ภาพ ‘นายอนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อขึ้นรถยนต์ไฟฟ้า ‘BYD 7’ สี Shark Grey ทะเบียน ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร ยังคงติดตาใครหลาย ๆคน พร้อมกับประโยคให้สัมภาษณ์ที่ว่า “ถ้าประชาชนหันมาใช้รถไฟฟ้า ทําได้ก็ดี เพราะประหยัดและตอนนี้มีเรื่องของน้ำมัน” ซึ่งการบอกให้ประชาชน “ซื้อรถ EV” อาจดูเป็นคำแนะนำที่ห่างไกลจากความเป็นจริงสำหรับหลายครอบครัว เพราะยังมีหลายปากท้องในสังคมไทยที่มีภาระหนี้สินและข้อจำกัดด้านงบประมาณในการซื้อ การแนะนำในลักษณะนี้จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ “คนรวยเท่านั้นทำได้”
ชวนมองให้ลึกก่อนจะเกิดอุปทานหมู่ ซื้อรถไฟฟ้า หนีราคาน้ำมัน ตามคำแนะนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไม่หยุด หลายคนเริ่มหันมามอง ‘รถไฟฟ้า’ หรือ ‘EV’ (Electric Vehicle) ในมุมคิดของคนที่กำลังหาทางเซฟค่าใช้จ่าย มักมาจากความคิดง่าย ๆ คือ “ไม่ต้องเติมน้ำมัน = ประหยัดเงิน” แต่คำถามคือ ประหยัดได้จริงแค่ไหน?
ทำความรู้จักกับ รถไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle)
รถไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) เป็นยานยนต์ประเภทหนึ่งที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ใช้แล้วหมดไป รวมถึงช่วยลดการปล่อยควันเสียจากเชื้อเพลิงให้น้อยลงอีกด้วย โดยรถไฟฟ้ามีทั้งรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% หรือรถไฮบริดที่ผสานพลังงานไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์สันดาป จากข้อมูลยอดการสั่งซื้อรถยนต์ในงาน ‘Motor Expo’ ตลอดปี 2025 พบว่า มียอดสั่งซื้อรถไฟฟ้าจากแบรนด์ BYD, OMODA JAECOO และ GAC เป็นส่วนใหญ่ นี่จึงสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า คนไทยให้ความสนใจกับรถไฟฟ้าอย่างมาก เหตุผลหลัก ๆ มาจากต้นทุนพลังงานต่อการใช้งานที่ถูกกว่าน้ำมัน
ค่าใช้จ่ายที่คนส่วนใหญ่ ” มองข้าม”
1. ราคาซื้อเริ่มต้นที่สูงกว่า : รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังมีราคาสูงกว่ารถน้ำมันในระดับเดียวกัน ส่วนต่างอาจอยู่ที่หลักแสนถึงหลักล้าน แปลว่า “เงินที่คุณประหยัดค่าน้ำมัน” อาจต้องใช้เวลา “หลายปี” กว่าจะคุ้มทุน
2. ค่าแบตเตอรี่ : หัวใจของรถไฟฟ้าคือ ‘แบตเตอรี่’ ซึ่งมีอายุการใช้งานประมาณ 8-10 ปี แม้หลายแบรนด์จะมีประกัน แต่หลังหมดประกันค่าเปลี่ยนอาจแตะหลักแสนถึงหลักล้านบาท
3. ค่าไฟไม่ได้ถูกเสมอไป : ชาร์จที่บ้าน → ถูก / ชาร์จนอกบ้าน (Fast Charge) → แพงขึ้นมาก แต่ในบางกรณี ค่าไฟจากสถานีชาร์จเร็ว แทบไม่ต่างจากค่าน้ำมันเลย
4. ไลฟ์สไตล์การขับขี่ เท่ากับ ตัวกำหนดค่าใช้จ่าย : รถไฟฟ้าจะ “คุ้ม” ก็ต่อเมื่อ คุณขับรถบ่อย (ยิ่งขับเยอะ ยิ่งประหยัดจริง), มีที่ชาร์จที่บ้าน, ไม่ต้องพึ่งสถานีชาร์จเร็วเป็นหลัก แต่ถ้าพฤติกรรมการขับขี่ตรงกันข้าม ขับน้อย, อยู่คอนโด ชาร์จลำบาก, ต้องชาร์จนอกบ้านเป็นหลัก ก็ “อาจไม่ได้ประหยัดอย่างที่คิด“
ใครกำลังคิดอยู่ว่าจะซื้อรถไฟฟ้าดีไหม ต้องรู้จักประเภทของรถไฟฟ้าทั้งหมดให้ดีเสียก่อน เพื่อช่วยให้ทุกคนเลือกซื้อรถไฟฟ้าที่ใช่กับตัวเองให้ได้มากที่สุด โดยสามารถจำแนกออกได้ 3 ประเภท ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกัน ดังนี้
1. BEV (Battery Electric Vehicle) : รถไฟฟ้า 100% ไม่ใช้น้ำมัน ค่าใช้จ่ายต่อการใช้งานต่ำ ขับเงียบ ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ เหมาะกับคนขับในเมือง มีจุดชาร์จส่วนตัว และใช้รถสม่ำเสมอ
2. PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) : รถปลั๊กอินไฮบริด ขับด้วยไฟฟ้าได้และเติมน้ำมันได้ เหมาะกับคนขับในเมืองเป็นหลัก แต่ต้องเดินทางไกลเป็นบางครั้ง
3. HEV (Hybrid Electric Vehicle) : รถไฮบริด ไม่ต้องชาร์จไฟ ใช้น้ำมันเป็นหลัก ประหยัดกว่ารถทั่วไป เหมาะกับคนที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้า แนะนำว่าไม่ควรซื้อเพราะ “ต้องการหนีราคาน้ำมัน” แต่ควรซื้อเพราะผ่านการทบทวนมาอย่างดีแล้วว่า ไลฟ์สไตล์และการเงินของเราสอดรับกับการมีรถไฟฟ้า โดยสามารถใช้ 3 Checklist นี้ช่วยประเมินก่อนตัดสินใจได้
1. เส้นทางหลักที่เราใช้ เหมาะกับรถไฟฟ้าไหม : หากขับรถในเมือง ระยะทางไม่ไกล รถไฟฟ้าจะตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและการใช้งานแบตเตอรี่ได้ดี แต่หากต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดเป็นประจำ ควรพิจารณาประเภทรถและจุดชาร์จระหว่างทางให้รอบคอบ
2. มีจุดชาร์จมาก-น้อยแค่ไหน และตรงไหนบ้าง : ดูว่าที่อยู่อาศัยสามารถติดตั้ง EV Charger ได้หรือไม่ หรือมีจุดชาร์จใกล้เคียงหรือเปล่า เพราะการเข้าถึงจุดชาร์จได้สะดวกจะช่วยลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่ และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
3. ค่าใช้จ่ายรวมแล้วสอดคล้องกับงบประมาณไหม : ไม่ใช่แค่ราคารถ แต่รวมถึงเงินดาวน์ ค่างวด ค่าชาร์จไฟ และค่าบำรุงรักษาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เห็นต้นทุนการมีรถไฟฟ้าอย่างครบถ้วนและไม่ประเมินงบต่ำเกินไป
การบอกให้ประชาชนลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถือเป็นการ “แก้ปัญหาฉบับคนรวย” แต่หากมองในภาพกว้าง ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่พร้อมที่จะจ่ายซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และถึงแม้ว่าบางคนอาจมีฐานะและรายได้แบบ “รวยไม่ไหว” จนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะ “จนไม่ไหว” ที่ต้องแบกรับ “ค่าไฟที่นำมาชาร์จ” แทนการจ่ายเติมน้ำมัน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และรัฐบาลยังไม่มีมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
หากไม่สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ สิ่งที่รัฐบาลทำได้เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าประชาชน เพื่อให้ประชาชนรวยไม่ไหวตามคำปราศรัยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” อยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ทำได้ในขณะรอห่วงโซ่บริบทโลกปรับตัว คือ ปฏิรูปขนส่งมวลชนให้เป็น “สวัสดิการ” การหนีราคาน้ำมันที่ดีที่สุดคือการทำให้ประชาชน “เลือกที่จะไม่ขับรถ” และหันมาใช้ “ขนส่งสาธารณะ” แต่รัฐบาลต้องมีการควบคุมค่าโดยสารขนส่งสาธารณะด้วย โดยสามารถออกมาตรการที่มีโอกาสทำได้จริง ดังนี้
รถเมล์ไฟฟ้าครอบคลุมและราคาเดียว : เร่งเปลี่ยนรถเมล์เป็นไฟฟ้า (e-Bus) ให้ครบ 100% พร้อมทำระบบตั๋วร่วมที่ราคาถูกจริง เพื่อให้การเดินทางด้วยระบบรางและล้อเชื่อมต่อกันโดยไม่ต้องแบกภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
จัดทำ Feeder System : พัฒนาระบบรับ-ส่งจากที่พักอาศัยไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในระยะสั้น (First-mile/Last-mile)
สรุปง่าย ๆ การแนะนำให้ประชาชนไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อหลีกหนีราคาน้ำมัน เป็นการแก้ปัญหาที่ทำได้แค่เฉพาะกลุ่ม การแก้ไขปัญหาที่จะตรงจุดและได้ผลลัพธ์เป็นภาพรวมมากที่สุด คือการจัดสรรสวัสดิการที่ช่วยลดค่าครองชีพที่ต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย อย่างน้อย ๆ การมีสวัสดิการจากภาครัฐที่ช่วยลดค่าครองชีพ ก็จะทำให้ประชาชนประหยัดเงินในกระเป๋า และเข้าใกล้คำว่ารวยไม่ไหวมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง
- https://www.matichon.co.th/politics/news_5649833
- https://thethaiger.com/th/news/1549156/
- https://www.thairath.co.th/news/politic/2922424
- https://thestandard.co/pm-drives-ev-energy-oil-songkran/
- https://www.mrkumka.com/article/car-guide/what-is-the-price-of-each-model-of-electric-car-battery/
- https://www.uac.co.th/th/knowledge-sharing/534/ev-charger-home-vs-public-charging
- https://www.smauto.co.th/blog/type-of-electric-vehicles/?lang=th
- https://www.orix.co.th/th/4-types-of-electric-vehicles/car-leasing/ev-leasing/
