จะว่าไปคอนเทนต์วิดีโอบนยูทูปสมัยนี้เต็มไปด้วยเนื้อหาอันหลากหลาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะคอนเทนต์ออนไลน์คือรูปแบบความจำเพาะ ซึ่งช่วยขับเน้นให้ตัวตนของเจ้าของคอนเทนต์เผยออกมาได้อย่างเป็นตัวเองที่สุด ในขณะเดียวกันที่เนื้อหารายการต้องมีแขกรับเชิญ หรือสปอนเซอร์ องค์ประกอบร่วมเหล่านั้นจะต้องเข้ากันกับเนื้อหาได้อย่างไม่เคอะเขิน มากไปกว่านั้นในคอนเทนต์ที่เราหยิบยกมาเล่าในวันนี้ ถูกให้ความสนใจและนำไปผลิตซ้ำอีกมากมายหลายครั้งผ่าน Creator หลายช่องในไทย และไม่เคยมีครั้งไหนที่เกมนี้น่าเบื่อเลยสักครั้ง
เรากำลังพูดถึงคอนเทนต์ ‘คำต้องห้าม’ เกมสนุก เล่นง่าย ที่มีต้นทางมาจาก YouTube Creator ช่อง ‘เทพลีลา’ ของสองหนุ่ม ‘เติ้ด-ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี’ และ ‘เหว่ง-ภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์’ ที่ก่อตั้งมากว่า 7 ปีแล้ว และด้วยคอนเทนต์ที่หลากหลาย พร้อมการนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างจากช่องอื่น อย่างช่วงที่ทำคอนเทนต์ที่ให้เพศชายลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่เพศหญิงทำ หรือคอนเทนต์จริงจังอย่าง ‘สืบคดีเทพลีลา’ ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ตัวตนของ Channel นี้น่าสนใจอยู่เสมอ
‘คำต้องห้าม’ คือเกมอะไร?
เล่าโดยคร่าว ๆ เกม ‘คำต้องห้าม’ มีวิธีเล่นง่าย ๆ นั่นคือการให้ผู้เล่นในเกมทั้ง 4 คน สุ่มแผ่นกระดาษที่เขียนคำทั่วไปที่มีโอกาสพูดในชีวิตประจำวันอยู่บนนั้นมาแปะบนหัวตัวเอง เมื่อเริ่มเกม ทุกคนในเกมมีสิทธิ์คุยกันเพื่อหลอกล่อให้ผู้เล่นคนอื่นพูดคำบนหัวตัวเองให้ได้ และในขณะเดียวกันผู้เล่นคนนั้นก็ห้ามพูดคำบนหัวตัวเองด้วยเช่นกัน และในช่วงท้ายเกม ใครคือผู้ที่เหลือรอดจะได้คะแนน และหากทายคำบนหัวถูกด้วยจะได้คะแนนเพิ่มเติมไปอีก

คอนเทนต์นี้ถูกเล่นครั้งแรกในช่องเทพลีลาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ผ่านการมีผู้เล่น 4 คน อย่างเจ้าภาพช่อง เหว่ง, เติ้ด และ ป๋า, หมี จากช่อง ‘บางระมาด’ ช่องในเครือของเทพลีลาเอง ซึ่งกติกาแรกนั้นมีความพื้นฐานอย่างที่กล่าวไปในย่อหน้าที่แล้ว ก่อนที่ในตอนที่ 5 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2564 จะมีการเพิ่มกติกาของการ Kill หรือคะแนนพิเศษสำหรับใครที่หลอกล่อให้คนอื่นพูดคำบนหัวได้
จากวันแรกจนถึงวันนี้ (13 มิถุนายน 2567) คอนเทนต์ ‘คำต้องห้าม’ เผยแพร่มาแล้วกว่า 117 ตอน และถูก Creator คนอื่น ๆ นำเนื้อหานี้ไปเล่นต่อ ๆ กันมากมาย และยังขยายจากการเป็นแค่คอนเทนต์ออนไลน์ ให้กลายเป็น ‘Board Game’ คำต้องห้าม ที่ใส่ชุดคำเอาไว้ถึง 100 คำ และมีที่คาดหัวสำหรับสอดคำ 6 สาย โดยหน้าตาและงานดีไซน์ก็ออกแบบมาเป็นอย่างดี ทั้งการทำ Character Design เฉพาะในรูปแบบการ์ตูน การออกแบบการ์ดที่คิดมาอย่างดีแล้วว่าในชุดคำทั้งแพ็กหลักและแพ็กเสริมสามารถเล่นร่วมกันได้ ซึ่งก็ทำยอดขายในการเปิดตัวเกมล็อตแรกและล็อตที่สองในช่วงปลายปีที่แล้วได้แบบสมศักดิ์ศรีจริง ๆ กับการเป็นคอนเทนต์ที่ไม่ว่าใครก็สนใจ และอยากลองเล่นมันจริง ๆ ดูสักที
ทำไม ‘คำต้องห้าม’ ถึงน่าสนใจ และน่าดึงดูด
หากถอยหลังออกมาไกล ๆ เพื่อดูความเป็นเกมนี้กันอย่างจริงจังแล้ว รูปแบบเกมในฐานะผู้เล่นค่อนข้างยากพอสมควร เพราะจำเป็นต้องอาศัยจังหวะลูกล่อลูกชนในการส่งคำถาม หรือโยนประโยคสนทนาไปมาระหว่างผู้เล่น เพื่อทำให้ทุกอย่างนำไปสู่คำเป้าหมายบนหัวใครสักคน และวินาทีที่ใครก็ตามพูดคำบนหัวออกมา ทุกคนจะหัวเราะ ดีใจ เฮฮา และอาจจะหยิกแกมหยอกเชิงสมน้ำหน้าเล็กน้อยที่แพ้ เพราะเกมนี้ก็ดูไม่ได้ต้องใช้ระดับความรู้เข้าสู้ แต่ใช้ทักษะการพูดคุย และทักษะการเจรจาเพื่อเอาชนะอยู่พอสมควร
แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือมุมของการได้รับความนิยมในฐานะคอนเทนต์ของเกมนี้ หากเราเทียบเคียงจากยอดผู้เข้าชมคลิปสูงที่สุดของช่องเทพลีลา 10 อันดับแรก จะเห็นทันทีเลยว่าเป็นเนื้อหา ‘คำต้องห้าม’ ไปถึง 7 คลิปด้วยกัน สิ่งนี้น่าจะสะท้อนใจความหลักของคอนเทนต์ในรูปแบบ ‘เกมโชว์’ ของยุคใหม่ข้อหนึ่งได้เป็นอย่างดี นั่นคือการที่เกมนั้น ๆ จำเป็นต้องทำให้ผู้เล่นหรือผู้ร่วมรายการคนใดคนหนึ่ง หรือฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่ในฐานะคนที่ดูโง่เขลาในเนื้อหานั้นอย่างสมเหตุสมผลและไม่ดูใจร้ายเกินไปนัก และเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดู

ตัวอย่างคอนเทนต์แนวนี้ที่ประสบความสำเร็จอยู่เสมอในไทยเลยคือ รายการ ‘The Mask Singer หน้ากากนักร้อง’ ที่ผู้ที่ดูโง่เขลาในมุมนี้คือกรรมการ ที่ได้แต่ตัดสินจากเสียงร้องของบุคคลภายใต้หน้ากาก และก็ต้องนั่งงมกันว่าใครว้า…ที่กำลังพรางตัวตนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
หรือในรายการที่มีความคล้ายคลึงกับคำต้องห้ามแบบตรงไปตรงมาที่สุดอย่าง ‘ร้องข้ามกำแพง’ ซึ่งผู้ที่ดูโง่เขลาคือนักร้องหน้ากำแพง ที่ไม่รู้เลยว่านักร้องหลังกำแพงที่กำลังร้องอยู่คือใคร และต้องอาศัยคำใบ้บางส่วนจากผู้ร่วมรายการ เช่นเดียวกันกับคำต้องห้าม ที่แม้ผู้เล่นทุกคนจะกลัวการพูดคำบนหัว แต่ก็ต้องสนทนาในประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพ้เพื่อให้ได้มาซึ่งคำใบ้ที่จะทำให้ตัวเองตอบคำบนหัวได้อย่างถูกต้อง
และนั่นเอง ในวินาทีที่ความโง่เขลาของผู้เล่นหรือผู้ร่วมรายการคนนั้นถูกขยายให้ใหญ่หลังจากกำแพงถูกดึงขึ้น แล้วเฉลยว่านักร้องหลังกำแพงไม่ใช่คำตอบที่เขาหรือเธอทาย หรือการเผลอหลุดพูดคำบนหัวทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามันคือคำว่าอะไร และความมั่นใจของผู้เล่นที่คิดว่าคำบนหัวคือคำนี้แน่ ๆ มาทั้งเกม แต่ดันทายผิดในวินาทีสุดท้าย ทั้งหมดนำมาซึ่งเสียงหัวเราะ ความสุข ความสนุกสนานทุกครั้งในมุมมองของผู้ชม
เรื่องนี้มีบางแง่มุมสอดคล้องกับแนวคิด ‘Schadenfreude (ชาเดนฟร็อยด์)’ ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาเยอรมันสองคำ นั่นคือ ‘Schaden’ ที่หมายถึงความอันตราย หรือความเสียหาย และ ‘Freude’ ที่หมายถึงความสุข และความยินดี เมื่อนำความหมายมารวมกัน คำนี้จึงแปลว่าภาวะทางความสุข ความรื่นเริงทางอารมณ์ที่มาจากการเห็นความอัปยศของผู้อื่น ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่ขัดแย้งที่สุดในจิตใจคน เพราะในมุมหนึ่งมันก็แทบไม่ต่างอะไรกับการมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น แต่หลายครั้งมันก็ถูกนำมาใช้เพื่อความบันเทิงด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องผิด และการนิยามว่าผู้ร่วมรายการถูกทำให้รับบทผู้โง่เขลาก็ไม่ใช่การด้อยค่า หรือลดทอนอัตลักษณ์ตัวตนใด ๆ ของใครลงไป เพราะสุดท้ายมันเป็นเพียงแค่เกมหนึ่งเกมที่มอบความบันเทิงในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น และเราเชื่ออย่างยิ่งว่าเนื้อหาที่มีสารตั้งต้นจากไอเดียรูปแบบนี้จะมีมากขึ้นในปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ด้วยเช่นกัน
ที่มา
