บางช่วงของชีวิต เราอาจต้องยอมวางบางอย่างลง ทั้งที่ยังรัก ยังสนุก และยังอยากเดินต่อไปกับมัน ไม่ใช่เพราะสิ่งนั้นหมดความหมาย แต่เพราะชีวิตมีบางหน้าที่ที่ต่อให้เลี่ยงได้นานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องหันกลับมาเผชิญอยู่ดี สำหรับ ‘ต้นข้าว-ชยุตม์ นิติชาคร’ ก็เช่นกัน
ช่วงเวลาที่งานแสดงกำลังเดินไปข้างหน้า กลับเป็นเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจพักทุกอย่างไว้ชั่วคราว ถอดบทบาทนักแสดงออก แล้วเดินเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบในฐานะ “พลทหาร” เป็นเวลา 6 เดือน
หกเดือนที่ดูเหมือนเป็นการหายออกไปจากเส้นทางเดิม แต่กลับเป็นหกเดือนที่พาเขาไปพบกับอะไรหลายอย่างที่อาจไม่มีวันได้เจอ หากยังยืนอยู่ในที่เดิม เพราะทันทีที่เข้าสู่การเป็นทหารใหม่ ชื่อเสียง อาชีพ และโลกที่คุ้นเคยแทบไม่ได้ช่วยให้ชีวิตข้างในง่ายขึ้น และการใช้ชีวิตภายใต้ระเบียบเดียวกับคนอีกนับร้อยที่มาจากคนละที่ คนละวัย และคนละโลก ไม่ใช่เรื่องง่าย
ระหว่างทาง เขาไม่ได้เรียนรู้แค่เพียงความหมายของคำว่า “หน้าที่” แต่ยังได้เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกับผู้คนที่แตกต่าง เพราะบางทีการเติบโตก็ไม่ได้เกิดจากการเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นในวันที่ชีวิตพาเราออกนอกเส้นทางที่เคยคิดว่าตัวเองต้องเดิน
วันนี้ ‘ต้นข้าว’ กลับมาเป็นนักแสดงอีกครั้ง พร้อมมิตรภาพ ความทรงจำ และวิธีมองโลกที่กว้างขึ้น ด้วยความเข้าใจว่า ‘ทุกการกระทำมีผลของมันเสมอ’ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีเหตุผลของมัน เราไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินด้วยซ้ำว่าสิ่งที่พบเจอนั้นดีหรือร้าย แค่ใช้ชีวิตและเรียนรู้จากมันให้มากพอ…ก็พอ
บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของนักแสดงคนหนึ่งที่หายจากหน้าจอไปเป็นทหารแล้วกลับมาทำงานอีกครั้ง แต่ทั้งหมดคือเรื่องของสิ่งที่ ‘หล่นหาย’ ระหว่างทาง สิ่งที่พบเจอและได้ ‘เรียนรู้’ โดยไม่ได้ตั้งใจ และการ ‘เติบโต’ ที่บางครั้งต้องออกจากโลกใบเดิมเสียก่อน ถึงจะมองเห็นตัวเองชัดขึ้นอีกครั้ง

Just Do It: จากกองถ่ายสู่กองทัพ
“การเกณฑ์ทหารเป็นภาระหน้าที่ที่เราต้องจัดการ เพราะว่าเราก็รู้ตัวเองอยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องมาถึง ช่วงที่ผมเรียนชั้นมัธยม เพื่อน ๆ จะเรียน รด. กัน แต่เราไม่ได้เรียน เพราะเราเลือกที่จะทำงาน ทำให้ต้องผ่อนผันมาตลอดเพราะยัง enjoy กับการทำงานมาก ๆ ตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะรับบท “ทะเลหลวง” ใน “ทายาทหมายเลข 1” เราก็ยังทำงานมาจนถึงตอนนี้ ซึ่งสุดท้ายผมก็ผ่อนผันมาจนสุดทาง ก็แปลว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับเข้าไปจัดการภาระหน้าที่ตรงนี้ที่เราค้างคาไว้ให้เสร็จเรียบร้อย ถึงแม้ว่าจะอยู่ในจังหวะที่หลาย ๆ คนมองว่าน่าเสียดาย เพราะงานละครและงานอื่น ๆ กำลังไปได้สวยเลย เป็นช่วงที่ผมกำลังตั้งใจทำงานมาก ๆ แต่สุดท้ายผมมองว่าทุกอย่างมันเป็นจังหวะชีวิต เรื่องงานก็เรื่องหนึ่ง เรื่องเกณฑ์ทหารเราก็ต้องจัดการและรับผิดชอบให้เรียบร้อย คิดง่าย ๆ เลยว่า ถ้าเราเกณฑ์ทหารเสร็จ เราก็จะได้กลับไปทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรต้องกังวลอีก

The Order of Time: จังหวะชีวิต
“ตอนที่บอกครอบครัว คนรอบข้าง รวมถึงผู้ใหญ่ในช่อง เขาตกใจกันมาก (ยิ้ม) แบบว่า “อ้าว!!! ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ?” แต่ผมก็บอกทุกคนไปว่า ทุกอย่างมันผ่านกระบวนการคิดของผมมาหมดแล้ว ทุกคนก็ยังงง ๆ คือไม่มีใครเชื่อว่าผมจะไหวเลยสักคน ใคร ๆ ก็บอกว่ามันหนักมากนะ แต่พอเข้ากรมไปแล้ว ก็มีหลายคนที่ได้มาเยี่ยมช่วงเยี่ยมญาติ พอเขาเห็นเรา ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “เออ!!! ดูดีกว่าที่คิดนะ” “ก็อยู่ได้นี่” “เก่งมาก”
ผมก็บอกเขาไปว่าจริง ๆ มันไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นหรอก สมัยนี้ไม่ได้เหมือนในข่าวหรือในภาพจำสมัยก่อนแล้ว ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีผลมาก ทางทหารเองเขาก็ปรับตัวและพัฒนาขึ้นในหลาย ๆ ด้าน มีความทันสมัยมากขึ้น ไม่ได้โหดอย่างที่คิด แต่สุดท้ายพอขึ้นชื่อว่าทหาร มันก็ยังต้องทำทุกอย่างให้เป็นระบบระเบียบตามแบบฉบับของเขา ซึ่งผมว่าทุกสังคมมันก็มีกฎมีกติกาเป็นเรื่องปกติ อยู่ข้างนอกเราก็มีกฎ ของทหารเขาก็มีกฎเป็นเรื่องปกติ”


“ก่อนเข้ากรม ผมแค่รู้สึกว่าในเมื่อเราเลือกที่จะไปเป็นแล้ว เราก็จะทำตรงนั้นให้ดีที่สุดในแบบที่เราทำได้ ตอนแรกสุดเราแทบไม่มีข้อมูลเลยว่าการเป็นทหารเกณฑ์มันต้องเจออะไรบ้าง เลยไม่รู้ว่าจะต้องตั้งเป้าชีวิตยังไง ได้แต่จินตนาการภาพในหัวว่ามันคงเป็นเรื่องของร่างกาย การฝึกหนัก และระเบียบวินัย ซึ่งพอเข้าไปจริง ๆ ก็ได้เจอสิ่งเหล่านั้นตามที่คิดไว้ พอผ่านจุดนั้นไป ความคิดหรือวิถีชีวิตของเราในนั้น มันก็ค่อย ๆ ปรับตัวและเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มันจะเป็นของมันอย่างเป็นธรรมชาติครับ”
Inside the Grid: เรียนรู้ความหมายของการทำหน้าที่
“ตอนแรกที่เข้าไป ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าผมกังวลอยู่บ้าง แต่พอเข้าไปจริง ๆ ผมคิดว่าทุกคนกำลังมาทำหน้าที่ของตัวเองมากกว่า ครูฝึกเขาก็ทำหน้าที่ของเขา เพราะเขาเป็นทหาร ในช่วงเวลาการทำงานของเขา เขาได้รับมอบหมายให้มาเป็นครูฝึกสอนทหารใหม่ รุ่นพี่ที่เป็นนายสิบ เขาก็เป็นทหารที่จบจากโรงเรียนนายสิบมา ก็มาเป็นผู้ช่วยครูฝึกปีหนึ่ง แล้วก็จะมีทหารผลัดก่อนหน้าเราที่ถูกอัปขึ้นมาเป็นรุ่นพี่ คอยช่วยดูแลน้องผลัดถัดไป ซึ่งก็คือผลัดของเรา ถ้าเราอยู่ต่อ เราก็จะเป็นผลัดที่ต้องไปดูแลรุ่นน้องผลัดต่อไปเหมือนกัน ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง และทำหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่ได้มีใครคิดว่าต้องฝึกให้โหด อยากทารุณ หรืออยากแกล้ง ไม่มีแบบนั้นเลยครับ ทุกคนแค่ทำหน้าที่ของตัวเองจริง ๆ”

“ตอนอยู่ในกรมทุกคนเท่ากันหมด ตื่นตีห้าครึ่ง กินข้าวเช้าตอนหกโมงถึงเจ็ดโมง มื้อกลางวันตอนเที่ยงตรง มื้อนี้มีของหวานด้วยนะ แล้วมื้อเย็นก็ตอนหกโมงเย็น หนึ่งวันคือสามมื้อ ไม่มีมื้อตามใจตัวเอง หลังมื้อเย็นทุกวันพุธก็จะมีขนมเพิ่มให้กินตอนกลางคืน ทุกอย่างถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย นี่คือการฝึกวินัยด่านแรก ๆ ที่ผมต้องเจอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมผมต้องกินข้าวให้เยอะที่สุด ไม่อย่างนั้นมันจะหิว (หัวเราะ) แรก ๆ กลัวหิวระหว่างวัน ก็เลยจัดเต็มกินเยอะตั้งแต่ในมื้อ ผลคือออกมาจากกรมอ้วนเลย เพราะตอนที่เราอยู่บ้าน เราอาจจะไม่ค่อยอยากกินข้าว อยากกินแค่กับข้าว เลือกกินโปรตีนหรืออาหารที่เราชอบ แต่พออยู่ในกรม แต่ละมื้อจะมีกับข้าว 2 อย่างพร้อมข้าวเปล่า เรารู้สึกว่าต้องเติมข้าวเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดหิวขึ้นมาระหว่างวัน มันไม่มีขนมให้กิน แล้วผมเป็นคนที่ไม่ชอบความรู้สึกหิว ทางเดียวคือต้องป้องกันไว้ก่อน พอกินเสร็จจานแรก ก็เดินวนไปต่อจานที่สองทันที
ช่วงแรก ๆ ผมตื่นตีห้าครึ่ง แต่หลัง ๆ พอได้รับมอบหมายหน้าที่มากขึ้นหลังช่วงฝึก บางทีก็ตื่นตีสี่ครึ่งเลยก็มี เพราะต้องไปซ้อม ไปฝึก ช่วงการฝึกทหารใหม่ก่อนจะขึ้นกองร้อยจริง ๆ จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งจะมีย่อยออกไปอีกว่าพอขึ้นกองร้อยแล้วใครจะไปอยู่หน่วยไหน โดยจะมีตัวเลขประจำหน้าที่ 101-106 ซึ่งแต่ละเลขก็จะมีภาระงานต่างกันไป อย่าง 103 กับ 104 จะเป็นกองเกียรติยศ ทำหน้าที่หลัก ๆ มีภารกิจเฉพาะด้านพิธีทหาร หรือราชพิธีสำคัญ ส่วนกองอื่น ๆ ก็จะเป็นช่าง เป็นฝ่ายซัปพอร์ต คอยช่วยเหลือในกองพันนั้น ๆ แล้วแต่ว่าใครจะได้ทำหน้าที่อะไรครับ”

The Voice Behind the Meme: แอดมินพลทหารต้นข้าว
“พอจบการฝึกทหารใหม่ อย่างที่บอกว่าแต่ละคนก็จะมีหน้าที่เป็นของตัวเอง บังเอิญช่วงนั้นมีข่าวไทย-กัมพูชา เพจ “กองทัพบก ทันกระแส” ก็เลยดังขึ้นมา พอเพจติดกระแส ก็ต้องทำข่าวตลอด เพจนี้เป็นเพจกึ่งทางการที่ลงคอนเทนต์ให้คนย่อยง่าย ๆ แต่ยังคงเป็นข้อมูลจริงเพราะต้องมาจาก Source ที่ถูกต้องของทางทหารเอง ทีมทำเพจเลยมีการลงพื้นที่ตามชายแดนต่าง ๆ ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ไปด้วย
ผมรู้สึกว่านี่คือประสบการณ์ที่ทั้งชีวิตนี้ ถ้าไม่ได้มาเป็นทหารก็คงไม่มีทางได้ไป และไม่มีโอกาสได้เห็นอะไรแบบนั้นแน่นอน โอเคว่าในอนาคตพื้นที่ตรงนั้นอาจจะเปิดเป็น Tourist Spot หรือสถานที่ท่องเที่ยวให้คนไปเที่ยวกันได้ แต่ในจังหวะที่เราได้ไป มันเป็นช่วงเวลาที่มีการปะทะกันอยู่ด้วยซ้ำ ยังมีพี่ ๆ ทหารประจำการอยู่ตามจุดต่าง ๆ หรือแม้แต่จุดที่ใกล้กับการปะทะมาก ๆ สามารถมองเห็นฝั่งกัมพูชาอยู่ตรงนั้นเลย”


“ช่วงเวลานั้นผมได้เห็นอะไรหลายอย่าง ได้เห็นความรู้สึกของชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้น ได้เข้าใจถึงพี่น้องทหารว่าทำไมเขาถึงเลือกมายืนอยู่ตรงนี้ เขาไม่ได้ถูกบังคับให้มา แต่เขาเลือกที่จะใส่ชุดทหาร ถือปืน และมายืนอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องประเทศ หรือในอีกมุมหนึ่ง เขาอาจจะคิดว่าการมาอยู่ตรงนี้คือการได้ปกป้องครอบครัวและคนที่เขารัก ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ทหารหลาย ๆ นาย ยิ่งได้คุยก็ยิ่งนับถือหัวใจเขา บางคนอายุยังน้อยกว่าผมด้วยซ้ำ
หน้าที่ของผมคือฝ่าย PR และเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ช่วยทำเพจ แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่าผมเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ประมาณ 10%-20% เท่านั้น มีโอกาสช่วยคิดคอนเทนต์จริง ๆ แค่ประมาณ 3-5 โพสต์ หรือเป็นคอนเทนต์ที่ต้องไปสัมภาษณ์คนอื่น ผมก็รับหน้าที่ไปยืนอยู่หน้ากล้อง ทีมงานที่ทำเพจทั้งหมดเป็นทหาร ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนสู่สาธารณะขนาดนั้น แต่ในเมื่อเราเป็นคนที่เปิดเผยได้ในฐานะ Public Figure พอแฟนเพจอยากรู้ว่าแอดมินเพจนี้คือใคร ผมก็ยินดี ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ”

“จุดที่ทำให้เพจดังขึ้นมา เป็นเพราะโพสต์ที่เป็นมีม มีรูปภาพ และแคปชันตลก ๆ ฮา ๆ ที่ตรงใจคน มันช่วยย่อยข่าวทางการให้เสพง่ายขึ้น ปกติเวลาข่าว Official ออกมาจากกองทัพหรือเหล่าทัพต่าง ๆ ข้อมูลมันมักจะดูทางการ ตัวหนังสือยาวหลายย่อหน้า เพจนี้เลยเลือกสื่อสารข้อมูลความจริงชุดเดียวกัน แต่เปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่สั้น สดใส ตลก ทำให้คนอ่านจบและเข้าใจได้ทันที
ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ผมใช้สกิลตอนเรียนคณะวารสารฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาปรับใช้จริง ๆ ทั้งเรื่อง Mass Communication การสื่อสาร การออกไปทำสัมภาษณ์ อย่างตอนเรียนผมเคยไปสัมภาษณ์พี่ ๆ ที่ขับรถเมล์ใน มธ. หัดคิดคอนเทนต์ ฝึกเขียน Article พอต้องมาทำโพสต์สั้น ๆ ในเพจทหาร ทุกอย่างมันเลยใกล้เคียงกัน สามารถนำมา Adapt ใช้ได้หมดเลยครับ”

The Lost & Found: หล่นหาย เติบโต เรียนรู้
“ปกติเวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก เราก็อยู่แต่กับกลุ่มเพื่อน สังคมที่เราคุ้นเคย หรือในวงการบันเทิงที่ทุกคนทำงานคล้าย ๆ กัน เป็นสื่อเหมือนกัน มันก็จะมีเรื่องที่คุยกันแล้วคลิกได้ง่าย แต่ในวันที่เราเดินเข้ากรมไปเป็นทหาร ทุกคนต่างคน ต่างมา ต่างที่ ต่างทาง ต่างอายุ ไม่ได้มีความเข้าใจตรงกันมาตั้งแต่แรก คำถามคือ เราจะทำยังไงให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ทำกิจกรรมร่วมกันได้? เพราะมันไม่ใช่แค่การเจอหน้ากันแป๊บ ๆ แล้วแยกย้าย แต่มันคือการกิน นอน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างน้อย ๆ 2-3 เดือน ทำยังไงเราถึงจะพูดคุยและช่วยเหลือกันได้จริง ๆ
ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไง เข้าไปแล้วจะคุยกับคนอื่นรู้เรื่องไหม เราเข้าไปตอนนั้นคือ 26 ปี ถือว่าเกือบเต็ม Max แล้ว เกือบจะแก่ที่สุดในนั้น เพราะน้อง ๆ ส่วนใหญ่ที่เข้ามาอายุน้อยสุดก็ประมาณ 21 ปี แต่สุดท้ายวิธีของผมก็แค่เปิดใจ ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องไปสนใจว่าข้างนอกเราเคยทำอะไรมา แค่เป็นตัวเราในแบบปกติ มันเลยทำให้ผมกลับมาเข้าใจความเป็นตัวเองมากขึ้น ได้เติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และรู้จักคิดหลาย ๆ เลเยอร์เวลาจะทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจจะเพราะเราอายุมากขึ้นด้วยส่วนหนึ่ง (หัวเราะ)”


“อย่างที่บอกว่าข้างในกรมมันมีกฎระเบียบ ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ ซึ่งต่อให้เราออกมาอยู่ข้างนอก แม้จะไม่ได้มีบทลงโทษที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเหมือนทหาร แต่ผมเชื่อว่าทุกการกระทำมันมีผลตามมาเสมอ เพราะฉะนั้นเวลาจะทำอะไร มันต้องคิดให้เยอะ ๆ อยู่ข้างในนั้นมีเด็กผู้ชายร้อยกว่าคน เห็นหน้ากันแล้วจะซัดกัน ต่อยกันก็ทำได้ เต็มที่ก็โดนลงโทษ ไปยืนเข้าเวรตอนสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน แล้วก็จบ แต่ถ้ามองมุมกลับกัน พอออกมาในชีวิตจริง อย่างที่เราเห็นในข่าวบ่อย ๆ แค่ขับรถปาดหน้ากันนิดเดียวก็ยิงกันแล้ว ทุกอย่างมันมี Consequence ทั้งหมด
ข้างในกรมมันเลยเหมือนการจำลองโลกภายนอกนั่นแหละ ตอนเราเป็นเด็ก เราอาจจะมีคนคอยดูแล คอยเตือนเราตลอด จนไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเราโตขึ้น มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีใครมาคอยดูแลเราตลอด 24 ชั่วโมง เราต้องดูแลตัวเอง และต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะลงมือทำอะไรครับ”

The Lasting Echoes: มิตรภาพ ความภูมิใจ
“ผมประทับใจเรื่องความสัมพันธ์ที่ได้เจอ ได้รู้จักหลาย ๆ คน ตอนที่เราไปฝึกเป็นทหารใหม่ น้อง ๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ส่วนมากจะเด็กกว่าผม ซึ่งเราเจอน้อง ๆ ที่ Nice กับเราหลายคนมาก รู้สึกว่ามันเป็นมิตรภาพที่ดีจริง ๆ ที่ได้กลับมาจากตรงนั้น จนถึงวันนี้ที่เราปลดออกมาแล้ว น้อง ๆ บางคนก็ยังอยู่ในนั้น เพราะบางคนต้องอยู่ 2 ปี บางคนใกล้จะปลด หรือบางคนแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ต่าง ๆ เราก็ยังติดต่อกันอยู่ ยังมีโอกาสได้พูดคุย อัปเดตชีวิตกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คุยกันบ่อยมาก แต่ก็เป็นมิตรภาพที่ยังคงอยู่
แม้แต่ครูฝึกที่เคยคุมเคยดูแลเรามา เขาก็ยังทักมาถามไถ่ว่าเราเป็นยังไงบ้าง เราเองก็ยังถามกลับไปว่าทหารใหม่ผลัดนี้เข้ามาแล้วเป็นยังไง ดื้อมั้ย เหมือนตอนรุ่นผมรึเปล่า (ยิ้ม) ก็ได้พูดคุยกันเรื่อย ๆ รวมไปถึงพี่ ๆ ผู้พัน หรือผู้บังคับบัญชาที่ดูแล เราก็ยังมีโอกาสได้ติดต่อพูดคุยกันอยู่ เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่า พอเข้าไปฝึกจบแล้วปลดออกมา เราจะต้องจากกันไปเลย มีหลาย ๆ คนที่เราได้สนิทสนมกัน เราก็รู้สึกว่ามันเป็นมิตรภาพนะ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่ในอนาคตก็มีกันต่อไป”

“การที่เรามีคนรู้จักอยู่ในทุกรูปแบบ มันทำให้เราได้มุมมองความคิดของชีวิตในหลากหลาย ถ้าเป็นวงการบันเทิง สื่อ หรือภาพยนตร์ เราก็มีความคิดแบบหนึ่ง นักธุรกิจหรือข้าราชการ เขาก็มีมุมมองอีกแบบหนึ่ง บางทีในเรื่องเรื่องเดียวกัน เราอาจจะมองในมุมของเรา คนใกล้ตัวเรามองอีกมุม แต่พอเราได้ลองถาม ได้ลองฟังความคิดจากคนหลาย ๆ รูปแบบ ก็ทำให้เราได้กรอบความคิดที่หลากหลายขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันส่งผลดีต่อตัวเราทั้งหมดเลย”

Something in The Rain: ทุกการพบเจอมีวัตถุประสงค์เสมอ
เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราเป็นเราในแบบนี้
ณ วินาทีนี้ ผม Happy กับตัวเองที่เป็นแบบนี้ด้วย
ก็เลยรู้สึกว่ามันดีทั้งหมด
“ผมคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดีเสมอ สมมติถ้าผมไม่ได้เข้าไปเป็นทหาร ตอนนี้ผมจะเป็นยังไง ผมอาจจะมีละครเป็นสิบเรื่องที่ถ่ายไปแล้วก็ได้ แต่ผมก็ไม่ได้มองอย่างนั้น ผมคิดว่าอะไรที่เกิดขึ้นมาแล้ว จักรวาลจัดสรรมาแล้ว เขียนทุกอย่างมาให้เราเจอแบบนี้ โลกใบนี้เหวี่ยงให้เราไปเจอแบบนั้นแบบนี้ มันคือเรื่องที่ดีแน่นอน เราต้องไม่ไป doubt มันว่าทำไมสิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนั้น สิ่งนั้นทำไมต้องเกิด ทำไมสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับเรา”

“เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราเป็นเราในแบบนี้ ณ วินาทีนี้ ผม Happy กับตัวเองที่เป็นแบบนี้ด้วย ก็เลยรู้สึกว่ามันดีทั้งหมด ผมไม่ได้มองหาข้อเสียในเรื่องที่เจอ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจหาข้อดีด้วยซ้ำ เพราะผมรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องหา ไม่ว่าเราจะเจออะไรก็ตาม เราก็ใช้ชีวิตไปกับมัน ได้อะไรจากมันก็ค่อยมาว่ากัน ใช้ชีวิตไปกับเส้นเวลานั้น ๆ เดินเข้าหาเลย ชนไปเลย ไม่ว่าจะเป็นยังไงผมก็ไม่เสียดาย ทุกอย่างสอนเราให้เติบโตขึ้น การเจอคนหลาย ๆ คน หลาย ๆ แบบก็สอนเราให้เติบโตขึ้น การได้รู้จักคนคนหนึ่งก็สอนให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเป็นเรื่องร้าย คือเราก็ได้เรียนรู้ทั้งหมด การได้เรียนรู้ผมถือว่านี่คือเรื่องที่ดีครับ”

ปลายทางของบทสนทนากับ ‘ต้นข้าว’ ไม่ได้พาให้เรากลับไปตรงคำถามที่ว่า ‘หกเดือนในกรมทหารให้อะไรกับเขาบ้าง’ เพราะบางประสบการณ์ก็ไม่ได้จำเป็นต้องสรุปออกมาเป็นบทเรียนที่สวยงาม หรือพยายามหาคำตอบว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องแลกไปหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนกว่านั้น คือเขาได้พบผู้คนที่หากใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางเดิมอาจไม่มีวันได้พบ และได้มองโลกผ่านสายตาที่ไม่ใช่ของตัวเอง จากเพื่อนทหาร ครูฝึก ผู้บังคับบัญชา ไปจนถึงทหารที่ยืนอยู่ตามแนวชายแดน ทุกคนทิ้งบางอย่างเอาไว้ในความทรงจำของเขา และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เครื่องแบบ หากเป็นความสัมพันธ์และมุมมองต่อผู้คนที่กว้างกว่าเดิม
มีประโยคหนึ่งของต้นข้าวที่น่าสนใจ เขาบอกว่า ‘เราไม่จำเป็นต้องพยายามค้นหาข้อดีจากทุกเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แค่ใช้ชีวิตไปกับเส้นเวลานั้น เดินเข้าหามัน ชนกับมัน แล้วค่อยดูว่าสุดท้ายเราได้เรียนรู้อะไรกลับมา’ ฟังดูเหมือนเป็นวิธีคิดที่เรียบง่าย แต่ในโลกที่เรามักถูกสอนให้ทุกการตัดสินใจต้องมีคำตอบ ทุกความผิดหวังต้องมีบทเรียน และทุกเวลาที่เสียไปต้องได้รับบางอย่างกลับคืนมา ซึ่งบางทีการยอมรับว่าไม่ใช่ทุกเรื่องในชีวิตต้องถูกอธิบายทันที อาจเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเติบโต เพราะความหมายของบางช่วงเวลา เราจะมองเห็นมันได้ชัดเจน ก็ต่อเมื่อเดินผ่านช่วงเวลานั้นมาไกลมากพอ…ก็ได้
วันนี้ชีวิตของต้นข้าวเดินต่อ งานแสดงที่เคยพักไว้ก็เดินต่อ และผู้คนที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันต่างแยกย้ายกลับไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่การแยกย้ายไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจะหายไป เพราะบางความทรงจำยังคงทำงานอยู่เงียบ ๆ
ในโลกที่ยังคงหมุนไปเรื่อย ๆ แบบนี้ เราไม่มีทางรู้เลยว่า การพบเจอใครสักคนหรือการออกนอกเส้นทางเพียงชั่วคราว จะเปลี่ยนชีวิตของเราได้มากแค่ไหน รู้แต่เพียงว่าเมื่อมันผ่านเข้ามาแล้ว บางอย่างจากวันนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราต่อไป ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเดินทาง จึงไม่ใช่แค่ว่า เราเคยไปอยู่ที่ไหนมา แต่คือเมื่อกลับออกมาแล้ว เราจะมองโลกใบเดิมด้วยสายตาแบบไหน และบางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องค้นหาหรอกว่า มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในสายฝนหรือไม่ ให้รู้แค่ว่า “ทุกการพบเจอมีวัตถุประสงค์เสมอ” ก็พอ

