สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 มีรายงานข่าวการปะทะกันของฝ่ายไทยกับกัมพูชาบริเวณชายแดน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ชาวบ้านในพื้นที่หลายชีวิตต้องพากันอพยพออกเพื่อความปลอดภัย ซึ่งความขัดแย้งเรื่องชายแดนของทั้งสองประเทศนี้มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากการถือแผนที่กันคนละฉบับ และแม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะพยายามพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ความรุนแรงรอบล่าสุดก็น่าจะสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวยังไม่คลี่คลายลง

การปะทะรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะไทยกับกัมพูชาเคยปะทะกันมาก่อนในปี 2554 ครั้งนั้นมีการต่อสู้ยืดเยื้อเป็นเวลา 12 วัน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย และหากเรามองดูการปะทะรอบล่าสุดจะพบว่า เกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้มีเรื่องราวความตึงเครียดเกิดขึ้นมากมาย ก่อนที่สุดท้ายมันจะลงเอยด้วยความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

ชนวนสำคัญของข้อพิพาทในครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างที่ทหารกำลังลาดตระเวน กองกำลังไทยกับกองกำลังกัมพูชาได้มีการปะทะกันบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย และสื่อกัมพูชาอย่าง ‘Khmer Times’ ก็ได้รายงานข่าวว่า ‘ฝ่ายไทยเปิดฉากยิงก่อน’

ระหว่างนั้นท่าทีของไทยกับกัมพูชาจะแตกต่างกันตรง วิธีการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดน เพราะไทยอยากให้ใช้กลไกที่มีกันอยู่ อาทิ MOU 2543 และการเจรจากันบนกลไกทวิภาคี แต่กัมพูชาอยากให้ศาลโลกเป็นคนชี้ขาดมากกว่า ช่วงเวลานั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ระส่ำระสายมาสักพักใหญ่ ๆ 

จุดเปลี่ยนสำคัญได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 มีคลิปเสียงการเจรจาเป็นการส่วนตัวระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับสมเด็จฯ ฮุนเซน อดีตนายกฯ และประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ซึ่งเนื้อหาการพูดคุยมีเป้าหมายเพื่อที่จะคลี่คลายความตึงเครียดของทั้งสองประเทศ แต่นางสาวแพทองธารได้มีการพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมกับข้อเสนอที่ว่า หากสมเด็จฯ ฮุนเซนต้องการอะไรก็จะจัดการให้ และเมื่อคลิปเสียงดังกล่าวออกมาสู่สาธารณะจึงได้สร้างความรู้สึกไม่พอใจให้กับคนบางกลุ่ม และมีการเรียกร้องให้เธอลาออกจากตำแหน่ง 

ที่บอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็เพราะว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นสาเหตุให้นางสาวแพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้ในเวลาต่อมา นายภูมิธรรม เวชยชัย ต้องขึ้นมาทำหน้าที่รักษาราชการนายกรัฐมนตรีแทน ช่วงเวลานี้อาจพูดได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกำลังร้อนระอุและมันกำลังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ 

แรงกระแทกได้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 มีทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวน บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย เรื่องนี้ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า หากระเบิดดังกล่าวมันเป็นระเบิดที่ถูกวางใหม่ อาจจะขัดต่อหลักมนุษยชนและขัดต่อ ‘อนุสัญญาออตตาวา’ หรือสนธิสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดที่ทั้งไทย-กัมพูชาต่างเข้าร่วม

และฟางเส้นสุดท้ายก็ได้ขาดลง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 มีทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนอีกครั้ง ส่งผลให้ทหารไทย 1 รายสูญเสียขาข้างขวา ส่งผลให้แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งปิด 4 ด่านบริเวณชายแดน ได้แก่ ช่องอานม้า, ช่องสะงำ, ช่องจอม, ช่องสายตะกู พร้อมกับมีการปิดปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จากนั้นนายภูมิธรรมในฐานะของรักษาการนายกฯ จึงได้ Take Action ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตไทยที่ประจำอยู่ที่กัมพูชากลับ พร้อมกับส่งตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศ 

และวันถัดมา (24 กรกฎาคม 2568) กัมพูชาก็ได้มีการตอบโต้ด้วยการเรียกเจ้าหน้าที่ทางการทูตที่ประจำการอยู่ที่กรุงเทพฯ กลับประเทศ พร้อมกับลดความสัมพันธ์ทางการทูตลงอยู่ระดับ ‘อุปทูตรักษาการ’ (Second Charge d’Affaires) ทั้งเรื่องราวที่คุกรุ่นตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา และการลดความสัมพันธ์ทางการทูต ทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศกำลังดำดิ่งลง และเช้าวันเดียวกันนั้นเองที่การปะทะและความรุนแรงได้เริ่มต้นขึ้น จนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 

อ้างอิง