หากใครเล่น TikTok คงพอจะจำแผ่นเสียงดนตรีสยองขวัญตำนานจากซีรีส์ The X-Files กันได้ ดนตรีที่เป็นตัวแทนของความลึกลับ ชวนพิศวง และกลายเป็นดนตรีที่เป็นภาพจำของความสยองขวัญมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ผู้ประพันธ์ดนตรีในตำนานอย่าง ‘Mark Snow’ ได้เสียชีวิตลงในวัย 78 ปี SUM UP เลยอยากพาทุกคนกลับไปหวนรำลึกถึงซีรีส์ในตำนานเรื่องนี้ ที่เคยนั่งอยู่บนตำแหน่งซีรีส์ที่โด่งดังที่สุดตลอดกาล กับ “แฟ้มลับ คดีพิศวง”
เรื่องราวนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเอกสารที่มีอยู่จริง
ซีรีส์ตอนแรกของ The X-Files ยังคงใช้ชื่อตอนแบบซีรีส์สมัยก่อน คือเป็นตอนทดลองฉายแบบ“Pilot” และความแปลกใหม่ชวนให้น่าติดตามของซีรีส์เรื่องนี้คือคำโปรยเริ่มเรื่องว่า “เรื่องราวนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเอกสารที่มีอยู่จริง” ซึ่งคดีลึกลับดังกล่าว ผู้สร้าง Chris Carter ได้มีโอกาสเข้าไปอ่านบันทึกคดีของหน่วยสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐ หรือ FBI โดยเป็นบันทึกของคดีที่ไม่สามารถปิดลงได้ด้วยสภาพแวดล้อมของคดีที่แปลกประหลาด คำกล่าวอ้างของพยานที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ รวมไปถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตลึกลับทั้งหลายที่เข้ามาพัวพันในเอกสารเหล่านั้น FBI มองว่าเป็นคดีที่รกห้องเอกสาร แต่ Chris Carter กลับสนใจ และได้แรงบันดาลใจมาพัฒนาเป็นซีรีส์ขนาดยาว ที่ยาวมากจริง ๆ ถึง 11 ซีซัน ตั้งแต่ปี 1992 – 2018 เลยทีเดียว
เรื่องราวของ The X-Files จึงสร้างปรากฏการณ์กับคนดูทันทีตั้งแต่ตอนแรกที่ออกฉาย เพราะซีรีส์ได้พาไปสะกิดต่อมความอยากรู้อยากเห็นของคนดูในสมัยนั้นเกี่ยวกับ “เอกสารต้องห้าม” ของทางกองทัพเกี่ยวกับ “สิ่งมีชีวิตต่างดาว” ซึ่งคนสหรัฐฯ และคนทั่วโลกต่างเชื่อกันว่ามนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมายังโลกแล้ว ตั้งแต่เหตุ UFO ตกที่ Roswell, New Mexico ปี 1947 และกองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมพื้นที่ นำเทคโนโลยีอวกาศจากเอเลี่ยนเก็บไว้กับตัว และนับตั้งแต่นั้นมาโลกก็เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับและการปกปิดครั้งใหญ่เป็นต้นมา โดยซีรีส์ The X-Files ได้พยายามเล่าเรื่อง “เฉียด” ความจริงนี้หลายต่อหลายครั้งนั่นเอง
ตัวแทนของความน่ากลัวในยุค Analog Horror
สิ่งที่ทำให้ The X-Files น่าติดตาม ไม่ใช่ความน่ากลัวในแบบฉบับ Jump Scare หรือผีตุ้งแช่ ไม่ใช่เอเลี่ยนตัวเมือกที่มาข่มขวัญคนดูเสียทีเดียว แต่คือตัวซีรีส์ออกแบบให้ตั้งอยู่บน “การสืบสวนสอบสวน” ดังนั้น ตัวละครหลักทั้ง Fox Mulder ที่แสดงโดย David Duchovny และ Dana Scully แสดงโดย Gillian Anderson จะถ่ายทอดชุดข้อมูลจากทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่ง Mulder ที่เชื่อในเอเลี่ยนและทฤษฎีสมคบคิดงมงายสุดขั้ว ตัดกับชุดข้อมูลที่พิสูจน์ได้จาก Scully ที่จะไม่ยอมเชื่ออะไรทั้งนั้นจนกว่าเธอจะมั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นมีวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งคนดูเมื่อได้รับข้อมูลจากทั้งสองทาง ที่ดูเป็นไปได้ทั้งคู่ การตั้งคำถามกับซีรีส์ว่าอะไรคือความจริงกันแน่ ทำให้คนดูได้ขบคิดในแต่ละตอน จึงกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของซีรีส์เรื่องนี้เลยก็ว่าได้
ช่วงเวลาของซีรีส์จะอยู่ในช่วงยุค 90s ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากยุค Analog แบบสงครามเย็นไปสู่ยุค Digital อย่างเต็มรูปแบบในปี 2000 ความน่ากลัวในแบบฉบับละครทีวีตู้ ภาพที่ยังไม่คมชัดมาก ข้อมูลที่ถูกนำเสนอจากช่องสื่อที่มีอิทธิพลเพียงไม่กี่ช่องในขณะนั้นอย่าง “FOX” ก็ยิ่งทำให้ความน่ากลัวของ The X-Files เข้าถึงกลุ่มคนดูเป็นอย่างมาก เพียงแค่ดนตรีประกอบนำขึ้นตอน ก็ทำให้รู้สึกขนลุกขึ้นมาได้เลยทันที
ต้นตำรับความสยองขวัญในยุคใหม่
ซีรีส์ The X-Files เป็นซีรีส์ที่ยังคงใช้การนำเสนอแบบเก่า ที่หนึ่งซีซันมีจำนวนตอนมากกว่า 20 ตอนในซีซัน 1-9 ก่อนจะปรับตัวมาเป็นซีรีส์ที่เป็นแบบใหม่ในช่วงยุค 2014 และ 2018 ที่มีจำนวนตอนไม่เกิน 10 ตอนในซีซัน 10 และ 11 ดังนั้น The X-Files จึงมีตอนย่อยประเภท Stand Alone หรือจบในตอนเยอะมาก ๆ ซึ่งแต่ละคดีที่จบในตอนล้วนเต็มไปด้วยความสยองขวัญในรูปแบบต่าง ๆ ที่ภาพยนตร์สยองขวัญในยุคต่อ ๆ มาได้หยิบยืมวัตถุดิบจาก The X-Files ไปใช้แทบจะหมดทุกแบบเท่าที่จะนึกออกกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสยองพื้นฐานที่เป็นเอกลักษณ์ของเรื่องอย่าง เอเลี่ยน ผี หรือการฆาตกรรมสยองขวัญต่าง ๆ แต่ก็ยังมีเรื่องโคลนนิ่ง สัตว์ประหลาด ลัทธิสุดโต่ง ตอนพิเศษที่เป็นภาพบันทึกจากกล้องถ่ายมือทั้งตอน หรือแม้กระทั่งความสยองของ AI ซีรีส์ The X-Files ก็ล้วนแต่ทำมาก่อนหมดแล้ว
นอกจากนั้น การสร้างจักรวาลต่อยอด The X-Files ก็เป็นซีรีส์เรื่องแรก ๆ ที่ทำไปถึงจุดสูงสุดในช่วงซีซัน 5 โดยมีเรตติ้งมากที่สุดถึง 18.76 ในคืนเดียวของวันที่ 17 พฤษภาคม 1998 และชื่อตอนที่ระบุไว้ก็คือตอน “The End” แต่ทว่านั่นไม่ใช่ตอนจบที่แท้จริง เพราะก่อนหน้าที่ตอนสุดท้ายในซีซัน 5 จะออกอากาศ ทางค่าย FOX ได้ปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ The X-Files : Fight The Futre ออกมาแล้ว ยิ่งทำให้แฟน ๆ ซีรีส์ต่างตื่นเต้นที่จะได้ดูภาพยนตร์ฉายโรงที่มีเนื้อเรื่องต่อจากตอนจบซีรีส์ในวันที่ 19 มิถุนายน 1998 แบบต่อกันเลยแค่เดือนเดียวไม่ให้ขาดตอน และความสำเร็จของภาพยนตร์ The X-Files ภาคที่เชื่อมระหว่างซีซัน 5 และซีซัน 6 นี้ก็ทำรายได้ไปมากถึง 189.2 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ กลายเป็นต้นตำรับ “หนังเอเลี่ยน” ของหลาย ๆ เรื่องต่อ ๆ มา รวมถึงเป็นไบเบิ้ลให้กับการทำ “หนังต่อยอดจากซีรีส์และเป็นจักรวาลเดียวกัน” ที่หลาย ๆ เรื่องทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ และการ์ตูน จากนั้นมาทำตามขนบนี้ต่อในช่วงปี 2000 นั่นเอง
แม้ความนิยมของ The X-Files จะลดลงตามกาลเวลาในช่วงหลังปี 2015 ความน่ากลัวตามแบบฉบับ Analog Horror จะทำงานลดลงในยุคที่ผู้คนไม่ได้กลัวสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกอีกแล้ว แต่ตำนานความลึกลับของ The X-Files จะยังคงนั่งแท่นเป็นตำนานในความทรงจำของผู้คนไปอีกนาน เช่นเดียวกับบทเพลงธีมของ Mark Snow ที่เขาได้ทิ้งปรากฏการณ์นี้ไว้ก่อนจะล่วงลับไปเช่นกัน
