ฉากแปลงร่าง TV Anime

เรื่องฉากแปลงร่างซ้ำ ๆ ในการ์ตูนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในแนว Mahou Shoujo (สาวน้อยเวทมนตร์) อย่าง Sailor Moon, Pretty Cure, หรือแม้แต่พวกหุ่นยนต์แปลงร่างอย่าง Super Sentai กับ Gundam นั้น หากนำมาดูในยุคนี้ คนดูอาจจะรู้สึกรำคาญและกดข้ามไปไวไวในตอนต่อ ๆ ไป แต่หากย้อนกลับไปในสมัยที่เราไม่สามารถกดข้ามได้ ฉากเหล่านี้มันมีเบื้องหลังทั้งเชิง “ความคุ้มค่าในการผลิต” และ “การสร้างอารมณ์ร่วมของคนดู” ซ่อนอยู่ด้วยนะ

เหตุผลหลักเพื่อประหยัดต้นทุนการผลิต

การ์ตูนทีวี (TV Anime) ในญี่ปุ่นที่ฉายมาตั้งแต่ปลายยุค 70 ยาวมาจนถึงต้นยุค 2000 นั้น แม้จะได้รับความนิยมที่แพร่พลาย และครองใจเด็ก ๆ ในช่วงเวลานั้น แต่ต้นทุนการผลิตและฐานคิดแบบเรตติ้ง ก็ยังคงคิดแบบรายการทีวีทั่วไป คือต้องถ่ายไปและออนแอร์ไป จำนวนตอนและเรตติ้งก็จะมีผลกับงบประมาณการผลิตที่จำกัด การผลิตที่ต้องออกตอนใหม่ทุกสัปดาห์ แต่ก็ต้องวัดกับความนิยมของคนดูไปด้วย เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ หากใช้ฉากไหนที่ซ้ำได้ ย้อนอดีตได้ ก็จะช่วยได้มาก

แปลงร่างจึงเป็นหนึ่งฉากที่ใช้ซ้ำได้มากที่สุด และถือเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “Stock Footage” ที่เรารู้จักกัน แถมมีความเป็นลักษณะเฉพาะก็คือฉากแปลงร่างนั้น ๆ คือภาพที่ถูกทำขึ้นหนึ่งครั้งเพื่อการ์ตูนเรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว แล้วนำมาใช้ซ้ำในหลายตอน ซึ่งช่วยให้ทีมงานไม่ต้องวาดใหม่ทุกรอบ ประหยัดทั้งเวลา คน และต้นทุนในการวาดแอนิเมชันมาก

เทคนิคการทำที่เล่นใหญ่ครั้งเดียว

และเมื่อการทำขึ้นหนึ่งครั้งแต่ใช้ไปจนจบ ฉากแปลงร่างเหล่านี้มักถูกสร้างด้วยคุณภาพที่สูงกว่าฉากทั่วไป ทีมงานจึงจะใส่ใจมากทั้งในเรื่องแสง สี มุมกล้อง เอฟเฟกต์ต่าง ๆ เพื่อให้ตัวการ์ตูนออกมา “อลังการ” และดึงดูดใจแม้จะเห็นซ้ำบ่อยแค่ไหนก็ตาม เช่น ฉากแปลงร่างของ Sailor Moon ที่มีฐานคิดมาจากการเคลื่อนไหวร่างกายของนักกีฬายิมนาสติก การลอกลายจากการเคลื่อนไหวของนักกีฬาที่ใช้มาเป็นแบบจึงเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานมาก ๆ กว่าจะออกแบบออกมาได้ลงตัว

เมื่อเข้าสู่กระบวนการสร้างขึ้นมา ส่วนใหญ่ฉากแปลงร่างจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 นาที ซึ่งการเคลื่อนไหวแอนิเมชันในสมัยก่อนคือการวาดมือให้เท่ากับจำนวนเฟรมเพื่อให้เกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวเป็นวินาที นั่นหมายความว่าฉากนั้นต้องวาดวินาทีละ 30 ภาพ หากความยาว 3 นาที ก็เท่ากับ 5,400 ภาพเลยทีเดียว โดยในกระบวนการวาดนั้นจะทำให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ได้ เพราะจะกลายเป็นภาพจำของการ์ตูนเรื่องนั้นตลอดไป แต่ฉายไปทุกตอน

ส่งเสริมเนื้อเรื่องและการตลาด

เด็ก ๆ ที่ดูการ์ตูนในยุคนั้นมักรอดูฉากแปลงร่างเป็นพิเศษ เพราะมันคือช่วงเวลาที่ตัวละครเปลี่ยนจากคนธรรมดาไปสู่ฮีโร่ ความรู้สึกตื่นเต้นนี้ทำให้ฉากแปลงร่างกลายเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องนั้น ๆ ความสวยงามที่ได้ “เป็นสิ่งที่พิเศษ” ต่อเติมจินตนาการให้เด็ก ๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงในด้านเนื้อเรื่อง ในแง่ของจังหวะเล่าเรื่อง การใส่ฉากแปลงร่างเข้ามาเป็นเหมือน “เบรก” สั้น ๆ ที่ช่วยผ่อนจังหวะให้เรื่องก่อนจะไปสู่ฉากต่อสู้หรือบทสำคัญ ซึ่งมักจะเป็นการต่อสู้ที่รออยู่ในช่วงท้ายของแต่ละตอนนั่นเอง

ในแง่ของการตลาดต่อยอด ฉากแปลงร่างมักมาพร้อมกับชุดใหม่ อุปกรณ์ใหม่ เช่น ไม้คทาในการ์ตูนผู้หญิง หรือส่วนประกอบหุ่นยนต์ในการ์ตูนผู้ชาย ซึ่งเมื่อภาพจำทำงานในการ์ตูนได้แล้ว หลังจากนั้นก็จะสามารถต่อยอดให้กลายของเล่นและสินค้าอื่น ๆ ได้อีกด้วย ฉากแปลงร่างเลยกลายเป็น “ช่วงโปรโมต” ทางอ้อมไปในตัว สร้างมูลค่าให้กับการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ ได้นอกเหนือจากการออนแอร์ได้อีก

แม้ในปัจจุบันการ์ตูนสมัยใหม่มักจะไม่ค่อยมี “ฉากแปลงร่าง” หลงเหลือให้เห็นอีกแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมการเสพสื่อที่ไม่ต้องการฉากเสียเวลา และต้องการเข้าเส้นเรื่องโดยเร็ว แต่ฉากแปลงร่างของการ์ตูนสมัยก่อนจะยังคงเป็นตำนานของการสร้างภาพจำที่ได้ผลต่อยอด ส่งให้การ์ตูนหลายเรื่องครองความอมตะมาได้จนถึงปัจจุบัน

AUTHOR

นักคิด นักเขียน นักสร้างคอนเทนต์ ตัวปัญหาของกระแส ชาวเกย์ผู้แปลกแยก และนักเล่าเรื่องในรูปแบบที่แตกต่าง หลงใหลวัฒนธรรม Pop ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์และดนตรี และยังเป็นผู้กำกับอิสระ นักดนตรีและนักแต่งเพลง รวมถึงแอดมินเพจที่ประสบความสำเร็จในโซเชียลอีกด้วย เก่งซะไม่มี