โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

‘นโยบายกำแพงภาษี’ เป็นอีกหนึ่งนโยบายเรือธงภายใต้การบริหารของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ซึ่งต้องบอกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่หลายประเทศทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะมันสามารถส่งผลกระทบกระเทือนมาถึงเศรษฐกิจภายในประเทศของพวกเขาได้ โดยเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทรัมป์ระบุว่าจะกำหนด ‘อัตราภาษีนำเข้าพื้นฐาน’ ไว้ที่ 10% บวกกับมี ‘มาตรการภาษีนำเข้าแบบตอบโต้’ โดยแต่ละประเทศจะมีอัตราภาษีแตกต่างกันออกไป โดยตอนนั้นไทยจะถูกเรียกเก็บอยู่ราว ๆ 36% ก่อนที่ภายหลังจะมีการเลื่อนมาตรการดังกล่าวออกไป 90 วัน และวันนี้ดูเหมือนจะมีความคืบหน้าออกมาบ้างแล้ว 

ล่าสุด (8 กรกฎาคม 2568) ทรัมป์ได้โพสต์หนังสือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยหนังสือดังกล่าวได้มีการแจ้งอัตราภาษีนำเข้า 14 ประเทศแรกที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นี้ หากยังไม่มีการพูดคุยหรือบรรลุข้อตกลงใด ๆ เพิ่มเติม โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 

  • ลาว : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 48% ล่าสุดปรับลดเหลือ 40%
  • เมียนมา : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 44% ล่าสุดปรับลดเหลือ 40%
  • กัมพูชา : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 49% ล่าสุดปรับลดเหลือ 36%
  • ไทย : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 36% ล่าสุดยังคงอัตราไว้ที่ 36% 
  • บังกลาเทศ : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 37% ล่าสุดปรับลดเหลือ 35%  
  • เซอร์เบีย  : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 37% ล่าสุดปรับลดเหลือ 35%  
  • อินโดนีเซีย : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 32% ล่าสุดยังคงอัตราไว้ที่ 32%
  • บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 35% ล่าสุดปรับลดเหลือ 30%
  • แอฟริกาใต้ : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 30% ล่าสุดยังคงอัตราไว้ที่ 30% 
  • ญี่ปุ่น : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 24% ล่าสุดปรับเพิ่มเป็น 25%
  • คาซัคสถาน : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 27% ล่าสุดปรับลดเหลือ 25%   
  • มาเลเซีย : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 24% ล่าสุดปรับเพิ่มเป็น 25%   
  • เกาหลีใต้ : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 25% ล่าสุดยังคงอัตราไว้ที่ 25%  
  • ตูนิเซีย : อัตราภาษีนำเข้าเดิมอยู่ที่ 28% ล่าสุดปรับลดเหลือ 25% 

จะเห็นได้ว่า ไทยยังคงอัตราไว้ที่ 36% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไหร่ และเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน โดย นายพิชัย ชุณหวชิร’ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ตนรู้สึกตกใจนิดหน่อยหลังจากที่เห็นประกาศล่าสุด แต่มองว่าอาจจะมีข้อจำกัดด้านเวลาทั้งทางฝั่งสหรัฐฯ และไทย เพราะ 9 กรกฎาคม 2568 ถือว่าเป็นเดดไลน์ และคงจะต้องมีการประกาศเลื่อนออกไป แต่เพื่อให้การเจรจามีความเข้มข้นขึ้น จึงมีประกาศดังกล่าวออกมา และสหรัฐฯ อาจจะยังไม่ได้พิจารณาข้อเสนอล่าสุดของไทย 

นอกจากนี้ ตนยังเชื่อว่าหลังจากที่ไทยยื่นข้อเสนอใหม่ไป อัตราภาษีของไทยจะอยู่ในระดับเดียวกันกับประเทศคู่แข่งด้านการค้าและการส่งออก อาทิ เวียดนาม (บรรลุข้อตกลงที่ 20%) เป็นต้น ทั้งนี้ความคืบหน้าของภาษีทรัมป์ต่อไทยจะเป็นอย่างไร ไทยจะสามารถปิดดีลเพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าได้ก่อน 1 สิงหาคม 2568 หรือไม่ คงต้องรอติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

อ้างอิง