ธุรกิจสตรีทฟู้ดไทย

อีกธุรกิจที่น่าห่วงหลังสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 2 ปี 2568 เลวร้ายกว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา และธุรกิจร้านอาหารยังเป็นธุรกิจที่ติดอันดับหนึ่งใน 3 ที่ปิดตัวมากที่สุด ซึ่งที่น่าตกใจที่สุดและน่าห่วงที่สุดก็คือธุรกิจร้านอาหารระดับล่างที่มีการปิดหรือเจ๊งมากขึ้น จนลามขึ้นมาถึงร้านระดับกลางและที่เป็น SMEs แล้ว จะเห็นอย่างชัดเจนตามโซนต่าง ๆ ได้มีการติดป้ายเซ้งกันเยอะมาก รวมไปถึงตามแหล่งท่องเที่ยวด้วย

หนำซ้ำยังต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากผลกระทบของเศรษฐกิจ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามลักษณะร้านและกลุ่มลูกค้า ดังนี้

1. Fine Dining (ร้านอาหารหรู ระดับสูง) เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านอาหารมิชลิน อย่าง Le Du (ฤดู) เล่าว่า กลุ่มลูกค้าหลักคือคนไทยที่มีรายได้สูงและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เคยเป็นครึ่งหนึ่งของลูกค้าแทบหายไปหมด คนไทยแม้มีเงินแต่ก็ระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ร้านลดลงกว่า 50%

2. Casual Dining (ร้านอาหารนั่งทาน) กลุ่มลูกค้าระดับกลาง เช่น พนักงานออฟฟิศที่มีรายได้ปานกลาง เริ่มหันไปรับประทานอาหารในกลุ่มบุฟเฟ่ต์ราคาถูกลง เพราะต้องประหยัดค่าใช้จ่าย มีการใช้บัตรเครดิตเพื่อบริโภคล่วงหน้า แล้วผ่อนจ่ายในภายหลัง (เช่น หมุนบัตรเครดิตได้ 45 วันก่อนชำระ) ส่งผลให้ร้านอาหารที่รับบัตรเครดิตกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น

3. Street Food และ 4. Fast Food (ฟาสต์ฟู้ด) กลุ่มร้านอาหารริมถนนและ SME ขนาดเล็กกำลังเผชิญวิกฤติหนัก ร้านอาหารริมถนนที่ส่วนใหญ่เป็น Street Food กว่า 1 ล้านร้านกำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยหนาแน่น เช่น บริเวณถนนข้าวสาร เขตพระนครหายไปเกือบหมด ทำให้รายได้ลดลงมาก ร้าน SME ขนาดเล็กตามย่านค้าขายอย่าง ย่านบรรทัดทอง ก็ได้รับผลกระทบรุนแรง ลูกค้าต่างชาติที่เคยคิดเป็น 70% ของลูกค้าหายไปเกือบหมด คนไทยที่เหลือ 30% ก็มีรายได้ลดลง ทำให้กำลังซื้อหดหาย ร้านอาหารเหล่านี้จึงประสบภาวะขาดทุนและล้มเลิกกิจการเป็นจำนวนมาก

อีกปัญหาที่สำคัญคือ ราคาวัตถุดิบที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น เหตุผลและกลไกที่ทำให้ราคาขึ้นบางครั้งอาจยังไม่ค่อยเห็นภาพชัด โดยสถานการณ์ราคาอาหารและวัตถุดิบที่ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องเจอในปัจจุบันคือ ราคาสินค้าเกษตรและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เช่น ไข่ไก่ ที่แต่ก่อนขึ้นทีละสลึงสองสลึง ตอนนี้ขึ้นทีละ 3 บาท และราคาขายปลีกก็สูงตามไปด้วย ร้านอาหารบางแห่งต้องจ่ายราคาไข่สูงถึงฟองละ 4 บาทขึ้นไป จนผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถไปต่อได้ ต้องปิดตัวไปเยอะมาก จะเห็นได้จากวงจรธุรกิจของร้านอาหารโดยปกติ 60% จะปิดตัวในหนึ่งปี แต่ว่าวันนี้วงจรของร้านอาหารมันสั้นลงทุกวัน เมื่อมีร้านปิดก็จะมีร้านเปิดใหม่

โดยเฉพาะร้านอาหารระดับล่าง ซึ่งอายุของร้านระดับนี้สั้นลงไปกว่าเดิม จากหนึ่งปีจะปิดตัวหรือเจ๊ง ตอนนี้จะเหลือแค่ 6-7 เดือนก็ไม่ไหวแล้ว เพราะต้องมาเจอวิกฤตของต้นทุน ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันปาล์ม น้ำตาล หรือแต่ค่าไฟก็ตาม รวมไปถึงพืชผักสวนครัว เนื้อหมู หรือไข่ไก่ ราคาก็ยังขึ้น

ด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า GDP ไทยในปี 2568 จะเติบโตเหลือ 1.8% แม้ว่าในไตรมาสหนึ่งจะรายงานว่าเติบโตได้ 3.1% ก็ตาม แต่พบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนต่างได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ซบเซา ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อรายได้ หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักเห็นจะหนีไม่พ้นผู้ประกอบการร้านอาหารในทุกระดับ ทั้งภัตตาคารหรู ร้านอาหารห้องแถว สตรีทฟู้ด รวมไปถึงร้านรถเข็น

ร้านสตรีทฟู้ดไทย แม้จะยังเป็นเครื่องหมายการค้าด้านวัฒนธรรม แต่วันนี้กำลังยืนอยู่บนปากเหว การปิดกิจการรวดเร็ว และกำไรลดลง เป็น “สัญญาณเตือน” ว่าหากไม่เร่งปรับรูปแบบธุรกิจ พร้อมรับแรงสนับสนุนจากรัฐและภาคเอกชน อัตลักษณ์ไทยบนทางเท้าอาจหายไปจนยากจะฟื้นคืน หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองให้เห็นว่า “ร้านสตรีทฟู้ดเสี่ยงเจ๊ง” ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ธรรมดา แต่เป็น “ไฟลามฟาง” ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เราควรจะร่วมกันดับอย่างเร่งด่วน