บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้บอกเราล่วงหน้าว่า ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะเดินไปถึงสถานที่ที่อยากอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าความพยายามครั้งที่เท่าไรจะกลายเป็นครั้งที่สำเร็จ หรือประตูบานไหนที่เคยปิดลงตรงหน้า กำลังพาเราอ้อมไปพบกับประตูอีกบานที่เหมาะสมกว่า สิ่งเดียวที่เราทำได้ อาจเป็นเพียงการเดินต่อไป เก็บเอาทั้งความผิดหวัง ความเหนื่อยล้า และทุกบทเรียนระหว่างทางติดตัวไปด้วย โดยไม่รู้เลยว่าสักวันหนึ่ง สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนสำคัญของคำตอบ

สำหรับ ‘ท็อปแท็ป-จารุกิต แก้วมูลเรือง’ การเดินทางบนเส้นทางการแสดงเคยพาเขามาถึงจุดที่เกือบตัดสินใจหยุด หลังผ่านการออดิชันและความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า เขาบอกกับตัวเองว่า หากการแคสต์ PAYBACK THE SERIES ไม่ผ่าน ก็คงถึงเวลาต้องกลับไปหางานประจำหรือพาร์ตไทม์ทำ และวางความฝันเรื่องการแสดงเอาไว้ตรงนั้น 

ขณะที่ ‘มินลี-ธนากร วิชานุเคราะห์’ ใช้เวลากว่าสิบปีอยู่ในวงการ ผ่านชีวิตในเกาหลี การฝึกฝน การเริ่มต้นใหม่ในเมืองไทย และการออดิชันมากกว่า 200 ครั้ง ก่อนจะมาถึงปีที่เขาบอกว่า “ในที่สุดก็มีคนค้นพบเขาเสียที”

แล้วในจังหวะหนึ่งของชีวิต เส้นทางที่ต่างคนต่างเดินกลับมาบรรจบกันที่ PAYBACK THE SERIES ท็อปแท็ปกลายเป็นเจย์ มินลีกลายเป็นซัน จากคนสองคนที่แทบไม่กล้าแตะหรือสบตากันในวันแรก ค่อย ๆ เรียนรู้กันผ่านการทำงาน การพูดคุย และเวลาที่ใช้ร่วมกัน กำแพงที่เคยมีค่อย ๆ ลดลง จนความไว้ใจบางอย่างเกิดขึ้นโดยแทบไม่ต้องพยายาม และเมื่อการเดินทางของตัวละครดำเนินไป ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่อยู่หลังตัวละครเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกัน

เมื่อมองย้อนกลับไป ชีวิตไม่เคยมีเส้นทางที่เป็นเส้นตรง และบางจังหวะก็ใช้เวลานานกว่าที่คิดกว่าจะเดินทางมาถึง แต่ทุกครั้งที่ล้ม ทุกครั้งที่ผิดหวัง รวมถึงทุกคนที่ได้พบระหว่างทาง ล้วนทิ้งบางสิ่งเอาไว้ให้เราเสมอ และบางทีความหมายของการเดินทาง อาจไม่ใช่เพียงการไปถึงปลายทางที่เคยตั้งใจ หากคือการได้พบว่า ไม่มีช่วงเวลาใดของชีวิตที่เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วจะสูญเปล่าไปจริง ๆ

From Silence to Resonance: เสียงสะท้อนที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ

ท็อปแท็ป : ถ้านับจาก Day 1 ซีรีส์ของเรามีคนให้ความสนใจไม่เยอะมาก เพราะว่าเราเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แล้วพอเราได้ร่วมดูซีรีส์ไปด้วยกัน ผมก็มองเห็นว่ามีคนให้ความสนใจเราเพิ่มขึ้น แล้วทางออนไลน์ก็มีฟีดแบ็กมาดีมาก บอกว่าทีมงานเคารพต้นฉบับมาก ทั้ง costume stylist ทรงผม เมกอัป สถานที่ ทีมงานเคารพต้นฉบับมาก

ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจมาก ๆ จนพอเราเริ่มเดินทางจาก 1 2 3 4 เราก็เห็นทุกคนสนใจเรามากขึ้น แล้วก็เริ่มติดตามว่าตัวละครซัน  เจย์ แบงก์ หรือซันนี่ เขาเดินทางยังไง เขาไปกันยังไง ทุกคนก็ร่วมลุ้นมากเลยทุก ๆ ep. หลาย ๆ คนบอกว่าเนื้อเรื่องเข้มข้นมาก ดีมาก แต่ละซีนที่ทีมงานถ่ายทอดออกมาถือว่าตรงกับ webtoon มาก ดูแล้วรู้เรื่องถึงความต้องการของตัวละครในซีนนั้น ๆ จนมาถึง ep.8 ผมก็ยังรู้สึกว่าทุกคนรักพวกเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ผมชื่นใจแทนทีมงานทุกคน แทนพี่ ๆ ทุกคนที่ให้คำแนะนำ เพราะว่าวันแรกผมไม่รู้จะทำตัวยังไง เราต้องปฏิบัติตัวยังไงเวลาอยู่ในกอง จนมาถึงวันนี้ผมอยากขอบคุณพี่ ๆ ทีมงานทุกคน ทุกฝ่าย ขอบคุณที่ให้คำแนะนำ ขอบคุณที่ค่อย ๆ จูงมือผมเดินจนวันนี้ผมพอเดินได้แล้ว ผมเลยรู้สึกดี รู้สึกดีมาก ๆ 

ผมอ่านทุกโพสต์ ทุกคอมเมนต์ด้วยตัวเอง ตอบด้วยตัวเองครับ อย่างเช่นซีนที่พี่มินเล่นซีนอารมณ์ แฟน ๆ เข้ามาชื่นชมกันเยอะมาก ผมเข้าไปตามกดถูกใจ กด repost บ้าง เห็นทุก ๆ คอมเมนต์เลยครับ ทุกคนบอกว่าชอบมาก รักมาก ๆ เลย  ถึงแม้แรก ๆ หลายคนจะพูดคล้ายกันว่าเขาไม่กล้าดู กลัวว่าไม่ตรงต้นฉบับ พอมีคนดูซีนนี้ เริ่มมีคนบอกต่อ ทีนี้หลาย ๆ โพสต์บอกว่าทำดีมาก ก็รู้สึกดีครับ เห็นแล้วก็ดีใจที่เราได้เล่นซีรีส์นี้ด้วย ได้เติมเต็มความสุขให้กับคนดู

มินลี : ท็อปพูดในฐานะนักแสดงไปแล้ว ขอเอาตัวเองไปอยู่ในฐานะคนดูแล้วกันครับ เพราะว่าจริง ๆ ตั้งแต่ ep.1 เรานั่งดูกับทุกคนในโรง แล้วเราเอาตัวเองไปเป็นคนดูเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเราเอาใจช่วยตัวละครซันกับเจย์มาก ตั้งแต่ ep. แรกเลย ถึงตอนนี้ซีรีส์จะจบแล้ว แต่เรายังรู้สึกรักตัวละครสองตัวนี้มาก ๆ ไม่ใช่แค่ซันกับเจย์นะ ตัวละครอื่นด้วย อย่างเช่น พี่ขจร (ขุนโน้ต-จิรภัทร อุตมานันทน์) สกาย (โชกุน-ปารมี เทศดรุณ) เสี่ยโจ (คาน-คานธี วสุวิชย์กิต) พี่ภาคิน (บอส-ชัยกมล เสริมส่งวิทยะ)

เราดูทุก ๆ ep. เรารู้สึกเอาใจช่วยเขาตลอด รู้สึกรักเขาไปด้วย รู้สึกว่าในโลกของเขามันมีอยู่จริง มีคนคนนี้อยู่จริง เราตอบนู่นนี่นั่น เล่นกับแฟนคลับ เหมือนเราได้คุยกับแฟนคลับด้วยว่าคิดเหมือนกันมั้ย เช่น “ซีนทุกคนคิดว่ายังไง แต่ว่าตอนที่เราเล่นเราคิดอย่างนี้ ทุกคนว่ายังไงบ้าง?” ผมพยายามมี interact กับแฟน ๆ ให้มากที่สุดครับ เหมือนเราลงไปอยู่กับพวกเขาด้วยเลย

When the Timing Clicks: เมื่อจังหวะเวลานำทาง 

มินลี : ผมเริ่มจากการแคสติงครับ ผมไปแคสติงที่ญี่ปุ่นกับทีม PAYBACK และทีมนักลงทุน ใช้เวลาเกือบ 2 ปีกว่าที่โปรเจกต์จะเริ่มเดินหน้า ตกลงทำ PAYBACK และเริ่มแคสติงคนอื่นเข้ามา ซึ่งบทซันเป็นบทที่ได้มาก่อนเลยครับ

ท็อปแท็ป : ใช่ครับ เจย์นี่น่าจะได้เป็นคนท้าย ๆ หรือไฟนอลเลยมั้ย

มินลี : ใช่ เจย์นี่คือได้คนสุดท้ายเลย

ท็อปแท็ป : เล่าย้อนไปตอนแรก ผมเป็นสายประกวดมาก่อนครับ ตอนเด็ก ๆ ผมเป็นเด็กติดเกม พูดตรง ๆ คืออยากเอาเงินไปเติมเกม (หัวเราะ) เวลาอยากได้ไอเทมในเกม เราเป็นสายฟรีไม่ได้ ก็ต้องเติมนิดหน่อย ตอนแรกผมทำงานพาร์ตไทม์ ตักไอติมบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง จนมาเจอเวทีประกวด มีพี่ ๆ ผู้ใหญ่แนะนำว่าลองประกวดดู เผื่อจะชอบ

ผมเริ่มจากเวที Mister Looker Thailand ก่อน พอชนะก็เริ่มต่อยอดไปเรื่อย ๆ อย่างเทพบุตรยี่เป็ง หลายเวทีเลยครับ เพราะอยากได้เงินรางวัลไปกินข้าวแล้วก็เติมเกม (หัวเราะ)

จนวันหนึ่งมีโอกาสได้เข้าไปเป็นเด็กในอะคาเดมีการแสดง พอได้รู้จักการแสดงจริง ๆ ผมรู้สึกสนุกมาก มันเหมือนเราได้รู้จักคนคนหนึ่งผ่านบทบาท ได้ทำความรู้จัก ได้สังเกตคน และได้วิเคราะห์ตัวละครเยอะมาก ผมเริ่มรู้สึกว่ามันมีอะไรสนุกเยอะมาก เพราะการแสดงคือพื้นที่ในการเปลี่ยนตัวหนังสือให้ออกมามีชีวิตเป็นคนจริง ๆ ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมชอบดูละครเวทีที่พี่ ๆ จากโบสถ์มาแสดงให้ดูอยู่แล้วด้วย

จนกระทั่งมาเจอโปรเจกต์ PAYBACK ก่อนหน้านั้นผมคิดจะหยุดแคสต์งานแล้วนะครับ เพราะไปแคสต์มาหลายที่แล้วไม่ได้สักที เริ่มรู้สึกผิดหวัง แต่มีพี่คนหนึ่งแนะนำว่าลองไปแคสต์ PAYBACK ดูสิ คาแรกเตอร์ตรงมาก ผมเลยตั้งเป้ากับตัวเองไว้เลยว่า ถ้าครั้งนี้ยังไม่ได้อีก ผมจะหยุด แล้วกลับไปทำงานประจำหรือพนักงานพาร์ตไทม์ดีกว่า ครั้งนี้เลยตั้งใจทุ่มสุดตัว

วันที่ทีมงานประกาศผลติดต่อมาว่า “สวัสดีค่ะ น้องท็อปแท็ปได้รับบทเจย์นะคะ” ตอนนั้นผมยังนั่งสตรีมเกมอยู่เลยครับ เพราะงานอดิเรกของผมคือสตรีมเกม ผมก็ถามกลับไปว่า “จริงเหรอครับ จริงเปล่าเนี่ย?” ถึงขั้นต้องพูดในไลฟ์สตรีมว่า “ทุกคนครับ ผมขอลงสตรีมก่อนนะ ขอคุยงานแป๊บหนึ่งครับ”

ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนฝันเลย คิดในใจว่า “นี่คือเรื่องจริงเหรอ???” เพราะก่อนหน้านี้เราลองมาหมดแล้ว ทั้งแคสต์ร้องเพลง แคสต์ไอดอล แต่ไม่เคยได้เลย พอวันที่ได้เป็นนักแสดงจริง ๆ เลยถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราได้จริง ๆ เหรอ งั้นครั้งนี้ขอทุ่มสุดตัวแล้วกัน

Dancing with the Unseen: การค้นพบตัวเองในอีกมิติ

มินลี : จริง ๆ คาแรกเตอร์ซันยากทุกตรงครับ ตั้งแต่บุคลิก นิสัย การพูดจา การแสดงออก mindset รวมถึงอาชีพและการทำงาน เพราะผมเป็นสายไอดอล ร้อง เต้น แต่ต้องมารับบทเป็นนักเลงทวงหนี้ สูบบุหรี่ ตอนแรกเราก็ตั้งคำถามว่าจะทำได้หรือเปล่า แต่พอเราอยู่กับต้นฉบับ ผมอ่านการ์ตูนเยอะมาก จำคาแรกเตอร์ จำใบหน้า จำวิธีการของเขา แล้วสร้างเขาขึ้นมาใหม่หมดเลย สร้างตั้งแต่วิธีการเดิน การหายใจ เขาจะกินข้าวยังไง เวลาหายใจจะเร็วหรือช้า และสายตาเป็นยังไง ทุกวันนี้ผมกับซันยังเดินไม่เหมือนกันเลย ซันเดินอีกแบบหนึ่ง ผมเดินอีกแบบหนึ่ง

มันเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมดเลยครับ มีช่วงหนึ่งระหว่างถ่ายทำ คนรอบข้างมีทักว่ามินลีเปลี่ยนไป สายตาเปลี่ยน คำพูดคำจาเปลี่ยน เพราะช่วงนั้นเราต้องคงคาแรกเตอร์ของซันไว้ตลอด พี่ที่ใกล้ชิดกับผมตั้งแต่แรกจนถึงตอนถ่ายก็ทักว่า “เปลี่ยนไปนะ รู้สึกว่าคำพูดคำไม่เหมือนเดิม หรือสายตาเปลี่ยนไป” จนสุดท้ายเราต้องมาหาจุดบาลานซ์

สุดท้ายเราก็ไปปรึกษาครูสอนการแสดง ครูแนะนำว่าเราต้องรู้จัก ‘ถอดตัวละคร’ และ ‘ปิดประตู’ ต้องปิดประตูให้สนิท พอผู้กำกับสั่งคัตปุ๊บ เราต้องออกจากคาแรกเตอร์ทันทีแล้วกลับมาเป็นมินลี มันเป็นมิติใหม่ที่เราได้เจอ เพราะเป็นเรื่องแรกที่ผมต้องดำดิ่งเข้าไปอยู่ในคาแรกเตอร์ลึกขนาดนี้ เรื่องที่ผ่านมาอาจจะเป็นบทสมทบหรือตัวประกอบที่ไม่ได้ห่างจากตัวตนจริงมากนัก ยังมีความเป็นไอดอล มีความ friendly อยู่ ครั้งนี้เลยเหมือนได้เปิดประตูเรียนรู้ศาสตร์การแสดงใหม่ ๆ ทั้งหมดเลยครับ

ท็อปแท็ป : ความยากของผมคือตัวละครเจย์ครับ มันยากมาก ๆ ตรงที่ตัวละครมีอายุ ซึ่งความมีอายุหรือวุฒิภาวะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเติมเต็มได้ในเวลาอันสั้น ตอนที่ผมได้รับบทเจย์ ผมอายุ 22 ปี แต่ตัวละครเจย์อายุ 30 แล้ว ช่วงวัยและประสบการณ์ชีวิตมันห่างจากผมมาก ความคิด การตัดสินใจ หรือ mindset ทุกอย่างไม่ตรงกับตัวผมเลย ยิ่งเขาเป็นผู้บริหาร เป็นผู้ใหญ่ที่ต้องนั่งหัวโต๊ะประชุม มีอำนาจในการตัดสินใจเด็ดขาด ซึ่งผมไม่เคยสัมผัสจุดนั้นมาก่อนในชีวิตจริง เลยรู้สึกว่าการเตรียมตัวยากและต้องทำการบ้านหนักมาก แต่ก็ยังโชคดีที่เวลาอ่านบทหรือต่อบท ผมมีพี่มินคอยซัปพอร์ต เราจะมานั่งคุยกันจริงจังเลยว่า “เฮ้ยพี่ ประโยคนี้พี่คิดว่ายังไง เวลาผมพูดแบบนี้พี่รู้สึกอะไรมั้ย?”

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยผมได้มากคือคลาสเวิร์กช็อปของครูสอนการแสดง เราได้เรียนรู้วิธีการเดิน การยิ้ม การแสดงสีหน้า ไปจนถึงจังหวะการหายใจ ผมต้องทำการบ้านลึกไปถึงเทสต์เพลงที่เจย์น่าจะชอบฟัง รสชาติอาหารที่เจย์น่าจะชอบกิน การยืน การวางตัว ทุกอย่างต้องปรับหมด เพราะบุคลิกจริงของผมเป็นคนซนมาก ส่วนเจย์คือนิ่ง สุขุม และมีความเป็นผู้ใหญ่สูง

ส่วนสิ่งที่ผมรู้สึกว่าไม่เชิงยากแต่ท้าทายมาก ๆ คือการลดน้ำหนักไปพร้อม ๆ กับการสร้างตัวละคร ผมลดน้ำหนักลงไปเกือบ ๆ 20 Kg. ภายในเวลาแค่ 2-3 เดือน ช่วงนั้นผมใช้ชีวิตอยู่บนลู่วิ่งมากกว่าอยู่บนเตียงนอนอีกครับ (หัวเราะ) ก็เลยรู้สึกว่ามันทั้งหนักและมันส์มาก ๆ

The Melting Wall: พื้นที่ปลอดภัย หัวใจ และคนสองคน

มินลี : แน่นอนว่า เรามีซีนที่ต้องเข้าด้วยกันเยอะมาก สิ่งที่ต้องทำคือทำการบ้านให้ดีกันมาก ๆ ทั้งระหว่างถ่ายและช่วงเวิร์กช็อปก่อนถ่าย หลังจากที่เราได้เข้าคลาสเวิร์กช็อปไปแล้ว เรายังมีนอกรอบกันต่อ คือช่วยกันอ่านบท ช่วยกันคิดว่าถ้าเจย์พูดแบบนี้แล้วจะเป็นยังไง ลองทดลองไปเรื่อย ๆ จนเราไว้ใจกัน มันเหมือนเราช่วยกันมากกว่า เช่น ถ้าซันพูดนิ่ง ๆ อาจจะดีกว่า หรือเจย์ลองพูดให้มี dynamic นิดหนึ่งจะดีกว่าไหม ช่วยกันหาครับ เพราะทีมงานก็เหนื่อย เราก็ต้องทำเต็มที่เพื่อทีมด้วย

ท็อปแท็ป : การแสดงมันต้องไว้ใจคู่ของเราอยู่แล้ว สิ่งที่จะทำให้ผมรู้สึกไว้ใจใครมาก ๆ คือการที่เราต้องรู้จักตัวตนของเขาจริง ๆ ก็คือตัวตนของพี่มินจริง ๆ เราสองคนต้องพูดคุยกันเยอะ ๆ จับมือไปพร้อม ๆ กัน ถ้าคนหนึ่งจับแน่นแต่อีกคนไม่จับเลย มันจะรู้สึกว่าเราไปด้วยกันไม่ได้ เราทั้งคู่ต้องการจุดบาลานซ์จะแข็งมากเกินไปจนไม่มีความอ่อนโยนก็ไม่ได้ หรืออ่อนโยนมากเกินไปจนไม่พอดี มันก็คลิกกันไม่ได้ หรืออ่อนโยนมากเกินไปจนไม่พอดี มันก็คลิกกันไม่ได้ เราต้องหาจุดบาลานซ์กันมาก ๆ เวลาเข้าซีนเราจะพยายามคุยกันเสมอ นอกรอบเราก็คุยกัน ไม่ใช่แค่เรื่องต่อบท แต่เรามีไปเที่ยวข้างนอกด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้เรารู้สึกไว้วางใจและสบายใจที่จะอยู่กับเขา

มินลี : จริง ๆ ความสัมพันธ์ของเรามันไม่ได้เร่งรัด มันค่อย ๆ พัฒนา จากที่เคยมีกำแพง ก็ค่อย ๆ ลดลง แล้วความสนิทมันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เราไม่ได้เร่งรัดตัวเองว่าพอมีเลิฟซีนแล้วจะต้องรีบสนิทกันทันที มันไม่ใช่แบบนั้น แต่เราใช้ความจริงใจต่อกันมากกว่า ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป จนทุกอย่างก็เป็นไปของมันเอง โดยที่เราแทบไม่ต้องทำอะไรกับความสัมพันธ์นี้เลย

ท็อปแท็ป : ใช่ครับ มี Section เวิร์กช็อปด้วย ซึ่งไม่ใช่เวิร์กช็อปของตัวละครเจย์กับซันนะ แต่เป็นเวิร์กช็อปความเป็น ‘มินลีกับท็อปแท็ป’

มินลี : จริง ๆ ตอนแรกผมแอบเขินนะถ้าต้องเข้าเวิร์กช็อปกันเลย ช่วงแรก ๆ ที่เจอกัน ตัวก็ไม่ค่อยกล้าแตะ ตาก็ยังไม่ค่อยกล้ามองกัน แต่พอเข้าเวิร์กช็อปมันเหมือนได้ ice breaking มีแบบฝึกหัดหนึ่งที่ให้เราอนุญาตให้จับตัวกันและกัน ถ้าไม่อนุญาตก็บอกว่าไม่อนุญาต แต่ถ้าเราอนุญาต เขาก็สามารถจับเราได้ พอมีแบบฝึกหัดแบบนี้ให้ทำเรื่อย ๆ เราก็เริ่ม relax มากขึ้น

ท็อปแท็ป : สุดท้ายมันเลยกลายเป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องพยายามเลย ไม่ต้องพยายามอะไรทั้งนั้น จับมือ กอด สัมผัส ทุกสิ่งทุกอย่างไปเองโดยธรรมชาติ จากความรู้สึกข้างในที่เราอยากทำจริง ๆ ครับ

The Unforgettable Beat: จังหวะที่จดจำ

มินลี : ผมได้เรียนรู้จากซันก็คือการใช้เวลา เพราะเราไม่รู้ว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้คนที่เรารักจะเสียไปเมื่อไหร่ หรือเราเองจะได้ตื่นมามั้ย เขาจะอนุญาตให้เราตื่นมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากตัวละครซัน เพราะฉะนั้นตลอดเวลาทุกวันเราไม่ควรโกรธใครนานขนาดนั้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าเราจะได้บอกรักเขาอีกกี่ครั้ง ถ้าเรามัวแต่โกรธอยู่ เราก็จะไม่ได้บอกรักเขาเลย หรือเราอาจจะไม่ได้กอดเขาเลย นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากตัวซัน

ถ้าได้ข้อคิดจากเรื่องนี้โดยรวมใหญ่ ๆ ชื่อเรื่องว่า PAYBACK ก็จริง แต่ซีรีส์ไม่ได้บอกให้เราต้องไปแก้แค้น แต่กำลังให้เราเรียนรู้เรื่องการปล่อยวาง เรียนรู้เรื่องเวรกรรม รู้จักการให้อภัย ให้อภัยตัวเอง ให้อภัยคนอื่น เพราะเราเองนี่แหละที่ยังกำทุกอย่างไว้อยู่

ส่วนซีนที่ประทับใจที่สุด ผมเป็นคนชอบซีนน่ารัก แล้วก็มี element ของซีนโดยรวมไปทางทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นซีน ep.8 ซีนรถบัสที่ทุกคนอยู่บนรถเมล์ คือมันเป็น magic moment ด้วย มันไม่ใช่แค่นักแสดงสองคนเล่น แล้วในรถไม่ใช่มีแค่นักแสดงอย่างเดียว แต่มีทีมงานด้วย พี่ทีมงานก็มานั่งเล่นด้วย แล้วพอเราสนิทกันมากขึ้น พอเห็นเขามานั่งเล่นด้วยมันก็อดขำไม่ได้ น่ารัก ทุกคนไปทางเดียวกัน ขับรถไปทางเดียวกัน น่ารัก เป็นซีนที่น่ารักมาก

ท็อปแท็ป : ผมได้เรียนรู้เยอะมาก อย่างแรกเลยคือบุคลิกที่เราไม่เคยเป็น การนิ่ง การที่เรา take time ไม่ได้แปลว่า waste time คนอื่น เรา take time เพื่อตอบสิ่งที่สำคัญที่สุดออกไป แต่ตัดสินใจเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อทุกคน มันได้เยอะมาก ได้เรียนรู้ว่าพอเราล้มแล้วเราต้องลุกขึ้นมานะ อย่างเช่นตอนเด็ก เจย์เห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน มันเป็นแผลในใจเด็กมาก ๆ เรารู้ว่าเราเกิดแผลแล้ว แต่เราไม่ยอมจมกับตรงนั้น เราพยายามดึงแม่ขึ้นมา ให้แม่สู้ใหม่ เราได้เรียนรู้ในการสู้เพื่อคนที่รัก เพื่อคนพิเศษ

ถ้าในมุมนักแสดง ผมชอบการที่ตัวละครเจย์สามารถเป็น turning point ให้กับตัวละครซันได้ อย่างซีน Lollipop ใน ep.5 ผมชอบมาก ผมพูดจริง ๆ พูดจากใจเลย เพราะมันคือ turning point ของตัวละครซัน ด้วยความที่ ep.1 – ep.4 เราไม่เคยเห็นซันยิ้ม เราไม่เคยเห็นซันแคร์คนอื่นเลย เราเห็นซันแค่อยากแก้แค้นก็เลยยอมที่จะเสียทุกอย่าง ไม่แคร์อะไรเลย แต่พอมีจุดนี้มันทำให้ซันอยู่กับปัจจุบัน ซันรู้สึก ไม่ใช่รู้สึกแค่ผิวเผินว่าอมยิ้มมันหวาน แต่รู้สึกว่าทำไมเราจูบกับคนนี้แล้วใจสั่น เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ รู้สึกรักมั้ย รู้สึกเศร้าหรือเปล่า มันทำให้ซันพังกำแพงของเขาได้ ซึ่งผมชอบมาก แล้วด้วยความที่เจย์เป็นคนอบอุ่นแบบเย็น ๆ ไม่บอกเขาตรง ๆ แต่ทำให้เขาเห็น แล้วให้เขารู้เอง โรแมนติกมาก ผมชอบมากที่สุด (ยิ้ม)

มินลี : เลือกอบอุ่นเฉพาะคนพิเศษ (ยิ้มบ้าง)

ท็อปแท็ป : แล้วซีนรถบัส มันทำให้เห็นว่าแต่ละคนไม่ได้แค่ทำงานในหน้าที่ของตัวเอง แต่ตอนนี้เรากำลังทำสิ่งสิ่งเดียวกันอยู่ ไม่ใช่ “ชั้นทำเสื้อผ้า ชั้นไม่มา” “ชั้นทำสไตลิสต์ ชั้นไม่มา” แต่ทุกคนมานั่งแล้ว enjoy กับโมเมนต์ตรงนี้ ผมก็ชอบ มันน่ารักครับ

Harmonies of Friendship: มิตรภาพ ความสุข

ท็อปแท็ป : ผมบอกเลยว่ามันส์มาก เพราะว่าเราได้เจอพี่ ๆ ทุกฝ่าย เราได้เจอผู้ใหญ่ทุกคน เราได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม เราได้เรียนรู้ว่าบางทีเราต้อง improve ตัวเองขึ้นมา เพื่อให้เราไม่ต้องรั้งทีมจนทีมเดินช้า เราทำงานเป็นทีม เราได้รู้จักผู้กำกับอย่างพี่วู้ดดี้ (พงษ์ชัยพัทร เศรษฐนันท์) มุมมอง การคิด เขาให้เหตุและผล และให้พื้นที่กับนักแสดงเยอะพอสมควร ได้เห็นพี่ ๆ ทีมงานทุกคนตั้งใจมาก

อย่างทีมเสียง เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาต้องรีบแก้ เพราะเสียงคือเรื่องสำคัญ ทีมไฟ ทีมภาพ ทุกคนตั้งใจมาก ๆ เลยรู้สึกว่าเราได้ทำงานกับคนที่เป็นมืออาชีพ เราได้เห็นประสบการณ์ที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะเห็น ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้าไปคุยกับเขา ผมรู้สึกว่าเหมือนผมเจอบทเรียนที่ใหญ่มาก ๆ ที่เป็นหนังสือปึกหนา ๆ เลย แล้วก็ enjoy กับการอ่านบทตรงนั้นมากครับ

มินลี : ผมสนุกหมดเลย เพราะว่าจริง ๆ ผมมีทุกคิว และเกือบทุกซีน จะได้พักเป็นส่วนน้อย ผมจะได้ตำแหน่งนักแสดงเปลี่ยนชุดเร็วแห่งปี สองนาทีมาแล้ว วิ่งเข้าไปเปลี่ยนชุด หันมาอีกที พี่สุ ผู้ช่วยผู้กำกับ “อ้าว!!! มินลีเสร็จแล้ว เข้ามาเลยลูก” มันเหมือนเราได้ active ตลอดเวลา ผมเป็นคน active อยู่แล้ว แล้วเราค่อยไปนอนตอนกลางคืน ผมจะ active ทั้งวัน แล้วเราเป็นคนดำเนินเรื่อง ผมก็พยายามที่จะ active ให้ทีม เพราะทีมก็ active แล้ว เราจะมาง่วง ๆ มันก็ไม่ได้

สนุกที่สุดโดยเฉพาะเวลาที่ได้เข้ากับพี่ขุนโน้ต (จิรภัทร อุตมานันทน์) กับโชกุน (ปารมี เทศดรุณ) เราเรียกกันเองว่า แก๊งสามช่า เวลาที่ได้ยินว่าเขาจะมากอง เอาแล้ว มีเพื่อนแล้ว เหมือนได้หาซีนอะไรใหม่ ๆ ทุกครั้งที่ได้เข้าซีนกับพี่โน้ตกับโชกุน เราจะคุยกันก่อน แล้วก็ลองเล่นกัน แล้วก็เอาไปขายผู้กำกับว่า “มันมีอย่างนี้อยู่แล้ว แต่เราเสริมเข้าไปนิดหน่อยได้มั้ย?” พี่วู้ดดี้ก็บอกว่า “จัดเต็มที่เลย แต่ว่าอย่าหลุดคาแรกเตอร์พอ” ก็ช่วยกันเล่น แล้วมันเหมือนเจออะไรใหม่ ๆ เจอ choices ใหม่ ๆ กับตัวละครมากขึ้น มันเล่นอย่างนี้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเล่น way เดียว แต่ว่าท็อปน่ะ วันที่เขาไม่มีคิว เขาก็ไปกองนะ

ท็อปแท็ป : ผมไปให้กำลังใจพี่มิน พี่ของผมมีทุกคิว บางทีตอนเช้าดูดีมาก ผ่องใส ตกกลางวันมอม เย็นปุ๊บผ่องใสอีก รู้สึกว่าพี่ผมต้องการกำลังใจแน่ ๆ ผมเลยไปดูด้วย ไปดูพี่มินว่า “เฮ้ย!!! พี่มินเป็นไงบ้าง เหนื่อยมั้ย” แต่ส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยบ่นว่าเหนื่อย แต่ผมดูออกตาของเขา เพราะก็ทำงานทั้งวันตั้งแต่เช้ายาวจนถึงเกือบเที่ยงคืน

มินลี : ด้วยความที่ซันมี 3 section ก็คืออดีตที่ผมทอง แล้วก็ปัจจุบันคือผมยาวกับผมสั้น ซึ่งเราถ่ายสลับกันเกือบทุกคิว ในหนึ่งวันเราก็ต้องเปลี่ยนแต่ละทรงผม บางวันซีนหนึ่งผมทอง ซีนหนึ่งผมสั้น ซีนหนึ่งผมยาว เปลี่ยนไปมาก็มี ซึ่งเราก็ต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์ไปด้วย อารมณ์ไม่เท่ากัน dynamic ไม่เท่ากันในแต่ละวัน อยู่ดี ๆ อยากลุยก็เป็นผมทอง ถ้าผมดำก็จะนิ่ง ๆ ถ้าผมสั้นช่วงกลาง ๆ ก็จะนิ่ง ๆ ก่อน มาช่วงหลัง ๆ จะมีอารมณ์มากขึ้น ยิ้มมากขึ้นครับ

Beyond the Mask: ความงดงามของการแสดง

ท็อปแท็ป : การแสดงเข้ามาตั้งแต่ประถม-มัธยมเลยครับ เพราะว่าจะมีพี่ ๆ คณะโบสถ์มาแสดงให้ดู เขาเอานิทานมาแสดงเป็นละครเวทีให้เด็ก ๆ ดู เราได้เห็น แล้วตอน ม.3 ผมมีโอกาสได้ไปเป็นทีม backstage ของละครเวทีที่เขาไปทำที่กาดสวนแก้ว (เชียงใหม่) ผมก็รู้สึกว่า “ทำไมชอบจังเลย ทำไมนิยายที่เป็นตัวหนังสือในหนังสือ สามารถสร้างเขาให้กลายเป็นคน มีลมหายใจ มีชีวิตได้” เป็นจุดเริ่มต้นที่ชอบมาก สะกิดใจเรามาก

แต่พอผมได้เป็นนักแสดงจริง ๆ คือตอนที่ผมอยู่อะคาเดมีหนึ่ง น่าจะช่วงประมาณอายุ 18-19 ปี ก็อย่างที่บอกว่าชอบเพราะว่าเราได้รู้จักคนผ่านบท โมเมนต์ของผมก็คือผมอยากเอาชนะใจตัวเองในการที่เป็นคนไม่กล้าแสดงออก แล้วผมก็ไปเรียน acting ในอะคาเดมีนั้น เขาก็บอกว่าการแสดงอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็คือแสดงสีหน้า คำพูด การแสดงคือการส่งสารถึงผู้รับสารโดยทำให้สารถูกต้องที่สุด อย่างผมไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากเป็นนักแสดงตอนไหน ไม่รู้ตัวเลย

มินลี : ก่อนที่จะเป็นการแสดง ผมเป็นสายร้อง-สายเต้นมาก่อน ผมเริ่มสอนเต้นตั้งแต่ ม.5 อายุ 17 ปี แต่ว่าตอนนั้นมีโอกาสได้สอนน้องเล็ก ๆ สอนเบสิก แล้วพอเราจบ ม.6 เราก็ย้ายไปอยู่เกาหลีเลย เป็นเวลา 6 ปี ระยะเวลาช่วงนั้นเราก็ได้เรียนเต้น เรียนร้อง แล้วก็มีเรียน acting ของเกาหลีมาด้วย แล้วก็มีพวก speech ซึ่งวิธีการพูด ก็รวมอยู่ในการแสดงด้วยเหมือนกัน

จริง ๆ การแสดงมันอยู่ในชีวิตเราตลอดเวลา พอกลับมา ก็มาโฟกัสเรื่องการเต้น-การร้อง คือการเป็นไอดอล จริง ๆ การ perform อยู่บนเวทีก็คือการแสดง แสดงอารมณ์ แต่มันเป็นการแสดงที่ไม่เหมือนกับการแสดงโดยใช้คำพูดมากกว่า แต่เป็นการแสดงอารมณ์โดยใช้คำร้อง การเต้น ก็เริ่มสนใจมาตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วก็ได้ไปเรียน acting เราก็รู้สึกว่าชอบ เรารู้สึกว่าเราได้จริงใจกับตัวเองมากขึ้น เวลาเราอยู่ใน acting class ครูจะให้ mindset เราว่า “ที่พยักหน้าอยู่อย่างนี้ อยากพยักหน้าจริงหรือเปล่า?” เรียนรู้ตัวตนว่าที่เรานั่งเรียบร้อยอยู่อย่างนี้ เป็นเพราะ mask ภายนอก mask ภายในสังคมหรือเปล่าที่เราต้องใส่อยู่ แล้วเราอยากทำมันจริง ๆ หรือเปล่า แล้วเรารู้สึกว่าเราได้จริงใจกับตัวเองมากขึ้น ผมคิดว่าการแสดงมันไม่ใช่การแสดง มันคือความจริงใจมากกว่า

ท็อปแท็ป : เพราะว่าถ้าเราไม่จริงใจกับตัวละคร เราก็กระโจนไปกับมันไม่ได้

มินลี : จริง ๆ ผมเป็นคนชอบแสดงกับตัวเองในห้องตั้งแต่เด็ก ตอนเด็ก ๆ ก็จะเป็นกาโอเรนเจอร์ (2001) บ้าง เป็นยอดมนุษย์บ้าง เล่นกับพี่ชาย เราชอบแสดงอยู่แล้ว บางทีเราก็เป็นปีศาจ สัตว์ประหลาดบ้างแล้วเราเป็นคนชอบก๊อบปี้ ผมก๊อบปี้คนเก่งมาก เช่น วิธีการพูด วิธีการเดินต่าง ๆ เลยยิ่งสนุกไปกับมันครับ

Still Breathing, Still Becoming: ตราบใดที่ยังหายใจ

มินลี : ผมเข้ามาอยู่ในวงการตั้งแต่อายุ 16 ถึงตอนนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว 10 ปีแล้วจริง ๆ เพิ่งมีคนค้นพบเราในปีนี้ ปี 2026 สิบปีที่ผ่านมา หลาย ๆ อย่างมันหนักมาก มีสนุก มีเศร้า ร้องไห้ก็มีนะ ตัวผมเป็นคนที่ระบายอารมณ์ผ่านการร้องไห้ แต่ว่าจะไม่ให้ครอบครัวรู้หรือคนอื่นรู้ จะร้องไห้กับตัวเองมากกว่า

ผมออดิชันมาเกิน 200 ครั้งในชีวิต ตั้งแต่วันแรกในเกาหลี การเข้าค่าย การที่จะเข้ารายการนู้น รายการนี้ เข้าฝึก เกิน 200 ครั้ง ความพยายามตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทำให้เราเจนเวทีมากขึ้น ให้ประสบการณ์ ทำให้เราโตมากขึ้น ถ้าเกิดไม่มี 200 ครั้ง ผมก็คงอยู่หน้ากล้องแล้วไม่เก่งเท่านี้ หรืออยู่ต่อหน้ากรรมการแล้วก็จะไม่รู้สึกผ่อนคลายเท่านี้

ท็อปแท็ป : ของผมน่าจะน้อยกว่าของพี่มินมาก ประมาณ 17-18 ครั้ง เคยมีฉุกคิด อย่างที่ผมเคยบอกว่าแคสต์ PAYBACK คือครั้งสุดท้าย แต่จริง ๆ แล้วความคิดนี้มันมาตั้งแต่ออดิชันครั้งที่ 5 ครั้งที่ 6 แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมตกตะกอนได้เรื่อย ๆ คือทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น อะไรต่าง ๆ แล้วแต่จะเกิดขึ้น มันคือตัวเราเองที่รับผิดชอบความรู้สึกตรงนั้น

ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ยึดเหนี่ยวได้ดีที่สุดคือตัวเอง ถ้าเรายังมีตัวเองอยู่ เรายังกำตัวเองไว้อยู่โดยที่ไม่เสียตัวตน เราก็จะยังไปต่อได้ ถ้าเรายังหายใจอยู่ เราจะยังไปต่อได้ ถ้าเรายังรู้สึกอยู่ เราจะยังไปต่อได้ ถ้าเราไม่ล้มเลิก ผมเลยรู้สึกว่าการให้กำลังใจตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ผมบอกคนอื่นเยอะมากเลย เพราะมีคนเข้ามาขอกำลังใจเยอะ ผมบอกว่ากำลังใจที่ดีที่สุดคือจากตัวเอง มันอาจจะฟังดูไร้สาระ แต่อย่าลืมว่าตอนเราร้องไห้ ตอนเราเศร้า ตอนเราเครียด ตอนเราดีใจ ตอนเราสนุก มันคือเราเองทั้งหมดเลยที่รับผิดชอบตรงนั้นครับ

Seeds of Selfhood: คุณค่าและตัวตน

มินลี : ตอนอยู่เกาหลีไม่ได้อะไรที่เป็นรูปธรรม นอกจากความรู้ วิชาการเต้น การร้อง ผมกลับมาไทยโดยที่คอนเนกชันเป็นศูนย์ เป็นใครก็ไม่รู้ในประเทศไทย แล้วก็สู้ด้วยตัวเองมาตลอด

กลับมาไทยช่วงแรก เราไม่รู้จะทำอะไร เราเลยเข้าไปสมัครเป็นครูสอนเต้นที่กรุงเทพฯ เราไม่มีคอนเนกชันในกรุงเทพฯ ด้วย เราเป็นคนเชียงใหม่ ก็เข้าไปในสตูดิโอเต้น แล้วก็ถามเขาว่า “รับสมัครครูสอนเต้นมั้ยครับ?” หลังจากนั้นเราก็ได้สอนมาเรื่อย ๆ แล้วตัวผมเองก็ไม่อยากจะทิ้งงานในวงการ ผมเองก็เริ่มหาที่แคสต์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เขาโยนงาน ให้ทำ comp card ถ่ายคลิปตัวเองแนะนำตัว ก็ทำหมดเลย มีโฆษณาก็ส่งไปทุกเจ้าเลย ส่วนใหญ่จะเป็น modeling แต่ผมก็ไม่ได้เข้า modeling นะ ส่งงานไปแคสต์เอง

พอได้แคสต์ แคสต์ได้งานหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่องสงครามส่งด่วน เรื่องนั้นได้เล่นออกมานิดเดียว เป็นพรีเซนเตอร์ของแอปส่งของออนไลน์ ตอนแรกผมไม่รู้ว่าเขาถ่ายเรื่องนี้ ก็ไปแบบงง ๆ นึกว่าเป็นสตูดิโอถ่ายโฆษณาปกติ นึกว่าเป็นแอปใหม่ แต่เขาไม่บอก เป็นโปรเจกต์ลับมาก ไปวันเดียว คิวเดียว แล้วก็กลับ มารู้ตัวอีกทีเพื่อนโทรมาบอกว่า “เฮ้ย!!! นั่นใช่มินเปล่าที่อยู่ในเรื่องสงครามส่งด่วน” ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้ดูเรื่องสงครามส่งด่วน เป็นเรื่องแรกที่ผมได้ค่าตัวจากการแคสติ้งในไทย

เรารู้สึกว่าเราสามารถอยู่กรุงเทพฯ ได้โดยไม่ต้องขอเงินแม่อีกแล้ว มันคือก้าวแรก เพราะว่าช่วงแรก ๆ เราไม่มีใคร เราต้องไปอยู่คอนโดเพื่อน ช่วยเพื่อนกวาดบ้าน ถูบ้าน ก็ช่วยให้มากที่สุด จนเราหางาน สอนเต้นไปด้วย หางานในวงการไปด้วย จนเราย้ายออกมาอยู่คนเดียว มีเงิน มีเงินเก็บ ไม่ต้องขอเงินแม่ พอถึงสักพักหนึ่งเราก็สามารถส่งเงินกลับไปที่บ้านให้แม่ รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยครับในช่วงเวลานั้น 

ท็อปแท็ป : สิ่งที่ผมชอบและรู้สึกกับมันมากที่สุด คือความรู้จากละครเวที และผมได้ความรู้จากพี่ผู้กำกับละครเวทีมาเยอะมาก เขาให้ทั้งทัศนคติ mindset ทุก ๆ อย่างในการใช้ชีวิตไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็นการวางตัว การใช้ชีวิตในวงการนี้ เราต้องเจอใครบ้าง เราต้องประพฤติตัวยังไง การที่เราเป็นเด็กที่น่ารัก ถือว่าดีแล้ว แต่เราต้องอย่าลืมว่ารากเหง้าเรามาจากไหน ผมเลยรู้สึกว่าทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นความรู้ เป็นประสบการณ์ที่ผมได้มา เป็นสิ่งที่ทำงานกับชีวิตผมมาก ๆ ผมก็เลยรู้สึกกับมันมาก ๆ ครับ

What Keeps Us Going: แรงบันดาลใจ…ความสุข

ท็อปแท็ป : ผมมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่รู้สึกว่ามันช่วย heal ใจของผม คือเพลง “น้ำตาสุดท้าย” ของ Cocktail ความหมายของเพลงประมาณว่าโปรดเถอะให้น้ำตามันรินไหล ชำระล้างแผล ไม่เป็นไร แล้วไปต่อ

ผมรู้สึกชอบเพลงนี้มาก แล้วด้วยความที่ผมมีแรงบันดาลใจเป็นพี่โอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ) อยู่แล้วด้วย ผมชอบพี่เขามาก แล้วยังมีอีกหลาย ๆ เพลงของพี่เขาอีก ผมติดตามพี่โอม ฟังพี่โอมสัมภาษณ์ ผมประทับใจ mindset ที่ดีของพี่โอมมาก ๆ เลยเอามาเป็น role model ในชีวิตของผมครับ

ผมรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ทุกวันนี้ ความสุขของผมคือทุกวินาทีตรงนี้ ณ ปัจจุบันตรงนี้ ความสุขที่เราได้เห็นภาพนี้ อย่างที่พี่มาสัมภาษณ์ ผมก็รู้สึกว่า “เฮ้ย!!! มีคนมาสัมภาษณ์เราด้วยหรอ มีคนให้พื้นที่เราได้แชร์ไอเดียด้วยเหรอ” มีความสุขกับการมีพี่มิน เราไม่ได้มองเขาเป็นพาร์ตเนอร์ เรามองเขาเป็นพี่คนหนึ่งที่รับเลี้ยงเรา ดูแลเรา เป็นครอบครัว ความสุขของผมคือทุก ๆ อย่าง ณ ตอนนี้

มินลี : เวลาเหนื่อย ๆ ผมนึกถึงที่บ้าน ที่ผมสู้ ผมสู้เพื่อตัวเองส่วนหนึ่ง แต่ว่าผมสู้เพื่อที่บ้านด้วย เพราะผมไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เราเลือกมาทางนี้แล้ว พอเราเลือกแล้ว ถ้าเราไม่ได้เป็นสิ่งที่เราเลือก เราจะเป็นอะไร แล้วพ่อกับแม่ก็แก่ขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่ท้อ ผมก็จะฮึบสู้ ก็เลยคิดว่าพ่อกับแม่เป็นสิ่งที่เรายึดเหนี่ยว

การที่ผมได้โทรไปคุยกับครอบครัวในแบบที่เมื่อก่อนเราไม่เคยได้ทำ ผมว่าครอบครัวภูมิใจในตัวผมมาก ๆ ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจจะมีผลงาน แต่ก็ไม่ได้ชัดขนาดนี้ ทุกวันนี้พอเราโทรคุยกับพ่อกับแม่ เขาจะมี reaction ที่ดีมาก ๆ เขารับรู้ได้ว่าเราเหนื่อยแค่ไหน หรือว่าตอนนี้เรามีความสุขมากน้อยแค่ไหน เราจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้โทรหาเขา แล้วเล่าว่าเราไปทำอะไรมา เดี๋ยวเราจะมีอันนี้อีกนะเดี๋ยว เราจะได้ทำอันนั้นอีกนะ แล้วพอได้ยินเสียงของเขาที่มีความสุข ได้ยินเขาไปอวดป้าข้างบ้าน มันรู้สึกว่าสิ่งที่เราพยายามมาสิบกว่าปี มันเริ่มเห็นผล อันนี้คือความสุขของผมในทุก ๆ วัน

SERENDIPITY: มันเป็นเรื่องของโชคชะตา

มินลี : จริง ๆ แล้วเราเคยเจอกันตั้งแต่ตอนเด็กครับ ท็อปเป็นน้องชายของเพื่อนผม เพื่อนกลุ่มเดียวกันด้วย ก็คือเขามีพี่สาว ผมเป็นเพื่อนพี่สาวของเขา มีวันหนึ่งที่ผมไปกินหมูกระทะที่บ้านพี่สาวของเขา ซึ่งตอนนั้นเขาก็อยู่บ้าน ยังตัวเล็ก ๆ อยู่เลยครับ

ท็อปแท็ป : มันคือตอนเด็กมาก ๆ เลย

มินลี : ผมอยู่ประมาณ ม.5 ท็อปอยู่ประมาณ ม.2 เขาอยู่แต่ในห้อง เดินออกจากห้องมาผ่านไปนิดเดียว ไม่รู้ว่าเป็นท็อป จำไม่ได้เลย

ณ วันนั้นก็เห็นกัน แค่รู้สึกว่าเป็นน้องเพื่อนแล้วก็จบลง พอเรากลับมาเจอกันในวงการบันเทิง เราก็ไม่รู้ว่าท็อปเป็นน้องคนนั้น แต่มารู้ตอนที่ท็อปบอกว่าเป็นน้องชายของเพื่อนผม ตอนแรกผมก็ยังนึกไม่ออกว่าเคยเจอท็อปมาก่อน จนเวลาผ่านมาเรื่อย ๆ ทำงานเจอกันประมาณ 5-6 เดือนแล้ว ผมถึงเพิ่งมานึกออกว่าเคยเจอท็อป… ท็อปคือเด็กคนนั้น

ท็อปแท็ป : ผมยังจำแทบไม่ได้ คือตอน ม.2 ผมจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แค่อย่างเดียวว่าทุกคนได้กินหมูกระทะ แต่ผมไม่ได้กินด้วย แอบน้อยใจด้วย (หัวเราะ)

มินลี : ซึ่งผมไปนอนบ้านพี่สาวของเขาบ่อยมาก  ผมก็เซอร์ไพรส์มาก

ท็อปแท็ป : โลกกลมมากครับ

Dear Past Me: กว่าจะถึงวันนี้

มินลี : จะบอกว่า “You เก่งมาก” ที่มินเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ที่มินเต้นเก่งเหมือนทุกวันนี้ได้ มิน performance เก่ง หรือเป็นคนแบบนี้ ก็เพราะว่า You ในวันนั้น ขอบคุณที่ไม่ล้มเลิกในทุก ๆ อย่าง จริง ๆ แล้วผมเป็นคนสมาธิสั้นนะ เป็นคนที่ค่อนข้างจะขี้เบื่อมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ อยู่กับอะไรได้ไม่นานเลย เรียนเทควันโดได้เดือนหนึ่ง เรียนแบดมินตันได้ 2-3 เดือน ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ผมอยู่กับการเต้น การร้องนี้มา 10 ปี ขอบคุณตัวเองที่ไม่ล้มเลิก ขอบคุณตัวเองที่อยากเอาชนะสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ ถึงแม้จะยังไม่ชนะ แต่ You ก็พาตัวเองมาอยู่ตรงนี้ได้ ขอบคุณครับ

ท็อปแท็ป : ผมไม่เคยคิดไว้เลย แต่ถ้าพูดกับตัวเองได้แล้วมองหน้าตัวเอง อยากบอกว่า “เก่งมาก เก่งแล้วล่ะ ไม่มีวันไหนเลยที่อ่อนแอ ผมถือว่าผมเก่งมาก ๆ แล้ว”

Words from the Deep: ขอบคุณและรักมาก

ท็อปแท็ป : คำที่ชัดเจนที่สุดของผมทุกครั้งที่มองหน้าพี่มิน คือคำว่า “ขอบคุณ” ผมรู้สึกขอบคุณมาก ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันเลย ตอนที่เราทำงานเราไปด้วยกัน ไม่เคยมีโมเมนต์ไหนเลยที่พี่ทำให้ผมรู้สึกว่า ทำไมพี่ถึงทิ้งผม พี่มินไม่เคยมีโมเมนต์นั้นให้ผมคิดเลย พี่มินมีแต่ “โอเคเปล่าเนี่ย ไหวเปล่าเนี่ย” ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็เหนื่อยมาก ผมเลยรู้สึกว่าคำที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือคำว่า “ขอบคุณ”

มินลี : ผมขอเปรียบเทียบกับเกม Werewolf แล้วกันนะครับ ให้เขาเป็น “ผู้พิทักษ์” (Bodyguard) เพราะว่าเขาดูแลผมตลอดเวลา ของหนัก ๆ ก็ช่วยถือ คอยเช็กทุกอย่างก่อนออกไปเจอแฟนคลับ เทคแคร์ประจำ เขาไม่ได้เทคแคร์เฉพาะผม ผู้ใหญ่ในทีมเขาดูแลหมด จะข้ามถนนก็ดูทุกคน จูงทุกคน เป็นผู้พิทักษ์ เวลาวันไหนที่เซตผมแล้วผมกระดก เขาก็จะลูบผมให้ตลอด

ท็อปแท็ป : เฉพาะคนพิเศษนะที่ผมจะทำ เฉพาะคนที่ผมให้ความสำคัญนะ ไม่ใช่ทุกคน (ยิ้ม) ผมเป็นคนที่อยากให้ภาพพี่มินออกมาสมบูรณ์ที่สุด ผมรู้สึกว่าเขาสมควรได้รับสิ่งนั้น ผมจะชอบดูความเรียบร้อยให้ก่อน

Words from the Deep: ขอบคุณและรักมาก

ท็อปแท็ป : คำที่ชัดเจนที่สุดของผมทุกครั้งที่มองหน้าพี่มิน คือคำว่า “ขอบคุณ” ผมรู้สึกขอบคุณมาก ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันเลย ตอนที่เราทำงานเราไปด้วยกัน ไม่เคยมีโมเมนต์ไหนเลยที่พี่ทำให้ผมรู้สึกว่า ทำไมพี่ถึงทิ้งผม พี่มินไม่เคยมีโมเมนต์นั้นให้ผมคิดเลย พี่มินมีแต่ “โอเคเปล่าเนี่ย ไหวเปล่าเนี่ย” ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็เหนื่อยมาก ผมเลยรู้สึกว่าคำที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือคำว่า “ขอบคุณ”

มินลี : ผมขอเปรียบเทียบกับเกม Werewolf แล้วกันนะครับ ให้เขาเป็น “ผู้พิทักษ์” (Bodyguard) เพราะว่าเขาดูแลผมตลอดเวลา ของหนัก ๆ ก็ช่วยถือ คอยเช็กทุกอย่างก่อนออกไปเจอแฟนคลับ เทคแคร์ประจำ เขาไม่ได้เทคแคร์เฉพาะผม ผู้ใหญ่ในทีมเขาดูแลหมด จะข้ามถนนก็ดูทุกคน จูงทุกคน เป็นผู้พิทักษ์ เวลาวันไหนที่เซตผมแล้วผมกระดก เขาก็จะลูบผมให้ตลอด

ท็อปแท็ป : เฉพาะคนพิเศษนะที่ผมจะทำ เฉพาะคนที่ผมให้ความสำคัญนะ ไม่ใช่ทุกคน (ยิ้ม) ผมเป็นคนที่อยากให้ภาพพี่มินออกมาสมบูรณ์ที่สุด ผมรู้สึกว่าเขาสมควรได้รับสิ่งนั้น ผมจะชอบดูความเรียบร้อยให้ก่อน

มินลี : เขาเป็นคนละเอียด ซึ่งผมจะเป็นคนโบ๊ะบ๊ะมาก เวลาแพลนเขาก็จะเป็นคนแพลน แต่ผมเป็นคนที่ทำเลย ผมเป็นคนไม่มีแพลน คิดอะไร อยากทำอะไร ทำเลย ซึ่งเขาจะเป็นคนที่คิดก่อนว่า “พี่มินทำอะไร แล้วพี่มินจะดีมั้ย” เขาก็จะช่วย

ท็อปแท็ป : ผมชอบคิดเผื่อให้เขา

มินลี : เวลาเขาคิด ผมก็จะบอกว่า “ทำเลย”

ท็อปแท็ป : ผมก็บอกว่า “แป๊บหนึ่งพี่ แป๊บหนึ่ง” แต่เขาก็จะบอกว่า “เออ เนี่ย ไปมั้ย” ทั้ง ๆ ที่ผมขอคิดก่อน

SUM UP: อยากบอกอะไรกันและกัน เอาสิ่งที่ไม่เคยบอกกันมาก่อนเลยนะ

ท็อปแท็ป : คำว่า “ขอบคุณ” ผมไม่เคยบอกตรง ๆ แต่มีอีกคำที่ผมไม่เคยบอกเลย คืออยากบอกว่า “รักพี่มิน” ผมไม่เคยบอกรักพี่มินเลย ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด

มินลี : ผมเองก็โตมากับครอบครัวคนจีน เราไม่แสดงความรัก เราไม่พูดคำว่ารักใส่กัน แต่ว่าวันนี้ก็อยากบอกว่า… “ก็รักเหมือนกัน” ขนาดพ่อกับแม่ผมยังไม่ค่อยบอกรักเลย ซึ่งตัวผมเองส่วนใหญ่จะแสดงออกด้วยการกระทำ แสดงความปกป้องเวลาใครที่มาว่าท็อปมากกว่าที่เราจะมาพูดว่ารัก ผมไม่เคยบอกรักเขาเลยนะครับพี่ นี่คือสัมภาษณ์ที่แรกที่ผมอยากบอกว่า เออ “รักนะครับ”

ท็อปแท็ป : ขอบคุณที่เกิดมาบนโลกใบนี้นะพี่มิน ขอบคุณที่เกิดมา ไม่งั้นผมคงไม่เจอความสบายใจแบบนี้

มินลี : ขอบคุณท็อปเหมือนกันที่เข้ามาทำหลาย ๆ อย่างให้ ขอบคุณที่มาดูแลกัน จริง ๆ มันคือพาร์ตเนอร์ พาร์ตเนอร์มันคือการพึ่งพาพึ่งอาศัยกัน ขอบคุณที่มาเป็นส่วนหนึ่งในการประสบความสำเร็จระหว่างทางของเรา

Because You Are Here: ขอบคุณที่ทำให้ทุกก้าวเดินมีความหมาย

มินลี : ตอนนัดรวมพลครั้งแรกพี่แอนดี้บอกว่ามีแฟนคลับมา 50 คน พอออกมาจริงผมเครียดเลย เป็น 30 นาทีที่นานมาก ๆ คือผมเตรียมคำพูดกับแฟนคลับมาเยอะมาก แต่พอถึงสถานการณ์จริงมันพูดไม่ออก แล้วก็รู้สึกว่าคนที่สนับสนุนเรา และรักซีรีส์ของเรา รักท็อปแท็ป-มินลี มันมีเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

ความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดคือตกใจ พอหลัง ๆ เราจะรู้สึกว่าพอเราอยู่กับบรรยากาศ อยู่กับทุกคน เขามาเพื่อเรา ผมรู้สึกดีใจ แล้วก็ตื้นตันมาก ๆ อบอุ่น เพราะว่า PAYBACK ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ท็อปแท็ปกับมินลีเท่านั้น แต่มันคือทุกภาคส่วน มันคือทีมผู้กำกับ ทีมโปรดิวเซอร์ ทีมกล้อง ทีมเสียง ทีมตัดต่อ ทีม continue ทีมหน้าผม ทุกฝ่าย ทีมนักแสดงทุกคนประสบความสำเร็จไปกับเรา ไม่ใช่แค่ท็อปแท็ปกับมินลี อยากขอบคุณพวกเขามาก ๆ ครับ

ท็อปแท็ป : ภาพที่ผมเห็นชัดที่สุดก็คือ เราเห็นถึงผลในสิ่งที่เราตั้งใจและตัดสินใจในการเดินทางต่อ ผมเห็นภาพนั้นชัดมาก ๆ แล้วก็เห็นภาพกำลังใจที่เยอะมาก ภาพที่ผมชอบมากที่สุดคือภาพที่มีคนรักเราเยอะมาก ๆ ภาพหลาย ๆ คนที่เขาเต็มใจมารักเรา เราเห็นความเต็มใจตรงนั้นของเขาทุกอย่าง ผมหันไปเห็นรอยยิ้มพี่มินแล้วมันตื้นตันมาก วันนั้นเราสองคนพูดไม่ออก ดีใจมาก แล้วก็ชื่นใจมาก 

มินลี : ผมขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่ให้โอกาสท็อปแท็ปกับมินลี ขอบคุณที่ทุกคนรักพวกเรา ผมจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมจะพยายามทำตัวเองให้เก่งขึ้นในทุก ๆ วัน ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ขอบคุณมาก ๆ

ท็อปแท็ป : ผมพูดจากใจจริงเลยนะ… ผมอยากขอบคุณทุกคนมาก ๆ ครับ ขอบคุณที่เปิดใจและเลือกที่จะก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตของพวกเรา ผมคิดอยู่เสมอว่าความรักของแฟน ๆ ทุกคนมันพิเศษมาก ในวันที่เราเหนื่อย วันที่เราผ่านอะไรมาเยอะมากจนแทบมองไม่ออกว่าปลายทางจะเป็นยังไง การได้เห็นสายตา ได้เห็นรอยยิ้ม และการมีอยู่ของทุกคนตรงนี้ มันตอบคำถามทั้งหมดเลยว่า ทุกการตัดสินใจที่เราไม่ยอมแพ้ ทุกหยาดเหงื่อที่เราสู้ต่อ มันคุ้มค่าขนาดไหน และมันยิ่งมีความหมายมาก ๆ ขอบคุณที่คอยซัปพอร์ต คอยโอบกอด และเชื่อมั่นในตัวผมกับพี่มินนะครับ ผมสัญญาว่าจะรักษาตัวตนนี้ไว้ให้ดี จะตั้งใจพัฒนาตัวเองในทุก ๆ วัน และจะส่งต่อพลังงานดี ๆ ตอบแทนกลับไปให้ทุกคนเหมือนที่ทุกคนมอบให้ผมสองคนเสมอนะครับ ขอบคุณจากหัวใจจริง ๆ ครับ

บทสนทนากับ ‘ท็อปแท็ป’ และ ‘มินลี’ จบลงด้วยถ้อยคำธรรมดาอย่าง “ขอบคุณ” และ “รักนะ” คำสั้น ๆ ที่ทั้งคู่ยอมรับว่าแทบไม่เคยพูดให้อีกฝ่ายได้ยินตรง ๆ มาก่อน ท็อปแท็ปขอบคุณที่มินลีไม่เคยทิ้งกัน ขณะที่มินลีมองคนที่อยู่ข้าง ๆ ว่าเป็นทั้งผู้พิทักษ์และพาร์ตเนอร์ คนหนึ่งคอยคิดเผื่อในรายละเอียดเล็ก ๆ ส่วนอีกคนคอยผลักให้ลงมือทำ และบางทีความสัมพันธ์ที่สำคัญก็ไม่ได้ต้องการคำนิยามมากไปกว่าการรู้ว่า ในวันที่หันไป เรายังเห็นใครอีกคนอยู่ตรงนั้นเสมอ

ชีวิตของคนเราอาจไม่ได้เปลี่ยนไปในวันที่เกิดเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป บางครั้งมันเปลี่ยนจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ในเวลานั้นเราเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะพาเราไปได้ไกลถึงไหน จากวันที่เลือกอยู่ต่ออีกหน่อย ลองอีกครั้ง เชื่ออีกครั้ง หรือแม้แต่ยอมเปิดพื้นที่ในชีวิตให้ใครบางคนก้าวเข้ามา แล้วปล่อยให้วันเวลาค่อย ๆ ทำหน้าที่ของมัน

เราอาจใช้เวลามากมายไปกับการพยายามทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตมีความหมายอะไร ทำไมบางอย่างถึงมาช้า ทำไมบางเรื่องต้องผิดหวังก่อน หรือทำไมบางคนถึงเพิ่งได้พบกันในวันนี้ ทั้งที่โลกกว้างใหญ่ใบนี้มีโอกาสให้เดินสวนกันมาตั้งนานแล้ว แต่คำตอบของบางเรื่องก็ไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เราตั้งคำถาม มันอาจจะปรากฏขึ้นอีกในหลายปีให้หลัง ในวันที่เราหันกลับไปมองและเพิ่งเข้าใจว่า หากขาดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งไป เราอาจไม่ได้กลายมาเป็นคนคนเดียวกับที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน ณ ตรงนี้

เราไม่รู้ว่าจากนี้ชื่อของ ท็อปแท็ป–มินลี จะเดินทางไปปรากฏอยู่ตรงไหนอีกบ้าง และคงเร็วเกินไปที่จะเขียนบทสรุปให้กับคนสองคนที่เพิ่งเปิดหน้าถัดไปของชีวิต แต่ภาพหนึ่งที่ชัดเจนจากบทสนทนาครั้งนี้ คือคนสองคนที่ยังอยากเก่งขึ้นกว่าวันนี้ ยังอยากรักษาตัวตนของตัวเองเอาไว้ และยังมีบางสิ่งที่อยากส่งกลับไปให้คนที่เลือกจะรักและเชื่อในพวกเขาได้ภูมิใจ

ไม่มีใครรู้ว่าตอนจบของทุกเรื่องราวจะถูกเขียนเอาไว้อย่างไร และในบางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้ขนาดนั้น เพราะตราบใดที่ยังมีหน้าต่อไปให้เปิด ชีวิตก็ยังมีความเป็นไปได้มากพอที่จะให้เราอยากเดินด้วยกันไปเรื่อย ๆ จับมือกันไปเรื่อย ๆ ไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ด้วยกันไปเรื่อย ๆ…แบบนั้น

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน

ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่ไหน