยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าการเข้าถึงตัวละครสำหรับพวกเราไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะแต่ละคนมีกลุ่มเพื่อนของตัวเองในชีวิตจริง แล้วผมก้คิดว่าวิธีคิดต่าง ๆ เวลาที่เราอยู่กับเพื่อน มันก็ไม่หนีจากตัวละครมากเท่าไหร่
ตรี : เราหรอ (แซว)
พ้อยท์ : เราสิ

เน๋ง : ผมว่ามันยังพอเห็นภาพว่าภาพกลุ่มเพื่อนที่โตมาด้วยกันตอนมัธยม เพื่อนผู้ชายมันก็คิดคล้าย ๆ กัน ทรง ๆ ประมาณนี้
ตรี : ผมว่าทุกโรงเรียนก็จะมีหัวโจก มีคนรอง มันจะเป็นอย่างนี้ทุกโรงเรียนอยู่แล้ว การตีความออกมามันก็เลยอาจจะมีเราเข้าไปด้วย มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนไม่เคยเห็นเราในละครอยู่แล้ว เราก็สามารถใส่ในลิ้นชักความรู้สึกที่เรามี สามารถเล่าตัวนี้ผ่านประสบการณ์ของเราบางอย่าง คำพูด หรืออารมณ์บ้าง เราก้สามารถหยิบบางส่วนที่เราเคยรู้สึกมาใช้กับการแสดงได้
เน๋ง : blend กันแหละ
ตรี : ด้วยความที่โปรเจกต์นี้มันรวบรัดและรวดเร็ว บางทีมันก็ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวเองจริง ๆ ที่ออกไปเล่น
แจม : หมวดแดนกับผมไม่ได้ไกลตัวมาก เพราะว่าผมโตมาในครอบครัวของตำรวจ แต่ไม่ได้อยากเป็นตำรวจนะ สุดท้ายก็ตัดสินใจมาทางข้าราชการครู แล้วสุดท้ายจริง ๆ ก็มาเป็นนักแสดง ยิ่งตอนที่ไปสืบสวนสอบสวน ผมเคยเป็นครูฝ่ายปกครองมาก่อน อยู่มาปีหนึ่งเลยนะตอนนั้นน่ะ เลยมีประสบการณ์ที่ต้องตามเด็กนักเรียนหลังห้องน้ำ ก็หยิบอารมณ์ตรงนั้นมาใช้กับการแสดงได้

พ้อยท์ : เป็นครูฝ่ายปกครองหรอ เหมือนเป็นเด็กที่หนีโรงเรียนแล้วไปเล่นเกมมากกว่า (แซว)
แจม : ผมน่ะนะ? ผมไม่เคย ไม่เคยพลาด (หัวเราะ)
คาแรกเตอร์ตำรวจน่าจะได้มาตั้งแต่พ่อ ตั้งแต่ปู่ ตั้งแต่แรกตอนเด็ก ๆ อยู่แล้ว มันเห็นมาตั้งแต่จำความได้ เคยได้จับกุญแจมือ เคยลองจับปืนจริง ๆ มาก่อน มันก็เลยโอเค เอามาใช้ได้ แต่ว่าก็จะมีตรง background ที่เราต้องสร้าง เพราะว่า background ตัวละครจะต่างจากตัวเราคนละเรื่องคนละราวกันเลย
เน๋ง : ผมว่าผมคิดไม่ยาก แต่ด้วยเวลา พอผมมาอ่านคาแรกเตอร์ของเต้อ ผมนึกถึงเพื่อนของผมคนหนึ่ง หมายถึงว่าเรามีเพื่อนแบบนี้คนหนึ่งในชีวิต ผมก็เลยลองเอา elements ของเพื่อนคนนั้นมาใส่ผสมกับตัวละครเต้อ แล้วก็ผสมกับ background ของเต้อด้วย แล้วก็อาจจะมีตัวเราลงไปนิดหน่อย เพราะว่าเราก็มีความเข้าอกเข้าใจเพื่อนเรา แล้วคนที่ผมหยิบเอามาเป็นเต้อก็เป็นเพื่อนสนิทของเรา จะมีความ creative ของเราบ้าง เราแต่งเติมสีให้กับตัวละครนี้ ก็รู้สึกว่าค่อนข้างมีส่วนที่ relate กันอยู่ประมาณหนึ่งเลยครับ

ตรี : อย่างที่บอกไป ทุกโรงเรียนจะมีอย่างนี้ ว่าคนนี้เป็นใคร
แจม : ผมว่าเราเคยผ่านเพื่อนแบบนี้มาอยู่แล้ว
พ้อยท์ : เห็นภาพ
แจม : อ่านบทก็เห็นภาพแล้ว
เน๋ง : เห็นบทก็จะเห็นแล้วว่า ปีย์คือใคร จ๊อกคือใคร อะไรอย่างนี้
ตรี : ผมพูดตามตรง ตอน cast นะ เราจะมีชื่ออยู่ว่าเรามา cast บทไหน ผมอ่านบท แล้วอ่านตัว cast รู้เลยว่าใครจะได้อะไร ผมรู้ว่าเราจะได้อะไร บทนี้จะได้ใคร ทุกบทมันมีความกลมกล่อมของมันอยู่มาก
เวลาที่ต้องเล่นบทที่ไม่เหมือนตัวเราเลย มันพาเราไปค้นพบอะไรบางอย่างในตัวเองที่ไม่เคยรู้มาก่อนมั้ย
แจม : ผมว่าบทบาททุกบทบาท เราได้เรียนรู้อะไรจากมุมมองของตัวละครนั้น ๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้นะ เรื่องอื่น ๆ ด้วย มันทำให้เราโตขึ้นในบางมุมนะครับ มีหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ บทบาท ถ้าเราไม่ได้เล่นละคร เราอยู่กับตัวเอง เราก็จะรู้จักแค่ตัวเองอย่างเดียว โฟกัสตัวเองอย่างเดียว แต่พอเราไปทำงาน แล้วเราต้องมาทำคาแรกเตอร์ตัวตนหนึ่ง เราต้องไปเจาะลึกแม้กระทั่งทำไมเขาเป็นคนแบบนี้ ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ แล้วเราก็เข้าใจคนมากขึ้น ผมว่าตรงนี้ช่วยให้เราอยู่ในสังคมแล้วเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย

เน๋ง : ผมรู้สึกว่าตัวละครมันจะพาเราไปทำอะไรที่ชีวิตนี้อาจจะไม่ได้ทำแน่ ๆ อย่างในเรื่องนี้ ชีวิตเราคงไม่ไปทำอะไรแบบนี้ แต่ว่าตัวละครสามารถพาเราให้ไปทำได้ เหมือนเป็นสนามเด็กเล่นที่ไม่มีขอบเขต ตัวละครพาไปได้เรื่อย ๆ หลาย ๆ อย่างที่ทุกคนเห็นในซีรีส์นั่นแหละครับ ตัวละครพาไป ไม่ใช่ผม (หัวเราะ)


ตรี : ผมขอพูดในฐานะนักแสดง ในทุก ๆ เรื่องที่ผ่านมา พาผมไปเจออะไรที่ผมไม่เคยเจออยู่แล้ว ผมไม่เคยเจอพญานาค ผมเล่นเป็นพญานาค ผมเล่นเป็นทนาย แต่ไม่เคยเป็นทนาย
หลาย ๆ อย่างทำให้เราเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ซึ่งก็ขอกลับไปที่โอกาสแล้วกัน ผมขอบคุณโอกาสที่ผมได้รับมาตลอด เพราะฉะนั้นเราได้โอกาสแล้ว เรารู้สึกว่าเราต้องทำให้เต็มที่ที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะหมดไปเมื่อไหร่ แล้วมันจะอยู่ต่อไปนานแค่ไหน เพราะฉะนั้นเราก็ทำโอกาสให้ดีที่สุด ได้ประสบการณ์แบบนี้แล้วก็จำไว้ตลอดครับ

พ้อยท์ : สำหรับผมเอง ไม่ว่าเป็นซีรีส์ ฆาตกรรมจำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นละคร หรือซีรีส์เรื่องไหนที่ผ่านมา ผมว่ามันคือบทเรียนชีวิตโดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงไปผิดพลาดเอง แต่มันมีตัวละครต่าง ๆ นานาที่เป็นแบบอย่าง แล้วก็จะมีบทเรียนตามหลังมาให้เห็นอยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบไหน อยู่ที่ว่าเราจะเรียนรู้กับมันหรือเปล่า
แจม : นี่แหละคือสิ่งที่คนดูจะได้ไป ไม่จำเป็นต้องไปทำตามแบบนั้น เพราะในละครมันเห็นผลอยู่แล้วว่าทำแบบไหนดี หรือไม่ดี
ตรี : แต่บางคนถ้าไม่เกิดกับตัวก็ไม่เชื่อ
พ้อยท์ : ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

อิงฟ้ากับแพรววา เป็นยังไงบ้างได้ร่วมงานกันครั้งแรกใช่มั้ย
พ้อยท์ : อิงฟ้ากับแพรวาเป็นคนที่ friendly น่ารัก แล้วก็เข้ากับคนง่ายครับ เวลาเราคุยหรือเล่นมุกอะไร อย่างแพรวานี่เหมือนเพื่อนผู้ชายเลย เราก็สนุกสนาน รู้สึก friendly มาก แต่ถ้าหนักจริง ๆ ลึก ๆ ก็คงเป็นแจมกับตรี
ตรี : น่ารักครับ อิงฟ้าถือว่าเป็นเพื่อนที่ดี แล้วก็เห็นถึงความตั้งใจ มานะแล้วก็อดทน ถึงแม้ว่าเขาจะงานเยอะ เขาก็ยังเต็มที่กับสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย แล้วเขาทำมันออกมาอย่างดีที่สุด ก็ขอบคุณที่เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีนะครับอิงฟ้า ส่วนแพรวาก็เป็นเพื่อนที่ดีมาก ๆ สำหรับตรีเลย เชื่อว่าเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
เน๋ง : สำหรับผม ผมรู้สึกว่าก็ขอบคุณเขามากที่เขาทนพวกเรา (หัวเราะ)
ตรี : ย้อนกลับในคำนี้ คือบางทีพวกเราผู้ช้าย ผู้ชาย แล้วมันบวกกับเราไปอยู่ในกอง บางทีมันเป็นอารมณ์ของกอง บรรยากาศ เราก็เข้าเป็นตัวละครบ้าง หรือบางทีคำพูดเราอาจทะลึ่งตึงตัง แล้วก็มีแบบ 18+ บ้างนิดหน่อย ก็ต้องขอโทษด้วย
เน๋ง : คือพวกผมเป็นแก๊ง 4 คน มันจะเป็นพาร์ต comedy พวกเราชอบเล่นนอกบทกัน แบบว่ามีมุกอะไรเติม มีสร้อย มีอะไรอย่างนี้ อย่างผมกับพี่พ้อยท์ชอบตบมุขกัน แล้วก็บางทีก็ไม่ได้อยู่ในบท แล้วอิงฟ้าก็ขำ หมายถึงว่าเขาก็ไม่ได้ตั้งตัว ก็ขอบคุณที่อดทนกับพวกเรา เราว่าแจมด้วย แจมก็โดนเหมือนกัน
แจม : เพราะคาแรกเตอร์ผมมันต่างจากฝั่งของเขาเยอะมาก ฝั่งผมคือนิ่ง เป็นตำรวจ เป็นนิ่ง ๆ เรามาสืบ เรามาจริงจังกับการทำคดี แต่ฝั่งนี้อะไรกันก็ไม่รู้ โบ๊ะบ๊ะ หันไปตบมุขกัน ก็บ่นนั่น บ่นนี่ อะไรอย่างนี้ก็ต้องจิตแข็งหน่อยครับ อยู่กับพวกเขา


นอกจากความสนุก ความลึกลับใน “ฆาตกรรมจำไม่ได้” มีอะไรที่น่าติดตามอีกบ้าง
ตรี : ผมว่ามันจะได้ความรักของเพื่อน ความเข้าใจของเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง หรือว่าเป็นคุณยายกับเด็ก จะได้ความตลกอยู่แล้ว แต่ก็จะเห็นความรัก ความเป็นมิตรภาพที่ดี ในวันที่ลำบากเราช่วยกัน คิดถึงกัน แล้วก็ยังพูดถึงโอกาสของตัวละครแต่ละตัวละครที่มีเป้าหมาย และ goal ต่างกัน และถ้าทำสิ่งนี้พลาด โอกาสที่ว่าก็จะไม่ไปถึง ทุกคนก็จะได้เห็นอย่างที่บอกว่าจะมีตัวอย่างแล้ว จะทำก็ทำ ไม่ทำก็แล้วแต่ มีตัวอย่างให้ดูแล้วนะ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้คุณจะทำอะไร
พ้อยท์ : หมู่มวลพวกนี้จะทำให้ทุกคนคิดถึงเพื่อนเก่า
แจม : และที่สำคัญเลยนะ ผมมองว่าทุกคนจะได้ความสุขกับเรื่องนี้ ผมว่าถ้าดูจะแฮปปี้กันจริง ๆ ไม่ว่าจะแก๊งเพื่อน ความสัมพันธ์ แบบที่ตรีพูดเมื่อกี้ ผมว่าทุกคนได้ความสุขกันแน่ ๆ ความ comedy ความฮา มีเสียงหัวเราะแน่ ๆ เครียด ๆ มาก็อาจจะมาดูซีรีส์เราก็ได้ ตลกแล้วก็จะอารมณ์ดีขึ้น จุดหมายสูงสุดเวลาเราทำงาน เราก็อยากให้ทุกคนมีความสุข
ตรี : แล้วก็ถ่ายทอดตัวละครที่เราตั้งใจ และรังสรรค์ออกมาแบบจริงใจให้ทุกคนได้ดู
เน๋ง : ผมว่าผมจะตอบคล้าย ๆ พี่พ้อยท์นี่แหละ คือผมว่าเราจะคิดถึงเพื่อน ตั้งแต่อ่านบทที่บอกว่า พออ่านบท “นึกถึงไอ้นี่จังเลย” มันทำให้เรา remind สิ่งที่เราเคยทำร่วมกับเพื่อนตอนมัธยม รู้สึกว่าทุกคนจะได้ทบทวนความทรงจำนั้น แล้วก็มีความสุขกับความทรงจำนั้น

ถ้าความทรงจำเป็นเหมือนกล้องถ่ายรูป อยากกดถ่ายช่วงไหนในชีวิตเก็บไว้มากที่สุด
แจม : ผมว่ามันแฮปปี้ดีนะ ผมอยากกดถ่ายตอนเด็ก ๆ ที่ปู่พานั่งรถ ปู่เป็นตำรวจแล้วพานั่งรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจ นั่งอยู่ถังน้ำมันแล้วก็ขับไปดูนกยูง
ตรี : แจมไม่ร้องดิ ไม่เศร้านะ (แซว)
แจม : แฮปปี้ ก็เป็นภาพหนึ่งที่ไม่เคยลืมเลยว่านั่งไปด้วย ถ้าสมมติว่ามีฟิล์มตัวหนึ่งที่อยู่ในหัวคงเป็นภาพนี้ที่ขึ้นมาตลอด ๆ
ตรี : ถ้าถามผม ผมว่าทุกอย่างที่มันเกิดในชีวิตผมนะ ผมถือว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งหมด ถึงว่ามันจะมีเรื่องไม่ดี หรือเรื่องไม่ดีมันก็สั่งสอนให้ผมโตมาเป็นคนแบบนี้ ถ้าอยากถ่ายรูปก็คงถ่ายทุกช่วงเวลาที่มีความสัมพันธ์ดี ๆ กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ กับทุก ๆ คนดีกว่า เวลาดูแล้วมันมีความสุขดี ๆ เหมือนความทรงจำผ่านไป 10 ปี ถ้าเราถ่ายรูปนี้ไว้แล้วเรากลับมาดู “เฮ้ย!!! ตอนนั้นเราก็เด็กนี่หว่า ก็ฮาดีว่ะ” อะไรอย่างนี้มันรู้สึกดี
แจม : เดี๋ยวอีก 10 ปี เรามาดู
ตรี : อีก 10 ปี เรามาดู เราก็มอง “เฮ้ย!!! ตอนนั้นเราเด็กจังวะ ปัญญาอ่อนจังวะ” ลองหันมามองตัวเองตอน 20 ปี ตอนนั้นเราคิดว่าเราโต จริง ๆ ก็แบบ “มึงยังเด็ก”
เน๋ง : ผมก็จะไปช่วงก่อนที่ผมจะจำความได้ หมายถึงว่าคือเราอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะถ้าเกิดสมมติว่าเราพอจำความได้แล้ว เราก็จะพอ flashback กลับไปได้ว่า “เฮ้ย!!! ช่วงนี้มันเป็นยังไง” ผมก็อยากจะรู้พ่อแม่เขาเลี้ยงเรามายังไงบ้าง เขาทำอะไรให้เราบ้าง
ตรี : ผมจำได้ว่าตอน 2 – 3 ขวบ ที่ยายอมข้าวร้อน ๆ แล้วเป็นภาพยายอมเข้าปากก่อน แล้วความเป็นเด็ก ไม่อยากกินแต่พูดไม่ได้ มันเป็นความทรงจำอยู่ในหัวผมจริงนะ เพราะแม่ผมไปต่างประเทศแล้วให้ยายเลี้ยง ผมก็จะ “ไม่เอา ๆๆ” แต่พูดออกมาไม่ได้
พ้อยท์ : ของผมจะเป็นช่วงเวลาที่อยู่กับเพื่อน ๆ ที่เป็นแก๊งเดียวกันตั้งแต่สมัย ป.1 ครับ ตอนนี้เพื่อน ๆ ในแก๊งก็กลับดาวไปแล้ว 2 คน พวกเรายังไม่มีรูปถ่ายด้วยกันเลย



ถ้าเลือกเป็นผีได้ 1 วัน จะเป็นผีอะไรแล้วจะคุยกับใคร
แจม : ผมอยากเป็นผีกระหังเพราะมันบินได้ อยากบินเอง
เน๋ง : ผมอยากเป็นเหมือนไม่เชิงผี แต่เหมือนกับเป็นศาลพระภูมิ ผมอยากมีโมเมนต์ของการเฝ้าบ้าน
ตรี : ผมคงเป็น casper มั้งครับ เพราะว่าเราเคยดูการ์ตูนตอนเด็ก ๆ มีความน่ารัก คนไม่ได้กลัว ผู้หญิงก็รัก ผู้ชายก็ชอบ อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก
พ้อยท์ : ผมชอบเป็น dracula เพราะชอบออกล่าตอนกลางคืน สั้น ๆ เลยจบได้ใจความ (หัวเราะ)


ตรี : ขอฝากฆาตกรรมจำไม่ได้นะครับ ทุกวันพุธ พฤหัสบดี เวลา 20.30 น.
เน๋ง : ทางช่อง one31 ครับ
แจม : แล้วสำหรับใครที่ดูไม่ทันนะครับ สามารถไปดูเวอร์ชัน uncut ได้ที่แอปพลิเคชัน oneD ที่เดียวนะครับ
พ้อยท์ : on air วันตอนแรก วันที่ 23 กรกฎาคมนะครับ
ตรี : มี 8 ตอนเท่านั้นนะครับ
แจม : ใช่ อย่าลืมไปดูกันนะครับ

“บอกเลยว่า…นี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทั้งซนและสนุกที่สุดเท่าที่เคยทำมา”
แม้ชื่อซีรีส์จะขึ้นต้นด้วยคำว่า “ฆาตกรรมจำไม่ได้” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คือสิ่งที่เราคงจะไม่มีวันลืม พวกเขาทั้งสี่ไม่ได้มาแค่เพียงในฐานะนักแสดงของซีรีส์ แต่มาในฐานะเพื่อนร่วมวงสนทนาที่เต็มไปด้วยมุมมอง ประสบการณ์ และพลังงานที่ดี
บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องของการแสดงที่ค่อย ๆ ลื่นไหลไปสู่เรื่องมิตรภาพ ความทรงจำ และสิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ความเข้าใจคนอื่น” ผ่านการสวมบทบาทที่อาจจะห่างไกลจากตัวเอง แต่กลับใกล้หัวใจมากกว่าที่คิด พวกเขาเล่าอย่างจริงใจว่า ทุกบทบาทคือพื้นที่ของการเรียนรู้ เล่าถึงความตั้งใจที่จะเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง เล่าถึงการรับฟังซึ่งกันและกันในกองถ่าย และเล่าถึงความสุขที่ได้ร่วมสร้างผลงานที่พิเศษแบบนี้ด้วยกัน แม้บางครั้งจะมีเวลาจำกัด แต่ก็ใช้ทุกวินาทีหน้ากล้องให้ดีที่สุด
หากมีใครถามเราว่า “บทสัมภาษณ์แบบไหนเรียกว่าสนุก” เราคงตอบว่า นี่คือบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และแววตาของคนที่รักในสิ่งที่ตัวเองทำ
และถ้ามีใครถามต่อว่า “แล้วแบบไหนที่เรียกว่าพิเศษ” เราคงตอบว่า นี่คือบทสัมภาษณ์ที่ทำให้เรารู้จักนักแสดงในอีกมุมหนึ่ง มุมที่อาจไม่ใช่ภาพในโปสเตอร์ แต่มาจากความเป็นมืออาชีพ ความอบอุ่น และความเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่าชื่นชม
และในวันที่คุณดูซีรีส์เรื่องนี้จบลง บางที คุณอาจจะไม่ได้แค่สงสัยว่าใครเป็นฆาตกร แต่คุณอาจจะคิดถึงเพื่อนในวันเก่า ๆ ขึ้นมานิดหน่อยโดยที่ไม่ทันตั้งตัว…ก็เป็นได้




