หลังจากเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 ‘โดนัล ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มีการลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อปรับอัตราภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมทั่วโลก จากเดิมอยู่ที่ 25% ปรับเป็น 50% และคำสั่งนี้ก็มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมาตรการนี้เป็นการขึ้นภาษีครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งโลหะเหล่านี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงอาหารกระป๋อง ทรัมป์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องและสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐฯ ในระยะยาว
ซึ่งก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 25% ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางด้าน ‘ริค ฮูเทอร์’ ผู้บริหารของ Independent Can Co บริษัทในสหรัฐฯ ที่นำเข้าเหล็กจากยุโรปเพื่อนำมาแปรรูปเป็นกล่องคุกกี้หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ กล่าวว่า คำถามที่เขามีต่อตัวของทรัมป์เสมอก็คือ มาตรการนี้เป็นกลยุทธ์ชั่วคราวหรือเป็นแผนระยะยาวกันแน่? นอกจากนี้เขายังเปิดเผยว่า หลังจากที่มีมาตรการออกมาในช่วงต้นปี เขาได้ตัดสินใจระงับการลงทุนและไม่ขึ้นราคาสินค้าเพราะเขากลัวว่าลูกค้าจะหันไปใช้สินค้าประเภทอื่น อาทิ กล่องกระดาษ หรือกล่องพลาสติก เป็นต้น
สหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการนำเข้าเหล็กเป็นรายใหญ่ของโลก โดยหลัก ๆ แล้วจะนำเข้าจากประเทศแคนาดา, บราซิล, เม็กซิโก และเกาหลีใต้ เป็นต้น ในการชุมนุมที่โรงงานเหล็กของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า เขาต้องการให้อัตราภาษีสูงขึ้นเพื่อที่ธุรกิจของสหรัฐฯ จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ซัปพลายเออร์สัญชาติอเมริกัน ซึ่งอัตรา 50% นั้นจะทำให้ไม่มีใครสามารถขโมยอุตสาหกรรมไปได้ ทั้งนี้ในช่วงเดือนเมษายน การนำเข้าเหล็กในสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 17% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม และบริษัทที่ขายโลหะไปยังสหรัฐฯ คาดว่า จากมาตรการรอบล่าสุดจะทำให้การเปอร์เซ็นต์นำเข้าลดลงมากขึ้นไปอีก
ส่วนอังกฤษจะเป็นประเทศที่ได้รับการยกเว้นการปรับขึ้นอัตราภาษีเป็นการชั่วคราว และยังคงเอาไว้ที่ 25% ทรัมป์ระบุในคำสั่งว่า สาเหตุที่อังกฤษได้รับการยกเว้นมาจากเจรจาเกี่ยวกับการทำข้อตกลง US-UK Economic Prosperity Deal แต่ทั้งนี้ทรัมป์ก็ได้ออกมาเปิดเผยต่อว่า หลังวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 สหรัฐฯ อาจจะมีการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูนิเนียมอังกฤษเป็น 50% เท่ากับประเทศอื่น ๆ เมื่อพบว่าการเจรจา US-UK Economic Prosperity Deal ไม่ประสบผลสำเร็จ
อย่างไรก็ดี นี่เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์ทำการปรับอัตราภาษีนำเข้าแบบคาดไม่ถึง สิ่งนี้ทำให้คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมโลหะได้รับผลกระทบโดยตรง และการเปลี่ยนแปลงนี้ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมทำให้แคนาดาและสหภาพยุโรปเตรียมที่จะตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน
อ้างอิง
